แมนเชสเตอร์ ซิตี้ 1-3 เชลซี : จ่าฝูงไม่เปลี่ยนมือ

สิงโตน้ำเงินครามยังคงรักษาตำแหน่งจ่าฝูงไว้ได้ต่อไป หลังพลิกจากที่โดนนำก่อนในครึ่งแรก มารัวทีเดียวสามประตูในครึ่งหลัง แซงชนะเรือใบสีฟ้าได้ถึงถิ่น

เป๊ป กวาร์ดิโอลา กุนซือเจ้าบ้าน ปรับมาใช้ระบบ 3-4-3 เพื่อสู้กับจ่าฝูงโดยเฉพาะ โดยกองหลังสามคนก็ได้แก่ นิโคลัส โอตาเมนดี้, จอห์น สโตนส์ และ อเล็กซานดาร์ โคลารอฟ ส่วนสามประสานในแดนหน้าเป็น ดาบิด ซิลบา, เควิน เดอ บรอยน์ และ เซร์คิโอ อเกวโร

ด้านทีมเยือนของ อันโตนิโอ คอนเต้ เปลี่ยนนักเตะจากนัดล่าสุดเมื่อสัปดาห์ก่อนที่ชนะท็อตแนม ฮ็อตสเปอร์ 2-1 เพียงแค่รายเดียวเท่านั้น คือ เชสก์ ฟาเบรกาส ซึ่งได้โอกาสกลับมาลงตัวจริงอีกครั้งแทนที่ของ เนมานยา มาติช ที่มีปัญหาบาดเจ็บนั่นเอง

เริ่มเกมมาได้ 14 นาที เป็นเชลซีที่มีโอกาสทักทายก่อน จากจังหวะที่ เลรอย ซาเน โหม่งสกัดไม่ดีมาเข้าทาง เปโดร โรดริเกวซ เก็บบอลได้แล้วแปะต่อให้ เอเด็น อาซาร์ ตวัดยิงด้วยขวาหน้ากรอบเขตโทษ แต่ลูกพุ่งถากเสาออกไปนิดเดียว

ถัดมานาทีที่ 20 ซิตี้มีโอกาสบ้าง จากจังหวะที่ โคลารอฟ ลากบอลเติมเกมรุกขึ้นมาทางกราบซ้ายก่อนจะไหลให้ กุน อเกวโร แต่งแล้วลองส่องไกลด้วยซ้าย แต่ยังโดน ธิโบต์ กูร์ตัวส์ ที่ยืนตำแหน่งดีปัดทิ้งข้ามคานออกไปได้

จากนั้นนาทีที่ 24 เรือใบสีฟ้าพลาดโอกาสทองในการขึ้นนำไปอย่างน่าเสียดาย จากลูกฟรีคิกทางกราบขวาที่ เดอ บรอยน์ เปิดให้ แฟร์นันดินโญ โหม่งเข้าไปตุงตาข่ายแล้ว แต่ผู้ตัดสินไม่ให้เป็นประตูแต่อย่างใด เนื่องจากมิดฟิลด์ทีมชาติบราซิล ยืนล้ำหน้าอยู่นั่นเอง

จนกระทั่งนาทีที่ 45 เจ้าบ้านที่ครองบอลบุกได้เหนือกว่ามาตลอด ก็สามารถปลดล็อคขึ้นนำได้แบบไม่ต้องยิงเอง จากจังหวะที่ เฆซุส นาบาส เปิดบอลจากกราบขวาเข้าเขตโทษไปโดน แกรี เคฮิลล์ เตะสกัดผิดเหลี่ยมส่งลูกย้อยเข้าประตูตัวเองไป สงเคราะห์ให้เรือใบสีฟ้าออกนำ 1-0 และจบครึ่งแรกไปด้วยสกอร์นี้

