5 เกมแห่งความทรงจำของ จอห์น เทอร์รี่ ในสีเสื้อ เชลซี

 จอห์น เทอร์รี่ มักจะมีช่วงเวลาที่ดีอยู่เสมอ ยามที่ลงเล่นเกมใหญ่กับคู่ต่อสู้อย่าง บาร์เซโลน่า , อาร์เซน่อล และ นาโปลี จอห์น เทอร์รี่ มักจะมีช่วงเวลาที่ดีอยู่เสมอ ยามที่ลงเล่นเกมใหญ่กับคู่ต่อสู้อย่าง บาร์เซโลน่า , อาร์เซน่อล และ นาโปลี 

หลังจากที่สโมสร เชลซี ได้ประกาศแล้วว่า จอห์น เทอร์รี่ จะอำลาทีมเมื่อจบฤดูกาล 2016-17 หลังจากที่อยู่กับสโมสรมานานถึง 22 ปี FFT เลยจะพาทุกท่านย้อนกลับไปถึงเกมที่คู่ควรต่อการจดจำของ กัปตันทีมผู้ประสบความสำเร็จที่สุดในประวัติศาสตร์สโมสร

เชลซี 4-2 บาร์เซโลน่า - 8 มีนาคม 2005

มันเป็นหนึ่งในเกมสโมสรยุโรป ที่ดีที่สุดในประวัติศาสตร์ของ เชลซี ที่ สแตมฟอร์ด บริดจ์ พวกเขาทำท่าว่าจะผ่านเข้ารอบไปได้ไม่ยาก เมื่อนำไปก่อน 3-0 ในเวลาไม่ถึง 20 นาที , แต่ว่าความมหัศจรรย์ของ โรนัลดินโญ่ ที่ยิงสองประตูให้ บาร์เซโลน่า กลับเข้ามาสู่เกม โดยถ้าหากว่าจบแบบนี้ จะเป็นทีมจากสเปน ที่จะเข้ารอบต่อไปของ ศึก ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก 

จนกระทั่งนาทีที่ 76 เทอร์รี่ ก็โฉบเข้ามาโห่งลูกเปิดของ เดเมียน คัฟฟ์ บอลผ่านมือของ บิคตอร์ บัลเดส เข้าทางเสาไกล มันกลายเป็นประตูที่พา เชลซี เข้ารอบต่อไปได้สำเร็จ

ซีซั่นนั้นมันเป็นครั้งแรกที่ เทอร์รี่ ได้เป็นกัปตันทีม จากการแต่งตั้งของ โชเซ่ มูรินโญ่ ซึ่งแม้ว่าพวกเขาจะไปไม่ถึงฝั่งฝันในศึก ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก แต่ เชลซี ก็สามารถคว้าแชมป์ พรีเมียร์ ลีก มาครองได้สำเร็จ ซึ่งเป็นการคว้าแชมป์ลีกเป็นครั้งแรกในรอบ 50 ปี

เชลซี 3-0 แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด - 29 เมษายน 2006

แค่ผลเสมอก็จะทำให้ เชลซี แทบการันตี ตำแหน่งแชมป์ พรีเมียร์ ลีก แต่ว่าพวกเขาทำได้มากกว่านั้นในเกมนัดสำคัญกับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด 

จุดขายของ เชลซี คือเกมรับที่แข็งแกร่ง พวกเขาเสียไปเพียงแค่ 20 ประตู จากการลงสนาม 35 นัดในลีก 

เชลซี ขึ้นนำไปก่อนจาก วิลเลียม กัลลาส หลังจากนั้น เทอร์รี่ ก็บาดเจ็บจนต้องขึ้นเปล จากการปะทะกับ เวย์น รูนี่ย์ และ หลุยส์ ซาฮา โดยมีเลือดไหลที่เท้า แต่ว่า เขาก็แสดงให้เห็นถึงจิตใจที่แข็งแกร่ง ด้วยการกลับมาลงสนามต่อจนจบเกม 

วันนั้น เชลซี ชนะไป 3-0 ฉลองแชมป์อย่างยิ่งใหญ่ ส่วนตัวของ เทอร์รี่ ก็ได้รับคำชมเป็นอย่างมากจากเอาชนะอาการบาดเจ็บกลับมาคุมแนวรับให้กับทีมได้อย่างสุดยอด

