อยู่กับพี่มีแต่ก้าวหน้า : เมื่อ ‘เด็กเทพเชลซี’ ได้โอกาสมากขึ้นในยุค ‘คอนเต้’

แม้มันจะเร็วไปหน่อยที่จะบอกได้แบบร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ Alex Hess คอลัมนิสต์ของเราก็เชื่อว่า เชลซีภายใต้การคุมทีมของ อันโตนิโอ คอนเต้ จะให้โอกาสเหล่าดาวรุ่งในทีมเยาวชนเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน…

ช่วงหลายปีมานี้ ในทุกตลาดซื้อขายนักเตะ เราจะเห็นรายชื่อผู้เล่นปล่อยยืมตัวจาก เชลซี ไม่ต่ำกว่าซัมเมอร์ละ 25 ราย ซึ่งนั่นคือจำนวนเทียบเท่ากับสโมสรฟุตบอลหนึ่งเลยทีเดียว

แน่นอนว่า “สิงโตน้ำเงินคราม” พยายามแสวงหาดาวรุ่งฝีเท้าดีจากทั่วโลกมาตลอดหลายปี ซึ่งนั่นก็กลายเป็นปัญหาของพวกเขาในหลายครั้งเช่นกัน

เชลซี ได้แชมป์มากมาย แต่ไม่ใช่เพราะเด็กตัวเองเท่าไร

เพราะพวกเขาดำเนินนโยบายเสาะหาเด็กๆ พร้อมกับคว้าตัวนักเตะระดับโลกมาร่วมทีมไปด้วย ซึ่งไม่มีข้อสงสัยในคุณภาพของทีมแมวมองเชลซี เนื่องจากพวกเขาคว้าแชมป์ เอฟเอ ยูธ คัพ ได้ถึง 4 จาก 5 ครั้งหลังสุด และยังได้แชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนลีกรุ่นจิ๋ว สองสมัยล่าสุดอีกด้วย

วัฎจักรของแข้งในทีมเยาวชนของทีมดังแห่งกรุงลอนดอนก็คือ เล่นให้กับทีมเยาวชนไปเรื่อยๆ เมื่อถึงวัยสมควร ก็ส่งถูกให้ทีมต่างๆร่วมทวีปหรือทีมร่วมลีกที่เหมาะสม จากนั้นเมื่อเวลาผ่านไปประมาณหนึ่ง ค่าตัวของพวกเขาเพิ่มขึ้นมา เชลซี ก็จะขายออกไปอย่างถาวรนั่นเอง

เพื่อการลงทุน

การที่พวกเขาทำแบบนี้ได้เพราะว่า เงินลงทุนในระดับเยาวชน จะไม่ถูกคำนวณในกฎไฟแนนเชียล แฟร์เพลย์ของ ยูฟ่า นั่นเอง

ปัจจุบัน เชลซี มีนักเตะที่ถูกปล่อยยืมทั้งหมด 38 ราย โดยมีตั้งแต่ใน อังกฤษ ไปจนถึง บราซิล ซึ่งการที่พวกเขาทำแบบนี้ได้เพราะว่า เงินลงทุนในระดับเยาวชน จะไม่ถูกคำนวณในกฎไฟแนนเชียล แฟร์เพลย์ของ ยูฟ่า นั่นเอง

อีกทั้งยังได้ประโยชน์เมื่อพวกเขาเอากำไรจาการขายผู้เล่นในอนาคตมาเป็นรายได้เพื่อหักลบรายจ่ายให้บัญชีไม่มีตัวแดงต่อไปอีกด้วย

ไม่แน่ใจเหมือนกันว่า “สิงโตน้ำเงินคราม” ตั้งใจใช้วิธีนี้หรือไม่ แต่ที่เราบอกได้ก็คือ จอห์น เทอร์รี่ คือ นักเตะเยาวชนคนสุดท้ายที่ขึ้นมาติดทีมชุดใหญ่ของสโมสรได้เมื่อเกือบ 20 ปีที่แล้ว

