แซงขึ้นที่ 2! เรือโหดบุกกดหัวนักบุญคาโบสถ์ 0-3

ยาย่า ตูเร่, แฟรงค์ แลมพาร์ด และ กาเอล กลิชี ช่วยกันยิงคนละลูกพาทีมแชมป์เก่าบุกไปเอาชนะเดอะ เซนต์พร้อมกับแซงขึ้นไปรั้งรองจ่าฝูงได้สำเร็จ

โรนัลด์ คูมัน กุนซือชาวดัตช์ของเจ้าบ้าน หวังเก็บสามแต้มเพื่อไล่จี้จ่าฝูงอย่างเชลซีให้เหลือเพียง 4 คะแนน โดยมี กราเซียโน เปลเล หอกฟอร์มแรงทีมชาติอิตาลียืนเป้นหน้าเป้า คอยประสานในเกมบุกร่วมกับกลางรุกอย่าง ดูซาน ทาดิช, สตีเวน เดวิส และ ซาดิโอ มาเน

ด้านทีมเยือนของ มานูเอล เปเยกรินี ก็หวังจะคว้าชับเพื่อแซงทัพนักบุญขึ้นไปครองตำแหน่งรองจ่าฝูงให้ได้เช่นเดียวกัน ทำให้จัดชุดใหญ่ลงเล่นคับคั่ง นำโดย เซร์คิโอ อเกวโร ดาวซัลโวของลีกขณะนี้ด้วยจำนวน 12 ประตู ขนาบข้างด้วยตัวจี๊ดทางริมเส้นอย่าง เฆซุส นาบาส และ ซามีร์ นาสรี

เริ่มเกมมาเป็นซิตี้ที่ครองบอลบุกเข้าใส่เซาแธมป์ตันได้มากกว่า และมีโอกาสทักทายก่อน ในนาทีที่ 15 จากจังหวะที่ นาบาส ได้บอลทางฝั่งขวา ก่อนจะจ่ายย้อนมาแถวสองให้ ยาย่า ตูเร่ แต่งหนึ่งทีแล้วปั่นไกลด้วยขวา แต่บอลยังไปตรงตัว เฟรเซอร์ ฟอร์สเตอร์ รับเข้าซองสบาย

ถัดมาอีก 6 นาที เดอะ เซนต์ มีโอกาสบ้าง จากจังหวะที่ มอร์แกน ชไนแดร์แล็ง วางยาวข้ามกองหลังให้ เปลเล หลุดกับดักล้ำหน้าก่อนจะดีดบอลไปติดเซฟ โจ ฮาร์ท มาเข้าทาง เดวิส หวดซ้ำด้วยขวา แต่ยังโดน ฮาร์ท ล้มตัวปัดไว้ได้ แม้ว่า ทาดิช จะพยายามเข้ามาตามซ้ำอีกหน แต่ก็ยังติดบล็อค ฮาร์ท ออกหลังไปอีกอย่างน่าเสียดาย

ทีมเยือนมีโอกาสอีกครา ในนาทีที่ 30 จากจังหวะที่ นาสรี ได้บอลหน้ากรอบเขตโทษ ก่อนจะไหลมาทางกราบซ้ายให้ โยเวติช หลุดไปยิงด้วยซ้ายไปติดเซฟของ ฟอร์สเตอร์ ก่อนจะโดน โทบี อัลเดอร์ไวเรลด์ ตามมาสะกัดจากเส้นประตูไปได้อย่างหวุดหวิด

หลังจากนั้นเกมเป็นไปอย่างสนุกสูสี ทั้งสองมีจังหวะลุ้นประตูพอๆกัน แต่ยังไม่มีฝ่ายใดส่งลูกไปกองที่ก้นตาข่ายฝั่งตรงข้ามได้ ทำให้จบ 45 นาทีแรกไปแบบไร้สกอร์ที่ 0-0

เข้าสู่ครึ่งหลังนักบุญต้องแก้เกมด้วยการส่ง มายะ โยชิดะ ลงมาแทน ชไนแดร์แล็ง ที่มีปัญหาบาดเจ็บจนฝืนเล่นต่อไม่ไหว ซึ่งส่งผลให้ต้องขยับ อัลเดอร์ไวเรลด์ มาเล่นกลางรับแล้วใช้กองหลังทีมชาติญี่ปุ่นมาเล่นเซ็นเตอร์ฮาล์ฟคู่กับกัปตันทีมอย่าง โชเซ ฟอนเต้ แทน

