จอห์น เดอร์เดน : เมื่อฝรั่งได้พูดคุยกับ นรินทร์พงศ์ จินาภักดิ์

จอห์น เดอร์เดน คอลันนิสต์อิสระได้เดินทางไปพูดคุยกับ นรินทร์พงศ์ จินาภักดิ์ ประธานฝ่ายกฎหมายของสมาคมฟุตบอล และ "โค้ชหรั่ง" ชาญวิทย์ ผลชีวิน 

เป็นเรื่องง่ายที่จะพูดว่าการเลือกตั้งนายกสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทยครั้งนี้มีความแตกแยก ซึ่งนั่นคือสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้เพราะวงการฟุตบอลไทยมีการแบ่งเป็น 2 ฝัก 2 ฝ่ายมาหลายปีแล้ว เช่นเดียวกับตัวประเทศไทยเอง

การเลือกตั้งเพิ่งจะเริ่มต้นจริงๆในช่วงบ่ายวันพฤหัสบดีซึ่งเต็มไปด้วยเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยหนาตาที่อินดอร์สเตเดี้ยมหัวหมาก เนื่องจากมีการขัดขวางการเลือกตั้งจากผู้สนับสนุนของ วรวีร์ มะกูดี ประมุขคนก่อน ซึ่งก็ทำไม่สำเร็จเมื่อ พล.ต.อ. สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง เป็นฝ่ายชนะการเลือกตั้งด้วยคะแนน 62 จาก 68 เสียง ซึ่งบางทีอาจจะเป็นจุดเริ่มต้นครั้งใหม่ของวงการฟุตบอลไทยเลยก็ว่าได้

โดยฟีฟ่าได้ทำการแต่งตั้งคณะกรรมการกลางเพื่อเข้ามาดูแลการเลือกตั้ง หลังจากที่องค์กรลูกหนังโลกได้ทำการแบนวรวีร์เมื่อเดือนตุลาคม และถอดสภากรรมการสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทยยกชุด

แต่ที่ยังคงมีความวิตกกังวลอยู่ก็คือว่าเมื่อการเลือกตั้งจบลง การต่อสู้ที่แท้จริงก็จะเริ่มต้นขึ้น โดยสัปดาห์ก่อนผมอยู่ที่กรุงเทพฯและได้พูดคุยกับบรรดาบุคคลสำคัญ ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือ นรินท์พงศ์ จินาภักดิ์ ประธานฝ่ายกฎหมายของสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทยและยังเป็นโฆษกของวรวีร์ด้วย

โดยตอนที่เรานั่งคุยกันในออฟฟิศสีน้ำตาลอันเก่าแก่ของสมาคมฯแถวสนามศุภชลาศัยนั้น คุณนรินท์พงศ์ได้อธิบายตามความเป็นจริงว่าความพ่ายแพ้สำหรับฝั่งวรวีร์จะต้องมีการทบทวนอีกครั้ง และการเลือกตั้งครั้งนี้น่าจะถูกเลื่อนมาตั้งนานแล้ว

ซึ่งแคนดิเดตทางฝั่ง ‘บังยี’ นั้นก็คือ ดร. ชาญวิทย์ ผลชีวิน อดีตกุนซือทีมชาติไทย โดยเจ้าตัวได้กล่าวยอมรับในออฟฟิศของเขาที่กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาว่าความพ่ายแพ้ต่อสมยศนั้นหมายความว่าการต่อสู้จะย้ายจากหีบเลือกตั้งเป็นศาลแทน ซึ่งอาจกินระยะเวลาหลายปี

โดยประเด็นที่เป็นปัญหาก็คือในเรื่องของกลไกการเลือกตั้ง เมื่อตามข้อบังคับระบุว่า 30 สโมสรจากลีกภูมิภาคมีสิทธิ์ในการลงคะแนนร่วมกับ 36 สโมสรจากพรีเมียร์ลีกและลีกวัน ซึ่งทั้ง 30 สโมสรที่มีสิทธิ์เลือกตั้งอยู่เดิมในยุคของวรวีร์เมื่อเดือนกันยายนปีก่อนก็กำลังเตรียมตัวจะแสดงพลังโหวตอีกครั้ง

แต่เมื่อเขาถูกแบน คณะกรรมการกลางก็ได้มีการเลือก 30 เสียงจากลีกภูมิภาคใหม่ในเดือนมกราคม และมีเพียง 2 ทีมที่ยังมีสิทธิ์ลงคะแนน นั่นหมายความว่าอีก 28 สโมสรที่เข้ามาใหม่พร้อมใจกันเลือกสมยศ

จึงทำให้เกิดข้อขัดแย้งตามมาว่าสมยศได้รับการปฏิบัติเป็นพิเศษ เมื่อได้รับอนุญาตให้ลงทะเบียนผู้สมัครเลือกตั้งเพียงที่เดียว ขณะที่คนอื่นต้องไปสมัคร 2 ที่

ซึ่งสิ่งที่ทางฝ่ายชาญวิทย์เรียกว่าความผิดปกตินี้ ดูเหมือนไม่ใช่สาระสำคัญสำหรับแฟนบอลส่วนใหญ่ที่ต้องการให้มีการเริ่มต้นอย่างใสสะอาด

โดยพวกเขาต้องการสิ่งนี้ และตอนนี้การเลือกตั้งสิ้นสุดลงแล้ว ฝ่ายเคลื่อนไหวต่างๆก็ควรจะสิ้นสุดลงเสียที แม้มันเป็นเรื่องที่พูดง่ายแต่ทำยาก แต่ก็ไม่มีทางอื่นทางไหนที่จะทำให้ฟุตบอลไทยก้าวไปข้างหน้าได้ และควรจะยอมรับว่าวรวีร์ถึงคราวต้องเว้นวรรค และไม่มีช่วงเวลาไหนที่ดีไปกว่านี้อีกแล้ว

ซึ่งทางผู้ชนะอย่างสมยศนั้นแม้จะเคยเป็นอดีตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ, มีคอนเนคชั่นทางการเมืองมากมายที่คอยหนุนหลัง, หรืออาจไม่ได้เป็นแฟนบอลพันธุ์แท้ และอาจไม่ใช่ตัวเลือกที่สมบูรณ์แบบสำหรับการนั่งเก้าอี้นายกฯ แต่เขาก็สามารถหยุดขั้วอำนาจเก่า อีกทั้งยังได้รับการสนับสนุนจากแฟนๆและสื่อบางเจ้า (แต่นี่คงไม่ได้เป็นปัจจัยสำคัญเท่าไรนัก เนื่องจากสื่อเมืองไทยเองก็มีคอนเนคชั่นกับแคนดิเดตผู้สมัครหลายราย) รวมถึงหลายๆสโมสรด้วย 

-อ่านความเห็นของ จอห์น เดอร์เดน เกี่ยวกับการได้นายกสมาคมฟุตบอลคนใหม่ต่อได้ในหน้าถัดไป-

Topics