อยู่เหนือปัญหา: เหตุใดเก้าอี้ของเปเรซจึงเหนียวแน่นที่มาดริด?

เบร์นาเบวคือสถานที่ๆไม่เคยหลับใหล และเมื่อเร็วๆนี้ก็มีการประท้วงประธานสโมสรเปเรซไปแล้ว แต่ก็อย่างที่ คิยาน โซบานี่ คอลัมนิสต์ของเราอธิบายไว้… ดูเหมือนว่าจะยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงตำแหน่งผู้บริหารในเร็ววัน...

ครั้งแรกที่ ฟลอเรนติโน่ เปเรซ เลือกไขก๊อกลาออกคือเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2006 ซึ่งผ่านช่วงกลางฤดูกาลอันเป็นตอนจบของกาลาคติกอสยุคแรก

โดยตอนนั้น ซีเนดีน ซีดาน กำลังอยู่ในช่วงปีสุดท้ายของสัญญา ส่วน ราอูล กอนซาเลซ กับ โรแบร์โต้ คาร์ลอส ก็เลยจุดพีคมาแล้ว และมาดริดก็กำลังจะจบฤดูกาลด้วยความผิดหวังอีกหนึ่งซีซั่น เมื่อตกรอบ 16 ทีมสุดท้ายแชมเปี้ยนส์ลีกเป็นซีซั่นที่ 2 ติดต่อกัน

With his decision-making over the course of the past two season having hampered the club’s success on the pitch, Perez is arguably feeling more pressure now than he did when he first stepped down 10 years ago

เปเรซก้าวลงจากตำแหน่งหลังจากที่เปลี่ยนตัวโค้ชถึง 4 คนใน 1 ฤดูกาลครึ่ง โดยเขาอ้างว่าสโมสร “ต้องการทิศทางใหม่ๆ”

การปลด บิเซนเต้ เดล บอสเก้ กุนซือที่ประสบความสำเร็จมากสุดของสโมสรในยุคโมเดิร์นได้กลับมาหลอกหลอนเขา เช่นเดียวกับการขาย โคล้ด มาเกเลเล่ มิดฟิลด์ตัวปิดทองหลังพระเมื่อปี 2003 ซึ่งยังไม่รวมถึงการก้าวก่ายในเรื่องอื่นๆของทีมด้วย

ตอนนี้เปเรซกำลังก้าวผ่านสมัยที่ 2 และเจ้าตัวก็รู้สึกว่าเก้าอี้กำลังร้อนได้ที่เลยทีเดียว ซึ่งการตัดสินใจของเขาตลอด 2 ฤดูกาลที่ผ่านมาทำให้ความสำเร็จในสนามของสโมสรต้องหยุดชะงัก ว่ากันว่าประธานวัย 68 ปีรู้สึกถึงความกดดันมากกว่าเมื่อครั้งที่เขาลงจากตำแหน่งหนแรกเมื่อ 10 ปีก่อนเสียอีก

สถานการณ์ไม่สงบ

Perez would be digging his own grave if he attempted to blame the head coach for any of the calamities Real Madrid are currently going through

เสียงตะโกน “ฟลอเรนติโน่ลาออกไปซะ!” ดังกระหึ่มทั่วเบร์นาเบวตลอดทั้งสุดสัปดาห์ เมื่อแอตเลติโก มาดริด เอาชนะคู่ปรับร่วมเมืองได้อีกครั้ง ซึ่งคำพูดที่ออกมาถือว่าชัดเจนเมื่อทุกคนต่างชี้นิ้วไปที่เปเรซ ไม่ใช่ใครอื่น

ครั้งนี้ฟลอเรนติโน่ไม่มีใครให้โบ้ยความผิดได้ เมื่อทิ้งซีดานออกมาเป็นไพ่ใบสุดท้ายแล้ว ซึ่งถ้าหลายๆอย่างไม่กลายสภาพเป็นหายนะร้ายแรงในสนาม ขณะที่ฤดูกาลใกล้จะถึงข้อสรุปอย่างช้าๆแล้วล่ะก็ จะไม่มีใครกล่าวโทษตำนานเฟร้นช์แมนผู้เป็นที่รักได้เลย และคงจะเป็นการขุดหลุมฝังตัวเองหากเปเรซโยนความผิดให้กับเฮดโค้ชเลือดน้ำหอมว่าเป็นต้นเหตุของเรื่องร้ายๆที่เรอัล มาดริด กำลังประสบอยู่

Zidane

กุนซือคนใหม่อย่างซีดานน่าจะปลอดภัยจากการถูกไล่ออก… อย่างน้อยก็ในตอนนี้

บรรยากาศที่เกิดขึ้นในเบร์นาเบวถือเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ เมื่อเรอัล มาดริด คือทีมที่ใช้เงินมากที่สุดในประวัติศาสตร์ของวงการกีฬา และพวกเขาก็ไม่มีผลงานอะไรแสดงให้เห็นอย่างเป็นรูปธรรม โดยนับตั้งแต่เปเรซกลับมานั่งเก้าอี้ประธานเมื่อปี 2009 เรอัล มาดริด คว้าแชมป์ลีกเพียงหนเดียวเท่านั้น

