ยูโรป้า ลีก: 9 วิธีปลุกมนต์ขลังถ้วยรอง

ครั้งหนึ่งในเวทียุโรป ถ้วยลูกเมียน้อยใบนี้ก็มีความสำคัญมากเหมือนกันนะ

ไม่บอกก็รู้ว่ายูโรป้า ลีก เป็นถ้วยที่แทบจะไม่ค่อยได้รับความสนใจจากแฟนฟุตบอลมากสักเท่าไหร่นัก

แทบจะเรียกได้ว่าความสำคัญของการแข่งขันฟุตบอลถ้วยรองยุโรปตกต่ำเป็นประวัติการณ์ ทีมใหญ่ๆ ที่อกหักจากแชมเปี้ยนส์ลีกยังมองถ้วยนี้ไม่ต่างจากตัวถ่วงจนแทบไม่มีเวลาไปมุ่งมั่นกับเกมลีกในประเทศ เป็นแค่ความอึดอัดที่ยัดเยียดลงมาในตารางแข่งประจำปี

พูดง่ายๆ ถึงเวลาที่จะต้องปลุกมนต์ขลังยูโรป้า ลีก ให้กลับมาเป็นถ้วยสำคัญด้วยการลงมือเปลี่ยนแปลงระบบการแข่งขันที่ไม่ใช่เพียงเปลี่ยนชื่อ เปลี่ยนโลโก้นู่นนี่ให้แฟนฟุตบอลตื่นเต้น

และนี่คือตัวอย่างเล็กๆ ที่เราขอเสนอ

เตะน็อกเอาท์

ปัญหาใหญ่ที่สุดของยูโรป้า ลีก น่าจะเป็นจำนวนแมตช์การแข่งขัน หากนับตัั้งแต่เกมเพลย์ออฟนัดแรกจนถึงนัดชิงชนะเลิศ ทีมแชมป์ต้องกัดฟันลงเตะถึง 17 นัด ซึ่งนั่นคือรอบที่ท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ บียาร์เรอัล และอินเตอร์มิลานเริ่มลงเตะในฤดูกาล 2014/15 ซึ่งถ้าเทียบกับถ้วยใหญ่ "บิ๊ก เอียร์" แชมเปี้ยนส์ ลีก จะลงเตะเพียง 13 เกมเท่านั้น

ยูฟ่าใช้ระบบการแข่งขันแบบมินิลีกในยูโรป้า ลีก เพื่อพยายามเลียนแบบระบบเตะเหย้า-เยือนของแชมเปี้ยนส์ ลีก ที่ทำเงินได้ให้ทีมที่เข้าแข่งขันเป็นกอบเป็นกำ ทำให้แต่ละทีมที่เข้าแข่งขันยูโรป้า ลีกต้องเตะในบ้านอย่างน้อย 3 เกม แต่กลับกลายเป็นว่าไม่ได้ผล ทำเงินไม่ได้เข้าเป้าเหมือนยูซีแอลซะงั้น

แฟนบอลหลายทีมไม่ซื้อตั๋วเข้าไปดูเกมจนต้องเล่นกันไปสนามที่เก้าอี้ว่างเกือบครึ่ง ซึ่งแม้หลายทีมจะพอใจที่มีคนดูครึ่งสนามก็ตาม ยกตัวอย่างเช่นนาโปลี ที่กำลังเข้ารอบรองชนะเลิศฤดูกาลที่แล้ว มีผู้ชมเฉลี่ยเพียง  20,964 คนในสนามซาน เปาโลที่มีความจุ 60,000 ที่นั่ง ในขณะที่พีเอสวี ไอนด์โฮเฟ่น ที่มีผู้ชมเฉลี่ยในเกมลีกดัตช์ 32,645 คน กลับมีคนเข้ามาชมเกมยูโรป้า ลีก ที่สนามฟิลิปส์ สตาดิโอน เพียง 14,000 คนเท่านั้น ส่วนยูเวนตุสในฤดูกาล 2013/14 เตะในบ้าน 3 นัด ยังมีคนดูแค่ไม่ถึง 15,000 คน แถมนัดสุดท้ายในรอบแบ่งกลุ่มยังมีคนดูแค่ 6,992 คนเท่านั้นเอง

ยูโรป้า ลีกรอบแบ่งกลุ่ม เป็นรอบที่ไม่น่าดู แต่การเปลี่ยนระบบน็อกเอาท์ แพ้ตกรอบ จะช่วยกำจัดการเล่นแบบจืดชืดไร้อารมณ์ ทำให้ทุกเกมที่ลงสนามเป็นเกมที่ต้องดู (และนั่นจะทำให้เกิดการแข่งขันระหว่างผู้ถ่ายทอดสด) และเป็นการกระชับเกมในทัวร์นาเมนต์ให้น่าสนใจ แถมยังช่วยให้ผู้จัดการทีมไม่ต้องมาเตะเหย้า-เยือน 2 เกมจนไม่มีเวลาไปเล่นลีกในประเทศด้วย

