เริ่มรายการหน้า! ส.บอลมีมติปรับส่วนแบ่งเงินอัดฉีดทีมชาติ,ให้นักเตะมากขึ้น

คณะกรรมการฯมีมติปรับสัดส่วนแบ่งอัดฉีดนักเตะทีมชาติไทยได้ในจำนวน 80% จากเดิม 70% ส่วนสต๊าฟฟ์โค้ชเหลือ 20% แต่จะเริ่มรายการหน้า โดยเงิน 36.7 จะใช้สัดส่วนเดิมก่อน

เมื่อเวลา 10.00 น. ที่ผ่านมา ที่ โรงแรมดิเอมเมอรัลด์ รัชดา คณะกรรมการพิจารณาอนุมัติเงินสนับสนุนและเงินรางวัลทีมฟุตบอลทีมชาติไทย ของ สมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ ที่มี พล.ต.ท. พิสัณห์ จุลดิลก เลขาธิการสมาคมฯ เป็นประธานคณะกรรมการ ได้เรียกประชุมเพื่อวางหลักเกณฑ์การจัดสรรเงินรางวัลและโบนัส 2 รายการคือ ฟุตบอลโลก 2018 รอบคัดเลือก โซนเอเชียรอบ 2 จำนวนเงิน 30 ล้านบาท และ ฟุตบอลชิงถ้วยพระราชทานคิงส์คัพ ครั้งที่ 44 จำนวนเงิน 6,750,000 บาท

สมาคมกีฬาฟุตบอลฯได้จัดตั้งคณะกรรมการชุดนี้ขึ้นเพื่อให้การแบ่งเงินรางวัลต่างๆของทีมชาติไทยเป็นไปอย่างยุติธรรมและมีหลักเกณฑ์ชัดเจน ซึ่งได้มีตัวแทนจากสโมสรต่างๆที่มีนักเตะในสังกัดติดทีมชาติไทยเข้ามาร่วมพิจารณาร่วมกับ เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง เฮดโค้ชทีมชาติไทยด้วย

โดยการประชุมครั้งนี้มีตัวแทนจากสโมสร บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด , แบงค็อก ยูไนเต็ด , บีอีซี เทโรศาสน ,สุพรรณบุรี เอฟซี และ อาร์มี่ ยูไนเต็ด เข้าร่วม แต่ขาดตัวแทนจาก 2 สโมสรที่เป็นกรรมการอย่าง เมืองทอง ยูไนเต็ด และ การท่าเรือ เอฟซี ขณะที่ ซิโก้ ส่ง ใกล้รุ่ง ตรีจักรสังข์ ผู้ช่วยผู้ฝึกสอน และ ณัฐกร ฉิมพาลี สต๊าฟฟ์เข้ามาให้ข้อมูลแทน

ระหว่างการประชุม พล.ต.ท. พิสัณห์ จุลดิลก ประธานคณะกรรมการ ได้ให้ตัวแทนจากสโมสรต่างๆชี้แจงถึงหลักเกณฑ์การมอบเงินโบนัสให้นักเตะของตัวเองเพื่อเป็นข้อมูลประกอบการพิจารณา ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นไปในแนวทางที่ใกล้เคียงกัน แบ่งเป็นกลุ่ม นักเตะตัวจริง 11 คนแรก กับ หัวหน้าผู้ฝึกสอน จะได้มากที่สุด ถัดมาเป็นผู้เล่นสำรองที่ลงสนาม ,ผู้เล่นสำรองที่ไม่ได้ลงสนาม และ สต๊าฟฟ์โค้ชตามลำดับ

ขณะที่ ใกล้รุ่ง ตรีจักรสังข์ ผู้ช่วยผู้ฝึกสอน กล่าวว่า ที่ผ่านมานับตั้งแต่ เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง เข้ามาทำหน้าที่หัวหน้าผู้ฝึกสอนทีมชาติไทยตลอด 3 ปี ก็ได้มีการเรียกนักเตะและทีมงานมาตกลงร่วมกันไว้แล้วในการแบ่งเงินอัดฉีด โดยจะแบ่งเป็น 2 ส่วนคือ นักเตะ 70% และ สต๊าฟฟ์โค้ช 30% ซึ่งนักเตะ 23 คนที่มีชื่อในแต่ละรายการได้ในจำนวนเท่ากันโดยไม่แบ่งตัวจริงหรือสำรอง ขณะที่สต๊าฟฟ์โค้ชจะแบ่งลดหลั่นกันมาแต่ เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง หัวหน้าผู้ฝึกสอนจะได้ในจำนวนที่เท่านักเตะหรือมากกว่าเล็กน้อย

จากนั้นที่ประชุมได้มีมติร่วมกันว่าจะปรับสัดส่วนการได้รับเงินอัดฉีดระหว่างนักเตะ กับ สต๊าฟฟ์โค้ช ใหม่เนื่องจากมองว่าจำนวน 70-30 นั้นเมื่อหารเฉลี่ยออกมาแล้ว สต๊าฟฟ์โค้ช ซึ่งมีจำนวนน้อยกว่านักเตะในทีมจะได้เงินใกล้เคียงกับนักเตะเกินไป ในขณะที่ สต๊าฟฟ์โค้ช มีเงินเดือนประจำจากสมาคมกีฬาฟุตบอลอยู่แล้ว ในขณะที่นักเตะไม่ได้รับในส่วนนี้ จึงตกลงที่จะปรับสัดส่วนเงินอัดฉีดเป็น นักเตะได้รับ 80% และ สต๊าฟฟ์โค้ชได้รับ 20% แต่จะเริ่มในรายการหน้าเป็นต้นไป เนื่องจากรายการฟุตบอลโลกรอบคัดเลือกรอบ 2 และ คิงส์คัพ ได้มีการตกลงกันมาก่อนแล้วจึงให้ยึดสัดส่วน 70-30 ตามเดิมไปก่อน

สำหรับเงินอัดฉีดจำนวน 36,750,000 บาท จาก 2 รายการดังกล่าวเมื่อมาคำนวณออกมาในสัดส่วน 70-30 ตามหลักเกณฑ์ข้างต้นแล้วจะทำให้ผู้เล่นที่มีชื่อครบทุกเกม (ฟุตบอลโลกรอบคัดเลือก 6 นัด และ คิงส์คัพ 2 นัด) จะได้รับเงินอัดฉีดก่อนหักภาษีคนละ 1,118,478 บาท

นอกจากนี้ พล.ต.ท. พิสัณห์ จุลดิลก ยังได้เพิ่มเติมว่านักเตะที่ได้รับเงินอัดฉีดแล้วควรจะมีความรู้เรื่องการเสียภาษีที่ถูกต้องเนื่องจากที่ผ่านมาสมาคมฟุตบอลในชุดเก่าไม่เคยดำเนินการเสียภาษีเลย ภาระจึงตกมาที่สมาคมฯทั้งหมด ฉะนั้นในวันที่มีการจ่ายเงินอัดฉีดทางสมาคมฯจะให้เจ้าหน้าที่ชี้แจงเรื่องการเสียภาษีแก่นักฟุตบอลทุกคนเพื่อความถูกต้อง

Topics