ซินเดอเรลลาคนที่ 2! “นาสซ่า” เปิดใจชีวิตใหม่กับบุรีรัมย์ หลังคว้าแชมป์แรก

ดาวเตะลูกครึ่งไทย - อังกฤษ พูดถึงการคว้าแชมป์ครั้งแรกในชีวิตกับบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด หลังเคยผ่านชีวิตลูกหนังแบบ ล้ม ลง คลุก คลาน

นฤพน พุฒซ้อน กองกลางลูกครึ่งไทย - อังกฤษ ของบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด เปิดใจถึงชีวิตใหม่กับบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด รวมถึงสาเหตุที่เลือกยอดทีมแห่งภาคตะวันออกเฉียงเหนือ แม้มีหลายทีมทาบทามเข้ามา พร้อมกับเปรียบเปรยชีวิตตัวเองว่าอาจเป็นเหมือนซินเดอเรลลาคนใหม่ แห่ง “ปราสาทสายฟ้า” หลังลงสนามช่วง 10 นาทีสุดท้าย ช่วยให้บุรีรัมย์ ชนะ ล้านช้าง ยอดทีมจาก สปป. ลาว คว้าแชมป์ แม่โขง คลับ แชมเปี้ยนชิพ ได้สำเร็จ

มิดฟิลด์หน้าตาดุดันวัย 28 ปี เจออุปสรรคในชีวิตมามากมาย ถูกปล่อยตัว 3 สโมสรติดต่อกัน ตั้งแต่ที่ฮอลแลนด์ และเมืองไทย แถมได้รับบาดเจ็บ จนคิดอยากหันหลังให้วงการฟุตบอลไปแล้ว แต่สุดท้ายฮึดสู้ต่อ และแจ้งเกิดอีกครั้งกับบีบีซียู เอฟซี เมื่อปีก่อน จนถูกปราสาทสายฟ้าคว้าตัวมา หลังต้นสังกัดเก่าตกชั้น

“ถ้าจะมองว่าชีวิตผมเหมือนซินเดอเรลลา ก็อาจจะเหมือนนะ” นาสซ่า เริ่มกล่าว

“ผมเคยเจออุปสรรคมากมายมาหลายอย่างในชีวิต และวันนี้ผมมาอยู่กับสโมสรใหญ่อย่างบุรีรัมย์ ที่พวกเขามีทุกอย่างเพียบพร้อม...ผมเคยฝันอยู่แล้วว่าวันหนึ่งอยากจะมาเล่นกับสโมสรอย่างบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ผมพยายามมุ่งมั่น เดินหน้าเพื่อก้าวไปอยู่กับสโมสรใหญ่ มีหลายทีมที่ทาบทามเข้ามา แต่สาเหตุที่ผมเลือกบุรีรัมย์ เพราะพวกเขาเป็นทีมที่เพียบพร้อม และมีมาตรฐานสูงในทุกๆอย่าง ซึ่งมันจะช่วยให้ผมยกระดับตัวเองขึ้นมาได้”

“จริงๆ แล้ววันนี้ตอนแรกผมไม่คิดว่าจะมีชื่อด้วยซ้ำ แต่ปรากฏว่าพอเข้ามาถึงห้องแต่งตัว ผมเห็นชื่อของผมอยู่บนม้านั่งสำรอง มันเลยรู้สึกกระหายอยากจะลงเล่น พอโค้ช (รานโก โปโปวิช) บอกให้ไปวอร์ม ผมก็คิดว่าเออ เราคงจะได้โอกาสแล้ว พอลงไปก็พยายามเล่นให้เต็มที่ที่สุด สุดท้าย ผมคว้าแชมป์กับบุรีรัมย์ได้ทันที”

“แชมป์นี้เป็นแชมป์แรกของชีวิตนักเตะอาชีพ และผมหวังว่า ผมจะคว้าแชมป์ให้ได้มากกว่านี้ต่อไปเรื่อยๆ กับบุรีรัมย์” ดาวเตะลูกครึ่งอังกฤษ กล่าวทิ้งท้าย

สำหรับบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด เคยชุบนักเตะอย่าง กรวิทย์ นามวิเศษ ซึ่งเคยเป็นกองหลังโนเนมถูกปล่อยทิ้งจากทีมเก่า มาพาทีมคว้าแชมป์ชิงถ้วยพระราชทาน ประเภท ก ได้ทันทีกับบุรีรัมย์ ตั้งแต่นัดแรกที่ลงสนาม เมื่อปี 2015 ก่อนกลายเป็นเซนเตอร์ฮาล์ฟตัวหลักทีมชาติในเวลาต่อมา จนถูกขนานนามว่า “ซินเดอเรลลาลูกหนังไทย” มาแล้ว