แต่แล้วในนาทีที่ 51 กลับเป็นฝั่งซิตี้ที่มาได้ประตูขึ้นนำ จากจังหวะที่ อเกวโร ได้บอลในกรอบเขตโทษฝั่งซ้าย ก่อนจะไหลใส่พานมาแถวสอง ยาย่า ตูเร่ กดเรียดด้วยขวา บอลไปแฉลบปลายสตั๊ดของ อัลเดอร์ไวเรลด์ เปลี่ยนทางเข้าประตูไป ส่งให้ทีมเยือนบุกมานำ 1-0

ถัดมานาทีที่ 64 เรือใบสีฟ้าเกือบบวกลูกสองเพิ่มได้อีก จากจังหวะที่ อเกวโร ได้บอลทางฝั่งขวาก่อนจะเลี้ยงตัดเข้าในแล้วจ่ายต่อให้ เจมส์ มิลเนอร์ ซัดไกลด้วยขวา แต่บอลโด่งข้ามคานออกไปอย่างน่าเสียดาย

จากนั้นอีก 4 นาทีต่อมา ซิตี้มีโอกาสลุ้นยิงประตูที่สองเพิ่มอีก จากลูกเตะมุมฝั้งซ้ายที่ มิลเนอร์ เปิดให้ กอมปานี โฉบมาโหม่งเช็ดไปเสาสองให้ อเกวโร ดีดด้วยขวาจ่อๆ แต่บอลกลับข้ามคานไปแบบน่าผิดหวัง

แต่ทีมเยือนกลับต้องมาเหลือผู็เล่นเพียงแค่ 10 คน เมื่อ ม็องกาลา มาโดนใบเหลืองที่สองเป็นใบแดงไล่ออกไป จากจังหวะไปอัดหนักใส่หอกตัวสำรองของเจ้าบ้านอย่าง เชน ลอง ในนาทีที่ 74

2 นาทีต่อมา เรือใบสีฟ้าที่เสียเปรียบตัวผู้เล่นต้องแก้เกมด้วยส่ง มาร์ติน เดมิเคลิส ลงยืนเป็นปราการหลังตัวกลางคู่กับ กอมปานี แทน โดยเป็น นาบาส ที่โชคร้ายถูกถอดออกไป

แต่การเหลือสิบตัวไม่มีปัญหาสำหรับซิตี้แต่อย่างใด เมื่อมาบวกลูกที่สองเพิ่มอีกจนได้ ในช่วง 10 นาทีสุดท้าย จากจังหวะที่ มิลเนอร์ ได้บอลทางฝั่งซ้ายก่อนจะไหลเข้ากลางให้ แฟรงค์ แลมพาร์ด กดเรียดจากหน้าเขตโทษด้วยขวาตามสไตล์ถนัดส่งบอลพุ่งเรียดเสียบเสาเข้าไปอย่างเฉียบขาด พร้อมกับช่วยให้ทีมเยือนบุกมานำห่างเป็น 3-0

ทีมแชมป์เก่ายิ่งเล่นยิ่งได้ใจ เมื่อมาทำประตูที่สามเพิ่มได้อีก ในอีก 8 นาทีต่อมา จากเกมสวนกลับเร็ว โดยเริ่มจาก เดมิเคลิส ที่ไหลจากกลางสนามให้ อเกวโร ตบเรียดจากฝั่งซ้ายเข้ากลางให้ กลิชี แประยะเผาขนเข้าไปง่ายๆ ส่งให้ซิตี้หนีห่างเป็น 3-0

หลังจากนั้นไม่มีประตูเพิ่ม ทำให้จบเกมเป้นแมนเชสเตอร์ ซิตี้ที่บุกมาเอาชนะไปได้ 3-0 แซงเซาแธมป์ตันขึ้นไปรั้งอันดับ 2 โดยมีคะแนนตามหลังจ่าฝูงอย่างเชลซีอยู่ 9 แต้ม