แบ่งเค้กให้เท่าเทียม

ว่ากันว่า เซลติกที่ผ่านเข้าไปชิงชนะเลิศยูฟ่าคัพ 2003 ทำเงินแทบไม่ได้เลยจนถึงนัดชิงชนะเลิศ ส่วนกรณีคล้ายกันในปี 2001 จอร์จ เบอร์ลีย์ ซึ่งขณะนั้นคุมทีมอิปสวิช ออกมาแสดงความกังวลว่านอกจากจะไม่ได้เงินแล้ว ทีมของตนจะเสียเงินไปกับการเข้าร่วมแข่งขันถ้วยนี้เสียด้วย

นี่ไม่ได้บอกว่าทีมที่ลงเตะยูโรป้าลีกจะต้องได้เงินมหาศาลเหมือนทีมที่ลงเตะแชมเปี้ยนส์ลีก แต่ถ้าบอกตัวเงินไปแล้วอาจจะตกใจก็ได้ แชมป์ยูโรป้าลีกได้รับเงินรางวัล 5 ล้านยูโร (ประมาณ 190 ล้านบาท) ในขณะที่ 32 ทีมที่ผ่านเข้าไปเตะรอบแบ่งกลุ่มแชมเปี้ยนส์ลีกได้เงินอุดหนุน "ทีมละ" 8.6 ล้านยูโร (320 ล้านบาท) ส่วนทีมแชมป์ยูซีแอล ก็ได้เงินไปอุ่นกระเป๋า 10.5 ล้านยูโร (390 ล้านบาท)

การตั้งเงินรางวัลให้เท่าเทียมกัน นอกจากจะเป็นแรงจูงใจให้ทีมอยากจะลงเตะยูโรป้าลีก ยังเป็นการช่วยกระตุ้นให้ลีกในประเทศมีการแข่งขันกันมาขึ้น เพราะทีมจะมองว่าการเข้ารอบไปเตะยูโรป้าลีกเป็นเงินโบนัสไม่ใช่แค่รางวัลปลอบใจ

"ได้เงินแล้ว (โว้ย)!"

"ได้เงินแล้ว (โว้ย)!"

เตะวันอังคาร

ปัญหาใหญ่อีกประการหนึ่งของยูโรป้าลีกก็คือการลงเตะกลางสัปดาห์ถัดจากแชมเปี้ยนส์ลีก หลังจากที่ได้ดูฟุตบอลสุดยอดอย่างบาร์เซโลนา แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด เรอัลมาดริด บาเยิร์นมิวนิค มา 2 คืนติดๆ กัน ฟุตบอลยูโรป้าลีกเลยเป็นเรื่องที่ไม่ค่อยน่าสนใจ เป็นอะไรที่ไม่สุดยอดเท่า 2 คืนที่ผ่านมา เป็นอะไรที่แฟนฟุตบอลชาวไทยแอบคิดว่าขอนอนให้เต็มตาก่อนนะคืนนี้ 

ทางแก้ก็ง่ายแสนง่าย เปลี่ยนมาเตะยูโรป้าลีกคืนวันอังคารเลยเป็นไง แล้วให้แชมเปี้ยนส์ลีกเตะกันวันพุธ-พฤหัสบดี และนี่ก็จะทำให้แฟนบอลเริ่มดูจากทีมรองๆ นักเตะใหม่ๆ ที่ปีหน้าอาจจะได้ไต่เต้าเติบโตไปเล่นถ้วยใหญ่ แล้วอีกคืนถัดมาก็ค่อยมาดูของจริงในยูซีแอล

และโดยที่แชมเปี้ยนส์ลีกในปัจจุบันนี้แข่งกันอยู่ระหว่างคืนวันอังคารกับพุธ การเลื่อนยูโรป้าลีกมาแข่งกลางสัปดาห์หมายความว่าเกมลีกในประเทศจะได้ไม่ต้องโดนเลื่อนไปเตะกันวันอาทิตย์หรือสัปดาห์ถัดไป 

เลิกคิกออฟ 6 โมงเย็น

ตั้งแต่ปี 2010 เป็นต้นมา ยูฟ่าจัดให้ยูโรป้าลีกเริ่มคิกออฟติดต่อกันเพื่อให้ผู้จัดการถ่ายทอดสดได้ถ่ายทอดเกมการแข่งขันต่อเนื่องกันไป ก็พอจะเข้าใจว่าค่าลิขสิทธิ์ถ่ายทอดก็สำคัญ (แต่ไม่เป็นทำแบบนี้กับยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีกนะ) แต่ถ้าคิกออฟ 6 โมงเย็นวันทำงาน แล้วแฟนฟุตบอลที่ต้องไปทำการทำงานก็อดฟุตบอล แล้วไหนจะรถติดอีก!