สมัย เทอร์รี่ ยังละอ่อนและเป็นคนที่ได้รับโอกาสสุดท้ายในคราวนั้น

อย่างไรก็ตาม บางอย่างอาจจะกำลังเปลี่ยนไปตลอดกาลแล้วก็เป็นได้

โดยในเกมกับ เลสเตอร์ เมื่อสัปดาห์ก่อนหน้านี้นั้น อันโตนิโอ คอนเต้ ใช้ตัวสำรองทั้งสามคนที่ขึ้นมาจากทีมเยาวชนทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็น นาธาเนียล ชาโลบาห์, รูเบน ลอฟตัส-ชีค และ โอลา ไอน่า นอกจากนี้ยังมีชื่อของ โดมินิค โซลันเก้ บนม้านั่งสำรองอีกด้วย ที่น่าสนใจคือทั้งสี่คนได้โอกาสสัมผัสเกมรวมกันถึง 15 ครั้งจาก 8 เกมลีกแรกในซีซั่นนี้(ไม่รวมเกมล่าสุดกับ แมนฯ ยูไนเต็ด)

ซึ่งเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันนี้เมื่อปีที่แล้ว เราจะพบว่า มีเพียงแค่ ลอฟตัส-ชีค คนเดียวเท่านั้นที่ขึ้นมาเล่นทีมชุดใหญ่ได้ และนี่คือสัญญาณที่ดีจาก คอนเต้…

สัญญาณดีขึ้น

ฮิดดิ้งส์ ให้โอกาส เบอร์ทรานด์ ตราโอเร่ มากที่สุด นอกจากนี้ อดีตเทรนเนอร์ทีมชาติฮอลแลนด์ ยังเปิดซิง เจค คล้าร์ก ซอลเตอร์, แทมมี อับราฮัม และ ฟิกาโย โทโมริ ในทีมชุดใหญ่อีกด้วย

อันที่จริง ก่อนหน้านี้ อดีตกุนซือยูเวนตุส เคยบอกว่า จะพยายามดันดาวรุ่งให้มากกว่าเดิมมาแล้ว

“แน่นอน(ตอบเรื่องดันเด็กขึ้นมาเล่น) มันสำคัญมากๆ เพราะ เชลซี มีระบบอคาเดมี่ที่มหัศจรรย์” คอนเต้ กล่าวเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา “มันมีผู้เล่นจำนวนมากที่มีอนาคตกับ เชลซี ผมคิดเสมอว่า อคาเดมี่คือแหล่งผลิตนักเตะสู่ทีมชุดใหญ่ ผมรักที่จะทำงานกับเด็กๆ และพยายามช่วยเค้นฟอร์มพวกเขา”

เช่นเดียวกับ บอสเก่าอย่าง กุส ฮิดดิ้งส์ ที่เชื่อมั่นในระบบดาวรุ่งเช่นกัน

“อคาเดมี่มีหน้าที่ส่งของ มันเป็นเรื่องดีมากๆที่พวกเขาได้แชมป์(ยูธ คัพ) ผมดีใจที่ได้ให้โอกาสพวกเขามาซ้อมกับทีมชุดใหญ่”

คอนเต้ ผู้ให้โอกาสเด็กๆ

โดยซีซั่นที่แล้ว ฮิดดิ้งส์ ให้โอกาส เบอร์ทรานด์ ตราโอเร่ มากที่สุด นอกจากนี้ อดีตเทรนเนอร์ทีมชาติฮอลแลนด์ ยังเปิดซิง เจค คล้าร์ก ซอลเตอร์, แทมมี อับราฮัม และ ฟิกาโย โทโมริ ในทีมชุดใหญ่อีกด้วย โดยสรุปแล้วในครึ่งฤดูกาล ฮิดดิ้งส์ ส่งเด็กจากอคาเดมี่(ไม่นับ เทอร์รี่)ลงสนามรวมกันไปทั้งหมด 13 ครั้ง

และนั่นคือจำนวนที่เท่ากับที่ โชเซ่ มูรินโญ่ ทำตลอดสองซีซั่นเต็มๆ หรือจะเป็น ราฟา เบนิเตซ ในปีก่อนหน้านั้นที่ทำไว้เพียง 12 ครั้ง(ในวงเล็บว่า 11 ครั้งเป็นของ ไรอัน เบอร์ทรานด์ คนเดียว)

หรือย้อนกลับไปก่อนหน้านี้กับ โรแบร์โต้ ดิ มัตเตโอ ผู้คุมทีมนาน 8 เดือนนั้น ส่งเด็กดาวจากทีมเยาวชนลงสนามรวม 16 ครั้ง(และเช่นกัน เบอร์ทรานด์ ครองสถิติไป 14 นัดเข้าให้แล้ว)

ขณะที่ คาร์โล อันเชล็อตติ ให้โอกาสเด็กๆ 11 ครั้ง ส่วน หลุยส์ ฟิลิปเป้ สโคลารี่ ไม่ส่งเยาวชนจากอคาเดมี่ตัวเองลงสนามเลยตลอด 7 เดือนที่คุมทีม เช่นเดียวกับ อัฟราม แกรนท์ ที่ไม่ใช้งานดาวรุ่งเลย