นั่นทำให้แฟนบอลเริ่มหมดความอดทนขึ้นเรื่อยๆ ด้วยความรู้สึกที่ว่าทีมจะไปได้สวยกว่านี้หากผู้จัดการทีมเป็นคนตัดสินใจแต่เพียงผู้เดียว ไม่ใช่เอล เปรซิเดนเต้ อย่างไรก็ตามพวกเขาลืมไปว่าการตะโกน ‘ฟลอเรนติโน่ออกไป’ นั้นแม้จะดังแต่ก็ไร้ซึ่งพลังอำนาจและดูสิ้นหวังเหลือเกิน ถึงแม้หญ้าอีกฝั่งอาจจะไม่เขียวกว่าเสมอไป แต่สาวกมาดริดก็แค่ไม่ต้องการให้มันเป็นสีเดิมเท่านั้นเอง

ตั้งกฏขึ้นมาเอง

All potential candidates must now be a club member for at least 20 years, while providing a bank guarantee of 15% of the club’s annual budget - a figure projected to be close to €100 million

การคืนถิ่นเบร์นาเบวของฟลอเรนติโน่ในปี 2009 ถือเป็นการกลับมาอย่างไร้คู่แข่ง เมื่อย้อนกลับไปตอนนั้นข้อกำหนดคุณสมบัติประธานสโมสรถือว่าน่าขบขันน้อยกว่าที่เป็นอยู่ในตอนนี้เสียอีก เมื่อเปเรซได้วางเงื่อนไขว่าต้องมีเงินขั้นต่ำ 57,389,000 ยูโรจึงจะสามารถชิงตำแหน่งประธานสโมสรได้ ซึ่งตัวเลขดังกล่าวถือว่าสูงอย่างบ้าคลั่งเพราะไม่มีคนอื่นที่มีเงินมากขนาดนั้น

3 ปีต่อมา เปเรซได้หารือกับบอร์ดเพื่อแก้ไขตัวคุณสมบัติผู้สมัครประธานสโมสรอีกครั้ง ซึ่งยิ่งทำให้คนอื่นโค่นเขาได้ยากขึ้นกว่าเดิมเข้าไปอีก เพราะแคนดิเดตทุกคนจะต้องเป็นสมาชิกสโมสรอย่างน้อย 20 ปี และมีหนังสือค้ำประกันของธนาคาร 15% ของงบประมาณประจำปีของสโมสร ซึ่งฤดูกาลหน้าจำนวนเงินงบประมาณจะแตะหลัก 100 ล้านยูโรหรือมากกว่าเลยทีเดียว

Perez

เปเรซได้เป็นคนแก้ไขไกด์ไลน์ใหม่ซึ่งทำให้มีคนมาต่อกรเขายากขึ้นไปอีก

จากการที่ตอนนี้เปเรซรั้งอันดับ 12 ของคนที่รวยสุดในสเปน ทำให้มีการคาดการณ์ว่าเขาจะได้เป็นประธานสโมสรเรอัล มาดริด เกือบทุกสมัย เพราะไม่มีสัญญาณอะไรบ่งบอกเลยว่า 11 คนที่อยู่เหนือเขาจะเข้ามาเป็นสมาชิกสโมสรเลย นี่ยังไม่พูดถึงว่าจะต้องเข้ามาเป็นสมาชิกอีก 20 ปีอีก

Given that Perez is currently the 12th richest man in Spain, he’s forecasted to be Real Madrid’s President for quite some time

ทำให้ ราม่อน กัลเดร่อน อดีตประธานสโมสร “ราชันชุดขาว” กล่าวติดตลกว่าเปเรซอาจต้องเปลี่ยนคุณสมบัติด้วยว่าจะรับพิจารณาเฉพาะผู้สมัครที่มีชื่อขึ้นต้นด้วย ‘ฟลอ’ เท่านั้น

อย่างไรก็ตามเงินทุนจำนวนมหาศาลที่นำมาใช้การันตีสถานะผู้สมัครนั้นอาจจะไม่ใช่อุปสรรคสำคัญ ขึ้นอยู่กับว่าคุณจะมองมันอย่างไร เพราะตามกฏที่ให้แคนดิเดตมีหนังสือค้ำประกันของธนาคาร ทำให้สามารถหาสปอนเซอร์มาช่วยเหลือด้านเงินทุนในการเลือกตั้งได้ แต่ก็ต้องเป็นคนที่น่าเชื่อถืออย่างมากจึงจะสามารถระดมทุนได้อย่างต่อเนื่อง

ขาดเอกลักษณ์

What would it look like to give the team some continuity? How much patience would it require?