ตกรอบแชมเปี้ยนส์ลีกไม่ต้องมาเล่น

อะไรจะทำร้ายจิตใจได้เท่ากับการเล่นมาจนถึงรอบแบ่งกลุ่มแล้วต้องมาอดเล่นเพราะโดน 8 ทีมที่ตกรอบแชมเปี้ยนส์ลีกมาแย่งโควต้ารอบแบ่งกลุ่มไปหน้าตาเฉยๆ แล้วทำไมต้องให้ทีมที่ตกรอบจากถ้วยใหญ่ลงมาแย่งพื้นที่ถ้วยรองด้วย 

"ไม่นะ ไม่ไปเล่นยูโรป้าลีกนะ!!"

"ไม่นะ ไม่ไปเล่นยูโรป้าลีกนะ!!"

เลือกสนามนัดชิง

สนามนัดชิงชนะเลิศยูฟ่าแชมเปี้ยนส์ลีกต้องเป็นสนามที่มีประวัติศาสตร์ยิ่งใหญ่ หรือเป็นสนามที่หรูหราสุดยอด แต่ยูโรป้าลีกไม่ต้องเป็นแบบนั้นก็ได้ ถ้วยรองควรจะเป็นอะไรที่แปลกใหม่ น่าตื่นตาตื่นใจ มีความโดดเด่นในตัวเอง

ยกตัวอย่างเกมนัดชิงชนะเลิศ 2011 ที่ดับลิน ซึ่งครั้งนั้นเป็นครั้งแรกที่ไอร์แลนด์ได้เป็นสังเวียนฟาดแข้งถ้วยยุโรป และเช่นเดียวกันในปีถัดมา นัดชิงชนะเลิศ 2012 จัดขึ้นที่บูคาเรสต์ ประเทศโรมาเนีย แต่หลังจากนั้นในปี 2013 ก็กลับไปหาเมืองใหญ่อย่างสนามของอาแจ็กซ์ และถัดมาก็เป็นสนามของยูเวนตุส (2014) แม้ปีถัดมาจะใช้สนามนัดชิงชนะเลิศ สตาดิโอน นารอดวี ที่วอร์ซอว์ ประเทศโปแลนด์ และล่าสุดเป็นสนามเซนต์ ยาคอบ-ปาร์ค ของบาเซิล ซึ่งการเลือกสนามที่แปลกใหม่เหล่านี้ต่างหากที่สร้างความตื่นเต้นให้กับนัดชิงชนะเลิศ แถมยังช่วยสร้างเงินหมุนเวียนในประเทศและเมืองเจ้าของสนาม ทำให้ "ครอบครัวยูฟ่า" กลายเป็นเหมือนครอบครัวที่รักกั๊น รักกัน มีอะไรก็แบ่งปันกัน

เปลี่ยนเพลง

ยูฟ่าแชมเปี้ยนส์ลีกมีธรรมเนียมเยอะแยะมากมายที่ยูโรป้าลีกจะเอามาใช้ได้อย่างไม่น่าเกลียด แต่เพลงก่อนเกมนี่ขอยกเว้นไว้เถอะ

เพลงก่อนเกมแชมเปี้ยนส์ลีกฟังแล้วกระตุ้นชีพจรให้เต้นแรง ขนลุกไปทั้งตัว แต่เพลงยูโรป้าลีกที่เป็นอะไรมั่วและนัวจนฟังไปก็มัวแต่งงจนไม่รู้ว่าจะรู้สึกอะไร แล้วท่อนสุดท้ายของเพลงยูซีแอลที่มีประโยคภาษาเยอรมัน ฝรั่งเศส และอังกฤษ ประกอบกัน "Die Besten, les grandes Équipes, the champions"  ที่แปลว่า "สุดยอด ทีมยิ่งใหญ่ แชมเปี้ยน" น่ะ จะเอาคำไหนมาใช้ตามเขารึ

เปลี่ยนชื่อ

ถ้าเกิดไม่อยากจะให้มีคำว่า "ลีก" อยู่ในชื่อ ก็ลองเปลี่ยนเป็นอะไรคล้ายๆ "คัพ" ดูดีมั้ย 

อย่างเช่น... "ยูฟ่า คัพ" เหมือนเมื่อก่อนที่เคยใช้มาน่ะ