เข้าสู่ครึ่งหลังได้เพียงแค่ราว 3 นาทีเท่านั้น เป็นซิตี้ที่เกือบจะบวกลูกสองเพิ่มได้อีก จากจังหวะที่ ซานเ ใช้ความเร็วกระชากบอลมาจากกลางสนามก่อนจะไหลเข้าเขตโทษให้ เควิน เดอ บรอยน์ ตัดสินใจยิงมุมแคบด้วยขวา แต่ยังโดน กูร์ตัวส์ เซฟไว้ได้

ถัดมานาทีที่ 50 สิงห์บลูส์ที่สกอร์ตามหลังอยู่ ต้องตัดสินใจแก้เกมด้วยการเปลี่ยนตัวสำรองคนแรกส่ง วิลเลียน ลงมาแทน เปโดร ที่โชว์ฟอร์มไม่ออก รวมถึงมีปัญหาบาดเจ็บมาตั้งแต่ช่วงครึ่งแรกแล้วด้วย

3 นาทีต่อมา เรือใบสีฟ้ามีโอกาสอีกรอบ จากจังหวะที่ มาร์กอส อลอนโซ จ่ายคืนหลัง แต่ เคฮิลล์ กับ กูร์ตัวส์ ดันไปกั๊กกันเองจนโดน อเกวโร ฉกบอลไปยิงจ่อๆด้วขวา แต่ยังโดน เคฮิลล์ ที่มาแก้ตัวได้ พุ่งสไลด์บล็อคจากหน้าปากประตูไปโดน กูร์ตัวส์ ปลิ้นออกหลังหวุดหวิด

จากนั้นนาทีที่ 57 เจ้าบ้านพลาดโอกาสทองในการบวกลูกสองเพิ่มอีกอย่างน่าเสียดาย จากจังหวะที่ นาบาส เปิดบอลจากริมกรอบเขตโทษฝั่งขวาให้ เดอ บรอยน์ แปโล่งๆด้วยซ้ายระยะเผาขน แต่กลับส่งลูกไปชนคานอย่างเหลือเชื่อ

เมื่อซิตี้มีโอกาสแล้วทำไม่ได้ ก็มาโดนเชลซีลงโทษจนได้ในนาทีที่ 60 จากจังหวะที่ ฟาเบรกาส วางบอลยาวเข้าเขตโทษให้ ดีเอโก้ คอสต้า สลัดหนีตัวประกบอย่าง โอตาเมนดี้ ก่อนจะซัดด้วยขวาเข้าไปอย่างเด็ดขาด ช่วยให้สิงโตน้ำเงินครามบุกตีเสมอเป็น 1-1

หลังตีเสมอได้ ทีมเยือนก็มาเป็นฝ่ายพลิกขึ้นนำบ้าง ในนาทีที่ 70 จากจังหวะที่ คอสต้า จ่ายทะลุช่องให้ วิลเลียน ลากหลุดเดี่ยวไปกดเรียดด้วยขวาสวนตัวของ เคลาดิโอ บราโว เข้าไป ส่งให้เชลซีแซงนำ 2-1

จากนั้นนาทีที่ 90 สิงห์บลูส์มาบวกลูกสามเพิ่มได้อีก จากจังหวะที่ อลอนโซ วางบอลยาวจากแดนตัวเองให้ อาซาร์ กระชากหนี โคลารอฟ ก่อนจะเอี้ยวแปด้วยขวาระยะเผาขนเข้าไป ช่วยให้ทีมเยือนนำห่างเป็น 3-1

ช่วงทดเจ็บมีจังหวะกระทบกระทั่งกันอย่างวุ่นวาย จนทำให้มีผู้เล่นฝั่งเจ้าบ้านโดนไล่ออกไปถึงสองคนคือ อเกวโร กับ แฟร์นันดินโญ ก่อนที่สุดท้ายจบเกมด้วยชัยชนะของเชลซี 3-1 เก็บเพิ่มเป็น 34 แต้ม ยึดครองจ่าฝูงต่อไปอย่างเหนียวแน่น ส่วนแมนเชสเตอร์ ซิตี้ยังอยู่อันดับ 3 มี 30 คะแนนเท่าเดิ