เรอัล มาดริด อาจต้องซิวถ้วยแชมเปี้ยนส์ลีกเพื่อให้กระแสต่อต้านฟลอเรนติโน่เบาบางลง แต่ถ้าเป็นอย่างนั้นมันก็จะเป็นการสนับสนุนเปเรซให้ดำเนินตามทางของตัวเองต่อไปโดยปราศจากการมองภาพรวมที่ใหญ่กว่า และนั่นก็จะเป็นต้นทุนให้เขาตัดสินใจอย่างเดิมซ้ำๆจนทำให้คว้าแชมป์ได้บ้างไม่ได้บ้างอยู่อย่างนี้ หนำซ้ำยังเป็นการปกปิดปัญหาที่สโมสรมีอีกด้วย นั่นก็คือการขาดเสถียรภาพและความต่อเนื่อง

และถ้าเฉพาะเจาะจงไปกว่านั้นก็คือการขาดเอกลักษณ์ ซึ่งเป็นสิ่งที่คู่ปรับของพวกเขาอย่างแอตเลติโกและบาร์เซโลน่าได้สร้างขึ้นมาและยึดถือเป็นแนวทาง

Simeone

ซิเมโอเน่ได้สร้างแอตเลติโกให้มีเอกลักษณ์ที่ชัดเจน

โดยความเห็นของแฟนบอลที่เบร์นาเบวนั้นเผยว่าการที่ทีมขาดเอกลักษณ์ทำให้มีผลต่อการลุ้นแชมป์โดยตรง และเอกลักษณ์ที่แท้จริงนั้นจะไม่มีโอกาสถูกสร้างได้เลยตราบที่ประธานเปเรซนั้นยังดำรงตำแหน่งอยู่ เมื่อเจ้าตัวมีความสุขกับการผ่องถ่ายนักเตะแกนหลักของทีมด้วยเหตุผลทางการตลาด และเปลี่ยนโค้ชซึ่งมีแทคติกไม่ซ้ำกันเลยในระยะเวลาอันสั้น

ทำให้ตอนนี้ซีดานที่ไม่เคยแพ้แอตเลติโก มาดริด มาก่อนสมัยเป็นนักเตะ ต้องกลายมาเป็นกุนซือเรอัล มาดริด คนที่ 3 ต่อจาก โชเซ่ มูรินโญ่ และ คาร์โล อันเชลอตติ ที่แพ้ ดีเอโก้ ซิเมโอเน่ โดยเทรนเนอร์ชาวอาร์เจนไตน์คือคนที่สร้างเอกลักษณ์ให้กับทีม “ตราหมี” ด้วยการเล่นเพรสซิ่งแบบสุดโต่งและเกมรับที่ยากจะเจาะเข้าไปทำประตูได้

Benitez

การแต่งตั้งเบนิเตซของเปเรซพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่ามาไวไปไว

โดยซิเมโอเน่อาจจะแย้งว่านี่คือเอกลักษณ์ของแอตเลติโกที่มีมาตลอด ซึ่งเขาอาจจะพูดถูก และสิ่งที่เขาทำก็คือดึงเอกลักษณ์ที่แฝงอยู่ออกมาใช้

แต่ปัญหาก็คือไม่มีใครจำได้จริงๆว่าเอกลักษณ์ของเรอัล มาดริด อยู่ตรงไหน แล้วมันจะทำให้ทีมมีความต่อเนื่องบ้างหรือไม่? และต้องอดทนรอนานเท่าไร?

บางทีสิ่งที่ทำให้เรอัล มาดริด เป็นที่รู้จักมากที่สุดในช่วงพีคตอนเปลี่ยนผ่านสหัสวรรษคือการเล่นแบบสวยงามที่เน้นการครองบอลสั้นสลับยาว ซึ่งในยุคกาลาคติกอสรุ่น 2 แทคติกดังกล่าวก็ประสบความสำเร็จช่วยให้มูรินโญ่คว้าแชมป์ลีก และจบลงด้วยลา เดซิม่า ของอันเชลอตติ โดยเกมโต้กลับของทีม “โลส บลังโกส” ถือว่าอันตรายสุดๆในยุคนั้น

และมันก็เป็นที่ชัดเจนว่าไม่ว่าเอกลักษณ์ของทีมจะเป็นแบบไหน แต่ถึงอย่างไรก็ไม่ใช่การเล่นแบบน่าเบื่อและเน้นตั้งรับของเบนิเตซอย่างแน่นอน โดยกุนซือชาวสแปนิชอาจเป็นโค้ชที่ประสบความสำเร็ตมากที่สุดคนหนึ่งก็จริง แต่เขาไม่เหมาะกับเบร์นาเบว และการที่ฟลอเรนติโน่ขาดความอดทนกับอันเชลอตติก็ทำให้เขาต้องเจอกับบทเรียนราคาแพง

แล้วเขาจะตอบสนองกับแนวทางในฤดูกาลนี้อย่างไร เมื่อมันกำลังจะกลายเป็นตัวชี้วัดที่สำคัญที่สำคัญว่าทีมควรมุ่งหน้าไปทางไหนภายใต้ยุคของเขา หากเจ้าตัวยังดำรงตำแหน่งประธานสโมสรอยู่

More features every day on FFT.com • More Real Madrid