ซัวเรซปลดล็อค! เมสซีแฮตทริกทุบสถิติราอูลพาบาร์ซาบุกถล่มอาโปเอล 0-4

อาซูลกรานาบุกไปไล่อัดทีมแชมป์ลีกไซปรัสอย่างขาดลอย ในเกมที่หอกชาวอุรุกวัยเปิดซิงประตูแรกอย่างเป็นทางการ รวมถึงการที่เมสซีกดสามเม็ดทำลายสถิติดาวซัลโวยูซีแอลตลอดกาลของราอูลด้วย

จรอ์จอส โดนิส กุนซือเจ้าบ้าน ที่มีแค่แต้มเดียวตกรอบไปแน่นอนแล้ว แต่ก็ยังส่งชุดที่ดีที่สุดลงเล่น นำโดยสองหน้าคู่อย่าง กุสตาโว มานดูก้า และ ชิลเลียน เชอริแดน โดยมี เอฟสตาติออส อโลเนฟติส กับ ติอาโก้ โกเมซ ขนาบข้างทางริมเส้น

ด้านทีมเยือนของ หลุยส์ เอ็นริเก้ ที่ฉลุยสู่รอบน็อคเอาต์แล้ว แต่ยังต้องการสามแต้มเพื่อแย่งแชมป์กลุ่มเอฟกับ ปารีส แซงต์ แชร์กแมง จึงเลือกชุดสามประสานในแนวรุกเป็นชุดใหญ่ทั้งหมด ได้แก่ เปโดร โรดริเกวซ, หลุยส์ ซัวเรซ และดาวซัลโวตอลดกาลของลาลีกาคนใหม่หมาดๆอย่าง ลีโอเนล เมสซี ที่ได้สวมปลอกแขนเป็นกัปตันทีมในเกมนี้ด้วย

เริ่มเกมมาเป็นบาร์ซาที่มีโอกาสใกล้เคียงในการได้ประตูมากที่สุด ในนาทีที่ 16 จากจังหวะขึ้นเกมทางกราบขวา และเป็น เมสซี ที่ทำชิ่งกับ อิวาน ราคิติช ก่อนที่ดาวเตะชาวอาร์เจนไตน์กระชากไปสุดเส้นหลังแล้วตบเรียดเข้ากลางให้ ซัวเรซ ตวัดยิงเร็วด้วยขวา แต่บอลไปตรงตัว อูร์โก้ ปาร์โด้ นายด่านอาโปเอลรับเข้าซองไว้ได้

ถัดมานาทีที่ 22 อาซูลกรานามีลุ้นขึ้นนำอีกครั้ง จากจังหวะที่ เมสซี บรรจงงัดบอลข้ามแนวรับเจ้าบ้านให้ ฆอร์ดี้ อัลบา หลุดกับดักล้ำหน้าวิ่งสอดมาแปด้วยขวารยะประมาณ 6 หลา แต่เนื่องจากเป็นเท้าข้างไม่ถนัดทำให้บอลโด่งข้ามคานไปแบบน่าผิดหวัง

แต่แล้วในนาทีที่ 27 ทีมเยือนก็มาพังประตูขึ้นนำจนได้ จากจังหวะเติมเกมรุกของแบ็คซ้ายอย่าง อัลบ้า ก่อนจะจ่ายต่อให้ ซัวเรซ พลิกหนี เจา กิลเฮอร์เม กองหลังของอาโปเอลอย่างเหนือชั้น ก่อนจะหลุดไปเอี้ยวตัวแปเรียดด้วยขวาเข้าไปตุงตาข่าย ส่งให้บาร์ซาบุกมานำ 1-0 และยังเป็นประตูแรกของหอกชาวอุรุกวัยในสีเสื้อเลือดหมู-น้ำเงินด้วย