ปิดท้ายที่ มูรินโญ่ กับ ภาคแรกของเขาที่ตลอดสามปีนั้น กุนซือแมนฯ ยูไนเต็ด ส่งเด็กฝึกแท้ๆลงสนามรวมกันแค่ 14 เกมเท่านั้น

คิดเพื่ออนาคต

ไม่แน่ว่าการเปลี่ยนแนวคิดของ โรมัน อับราฮิมโมวิช อาจจะทำให้ดาวรุ่งของพวกเขากลับมามีอนาคตได้เหมือนกัน

ปัญหาของ เชลซี ไม่ใช่คุณภาพของนักเตะดาวรุ่งที่ไม่ดีพอ แต่ปัญหาคือพวกเขาไม่เคยแยแสเหล่าเด็กๆต่างหาก

“เชลซี ผลิตดาวรุ่งอายุต่ำกว่า 20 ปีไว้จำนวนมาก แต่จากนั้นพวกเขาไปไหน? ก็ถูกปล่อยยืมไงละ” เดอร์มอท ดรัมมี่ อดีตโค้ชเยาวชนเชลซี และผู้จัดการทีมคลอรี่ย์ ทาว์น กล่าว “มันน่าเบื่อมาก มันไม่เคยมีการเชื่อมโยงกับทีมชุดใหญ่เลย เพราะว่า ผู้จัดการทีมทุกคนที่เข้ามานั้น ห้ามแพ้ ไม่งั้นพวกเขาจะโดนปลด พวกเขาต้องเอาอนาคตตัวเองให้รอดก่อน ก่อนจะมาคิดถึงพวกเด็กๆ”

ดังนั้น ไม่แน่ว่าการเปลี่ยนแนวคิดของ โรมัน อับราฮิมโมวิช อาจจะทำให้ดาวรุ่งของพวกเขากลับมามีอนาคตได้เหมือนกัน

แฟนๆเดอะบลู คงมีความสุขกว่านี้หากได้เห็นเด็กๆในทีมเยาวชนขึ้นมาสู่ทีมชุดใหญ่มากขึ้น

เสียดายแทนเด็กมัน

ลองดูตัวอย่างจากอดีตสองดาวรุ่งของพวกเขาอย่าง จอช แม็คเอคราน ที่ปัจจุบันกำลังดิ้นรนกับ เบรนท์ฟอร์ด หรือจะเป็น กาเอล กากูต้า ที่ระเห็จไปไกลถึงเมืองจีน

และลองจินตนาการดูว่าหากคุณเป็นเด็กวัย 16 ปีที่มีโอกาสได้เลือกเล่นให้ระหว่าง เชลซี หรือ แมนฯ ยูไนเต็ด แล้วละก็ คุณจะเลือกทีมใด?

ในเมื่ออีกฝ่ายมี เจสซี่ ลินการ์ด หรือ มาร์คัส แรชฟอร์ด เป็นแบบอย่าง ขณะที่อีกฝ่าย มีใครหนอ?

แน่นอนว่า ไม่ใช่ทุกคนที่จะเป็นอย่าง แรชฟอร์ด ได้ ก็ลองย้อนไปถึงเมื่อหลายเดือนที่แล้วสิ จะมีใครคิดว่า เด็กอายุ 18 ปีที่ไม่เคยเล่นเกมทางการจะกลายมาเป็น ดาวยิงความหวังของคนทั้งประเทศได้ แต่นั่นเป็นเพราะ หลุยส์ ฟาน กัล กล้าให้โอกาสเขาอย่างต่อเนื่อง จนทำให้ “ปีศาจแดง” ค้นพบดาวรุ่งที่น่าตื่นตาที่สุดตั้งแต่มี ไรอัน กิ๊กส์ มาเลย

ซึ่งความกล้านั้นไม่เคยเกิดขึ้นกับผู้จัดการทีมคนใดของ เชลซี มาก่อน ลองดูตัวอย่างจากอดีตสองดาวรุ่งของพวกเขาอย่าง จอช แม็คเอคราน ที่ปัจจุบันกำลังดิ้นรนกับ เบรนท์ฟอร์ด หรือจะเป็น กาเอล กากูต้า ที่ระเห็จไปไกลถึงเมืองจีน

มันน่าเสียดายกับอนาคตพวกเขาไหมละ?