เชลซี 1-0 แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด - 8 พฤศจิกายน 2009 

เทอร์รี่ มีฟอร์มการเล่นที่ดีที่สุดครั้งหนึ่ง ในชัยชนะเหนือทีมคู่ปรับซึ่งเป็นการกรุยทางสู่การคว้า ดับเบิลแชมป์ ในปีนั้น

นอกจากจะคุมเกมรับได้อย่างเหนียวแน่นแล้ว ในช่วงก่อนหมดเวลา 15 นาที เขาก็เป็นผู้ทำประตูชัยจากลูกเปิดฟรีคิกของ แฟรงค์ แลมพาร์ด เป็นประตูชัยให้กับทีมได้สำเร็จ

เชลซี 4-1 นาโปลี -14 มีนาคม 2012

จากความพ่ายแพ้ 1-3 ในเกมนัดแรก ไม่มีใครคิดว่า เชลซี จะพลิกสถานการณ์กลับมาเข้ารอบได้ เพราะว่าทีมกำลังมีผลงานย่ำแย่สุด ๆ ภายใต้การคุมทัพของ อังเดร วิลลาส โบอาส ซึ่งหลังจากนั้นไม่นานเขาก็โดนปลดจากตำแหน่ง 

ทีม "สิงโตน้ำเงินคราม" ได้ทำการแต่งตั้ง โรแบร์โต้ ดิ มัตเตโอ เข้ามาคุมทีม โดยเกมนัดที่สองที่ สแตมฟอร์ด บริดจ์ พวกเขาก็สร้างปาฏิหาริย์ได้สำเร็จ ด้วยการเอาชนะได้ 4-1 ในช่วงต่อเวลาพิเศษ 

เทอร์รี่ ทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม เขาวิ่งจนแทบไม่มีแรงเหลือในช่วงต่อเวลาพิเศษ ก่อนถูกแทนที่โดย โชเซ่ โบซิงวา ก่อนที่จะไปสั่งการข้างสนามร่วมกับ ดิ มัตเตโอ จนเป็นภาพที่โด่งดังไปทั่ว ถึงขั้นมีคนเชียร์ให้ เทอร์รี่ ก้าวขึ้นมาเป็นโค้ชของ เชลซี ในอนาคตเลยทีเดียว

จากชัยชนะในนัดนี้ กลายเป็นจุดเริ่มของการเป็นแชมป์ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของสโมสร ในเวลาต่อมา

อาร์เซน่อล 0-0 เชลซี -26 เมษายน 2015

เทอร์รี่ ถูกสบประมาทจาก ราฟาเอล เบนิเตซ กุนซือชาวสเปน ว่าเขาไม่พร้อมกับการลงเล่นเป็นตัวจริงในทุก ๆ เกมอีกต่อไป แต่ว่า โชเซ่ มูรินโญ่ ที่กลับมาคุมทีม "สิงโตน้ำเงินคราม" อีกครั้งไม่คิดเช่นนั้น

เทอร์รี่ กลายเป็ฯหัวใจสำคัญในแนวรับของ เชลซี ในซีซั่นนั้น และเกมที่สำคัญที่สุดก็คือการเจอกับ อาร์เซน่อล ที่ เอมิเรตส์ สเตเดี้ยม ที่เทอร์รี่ ในวัย 35 ปี โชว์ฟอร์มได้อย่างแข็งแกร่ง พิสูจน์ให้ทุกคนเห็นว่า เขายังคงเป็นสุดยอดกองหลังของประเทศนี้อยู่

เกมนัดนั้นจบลงด้วยการเสมอกัน 0-0 ซึ่งเป็นแต้มสำคัญที่ช่วยให้ เชลซี คว้าแชมป์ในปีนั้นไปครอง ส่วน เทอร์รี่ ก็พิสูจน์ให้ทุกคนได้เห็นว่า ราฟาเอล เบนิเตซ คิดผิดที่สบประมาทเขา ด้วยการลงเล่นครบทุกเกม และ ทุกนาที ในซีซั่นนั้น