จากนั้นเกมเริ่มเข้าทางอาซูลกรานามากขึ้น จนกระทั่งนาทีที่ 38 ก็มาบกวลูกที่สองเพิ่มได้อีก จากจังหวะที่ เมสซี ไหลให้ ราฟินญา แต่งบอลก่อนจะซัดจากหน้ากรอบเขตโทษด้วยซ้ายไปโดนเท้าของดาวเตะขาวอาร์เจนไตน์เปลี่ยนทางเข้าประตูไปให้บาร์ซาหนีห่างเป็น 2-0 และทำให้ เมสซี ยิงแซงสถิติทำประตูในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกตลอดกาลของ ราอูล กอนซาเลซ เป็นที่เรียบร้อย ก่อนจะจบครึ่งแรกไปด้วยสกอร์นี้

เข้าสู่ครึ่งหลังยังเป็นบาร์ซาที่เปิดฉากบุกเข้าใส่ทันที และเกือบได้ประตูที่สามเพิ่มอีก ในนาทีที่ 51 จากจังหวะที่ เมสซี ได้บอลอยู่หน้าเขตโทษ ก่อนจะแปะต่อให้ ซัวเรซ ปล่อยบอลลอดขาไปทางฝั่งซ้ายให้ เปโดร กดด้วยซ้ายเน้นๆ แต่บอลกลับพุ่งเรียดเฉียดเสาออกไปหวุดหวิด

กระทั่งในนาทีที่ 58 ทีมเยือนก็มายิงลูกที่สามได้สำเร็จ จากจังหวะที่ ดาเนียล อัลเวส จ่ายทะลุแนวรับอาโปเอลให้ เมสซี หลุดไปดีดสวนตัว ปาร์โด้ นายด่านเจ้าบ้านเข้าไปอย่างเฉียบขาด ส่งให้อาซูลกรานานำห่างถึง 3-0 และเป็นประตูที่สองในเกมนี้ของจอมถล่มประตูชาวอาร์เจนไตน์ รวมถึงเป็นลูกที่ 73 ในศึกยูซีแอลอีกด้วย

แต่แล้วบาร์ซากำลังบุกอย่างเมามัน กลับต้องมาเหลือผู้เล่นผู้เล่นเพียงแค่ 10 คน ในนาทีที่ 70 เมื่อ ราฟินญา ไปตัดเกมด้วยการเกี่ยวขาหลังของ โทมัส เด วินเซนติ ตัวสำรองของเจ้าบ้าน ทำให้กองกลางดาวรุ่งชาวบราซิเลียนโดนผู้ตัดสินควักใบเหลืองที่สองเป็นใบแดงไล่ออกจากสนามไปแบบสุดช็อค

หลังจากนั้นเป็นฝ่ายได้เปรียบตัวผู้เล่น ทำให้อาโปเอลมีโอกาสทำเกมรุกเข้าใส่บาร์ซาที่เริ่มถอยลงไปตั้งรับมากขึ้น แต่เจ้าบ้านก็ไม่สามารถยิงตีไข่แตกปลอบใจได้ แถมยังต้องมาเหลือผู้เล่น 10 คนเท่ากันอีก หลังจากที่ เจา กิลเฮอร์เม ไปตัดฟาวล์ใส่ เปโดร จนโดนใบเหลืองที่สองไล่ออกไปเช่นกัน ในนาทีที่ 84

ท้ายเกมบาร์ซามาได้ลูกปิดท้าย ในนาทีที่ 87 จากจังหวะทำชิ่งกันอย่างสวยงาม โดยบอลเริ่มจาก ชาบี ตัวสำรองจ่ายให้ มาสเคราโน แปะต่อให้ เปโดร วิ่งไปเก็บบอลจากสุดเส้นหลังฝั่งซ้ายก่อนจะตบเข้ากลางให้ เมสซี แปจ่อๆเข้าไป ช่วยให้บาร์เซโลนาบุกมาเอาชนะไปได้ 4-0 โดยบาร์ซาเก็บเพิ่มเป็น 12 คะแนนตามหลังจ่าฝูงของกลุ่มอย่างเปแอสเชแค่แต้มเดียว ซึ่งทั้งสองทีมจะไปวัดกันในนัดสุดท้ายว่าใครจะคว้าแชมป์กลุ่มเอฟไปได้ ส่วนอาโปเอลมีแต้มเดียวเท่าเดิม

Topics