เพราะ “มู” ไม่ตอบโจทย์

ความรู้สึกบอกผมว่า หาก เลวิส เบเกอร์, อิซซี่ บราวน์ และ โซลันเก้ ไม่สามารถก้าวไปติดทีมชาติชุดใหญ่ในสองถึงสามปีข้างหน้าได้ ผมต้องโทษตัวเอง

- โชเซ่ มูรินโญ่

“ความรู้สึกบอกผมว่า หาก เลวิส เบเกอร์, อิซซี่ บราวน์ และ โซลันเก้ ไม่สามารถก้าวไปติดทีมชาติชุดใหญ่ในสองถึงสามปีข้างหน้าได้ ผมต้องโทษตัวเอง ด้วยวัยแค่ 16 หรือ 17 ปี ผมคิดว่าพวกเขาไม่ควรออกไปเล่นที่อื่น พวกเขาควรเรียนรู้ไปกับเรา เขาจะได้อะไรเยอะเลย” มูรินโญ่ กล่าวไว้เมื่อปี 2014

ทว่า ทุกอย่างก็ไม่เคยเกิดขึ้น

เมื่อทั้งสามไม่เคยได้โอกาสจาก เทรนเนอร์ชาวโปรตุกีส และอีกหนึ่งปีต่อมา มูรินโญ่ ก็ให้สัมภาษณ์อีกแบบ…

“พวกดาวรุ่งกับนายหน้าชอบบอกว่า ‘ผมอยากเล่นติดต่อกันห้านัดเพื่อพิสูจน์ตัวเอง’ ผมว่า คุณไม่จำเป็นต้องใช้ห้าเกมหรอกนะ คุณเอาแค่ 10 นาที 10 นาทีที่จะแสดงให้ผมเห็นว่าคุณพร้อมหรือยัง”

8 เดือนต่อมา “น้ามู” จำต้องลาจาก สแตมฟอร์ด บริดจ์ ไมเคิ่ล เอเมนาโล่ ผอ.เทคนิคของทีม ก็ประกาศว่า นับแต่บัดนี้ เชลซี ตั้งใจจะผลิตเยาวชนขึ้นสู่ทีมชุดใหญ่ให้ได้

“เจ้าของสโมสรอยากเห็นมัน โค้ชชุดใหญ่อยากเห็นมัน ผู้จัดการทีมเยาวชนอยากเห็นมัน ผมอยากเห็นมัน บอร์ดบริหารอยากเห็นมัน ทุกคนอยากเห็นมันเกิดขึ้นจริง”

และนี่อาจจะเป็นอีกเหตุผลที่ทำให้พวกเขาตัดสินใจปลด มูรินโญ่ ได้ง่ายขึ้น

พัฒนาการ

เวลาจะเป็นเครื่องพิสูจน์ว่าคำพูดของ เอเมนาโล่ เป็นอย่างที่ตั้งใจจริงๆหรือไม่

ซึ่งจนถึงตรงนี้ เราก็ได้เห็นการเปลี่ยนแปลงในรั้ว เดอะ บริดจ์ อยู่บ้าง นั่นคือการขยับเอา โจ เอ็ดเวิร์ดส์ ผู้ที่ทำงานกับกลุ่มนักเตะอายุต่ำกว่า 8 ปี และเป็นผู้จัดการทีมชุดแชมป์เอฟเอ ยูธ คัพ 3 สมัยในรอบหลายปีที่ผ่านมา ไปเป็น ผู้ติดตามและประเมินฟอร์มของเหล่าแข้งที่ถูกยืมตัวไปเล่นที่สโมสรอื่น

โดย เอ็ดเวิร์ดส์ เคยเป็นเด็กฝึกของ เชลซี มาก่อน และได้เรียนรู้งานโค้ชตั้งแต่ยังเป็นวัยรุ่น ดังนั้นเขารู้ถึงแนวทางของต้นสังกัดเป็นอย่างดี และคราวนี้ “สิงโตน้ำเงินคราม” ตั้งใจจะสร้างดาวรุ่งขึ้นมาช่วยทีม มากกว่าที่จะใช้เงินซื้อนักเตะเหมือนที่ผ่านๆมา

“คุณไม่สามารถซื้อเพื่อแก้ปัญหาได้ทุกครั้งหรอก” เอเมนาโล่ กล่าวเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา

และภายใต้ยุคสมัยของ คอนเต้ เราอาจได้เห็นการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงของยักษ์ใหญ่สีน้ำเงินแห่งเมืองผู้ดีก็เป็นได้…