เสียอาน! 'บิ๊กอ๊อด' เผย 'ฟีฟ่า' อาจสั่งปรับส.บอลขั้นต้น 7 แสน

สมาคมฟุตบอลร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งหาหลักฐานเพื่ออกหมายจับกลุ่มจุดพลุแฟร์ ชี้แฟนบอลบางส่วนควรนึกถึงผลกระทบต่อประเทศจากการกระทำที่เกิดขึ้น

พล.ต.อ. สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง นายกสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทย เป็นประธานการประชุม พร้อมด้วยฝ่ายจัดการแข่งขัน, ฝ่ายรักษาความปลอดภัย และ บริษัท ไทย ทิคเก็ต เมเจอร์ ตัวแทนจำหน่ายบัตรเข้าชมการแข่งขัน เข้าร่วมการประชุมหารือแนวทางทางแก้ปัญหาการจัดการแข่งขันระดับนานาชาติในประเทศ วันที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2559 เวลา 10.30 น. ณ ที่ทำการชั่วคราวสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ ชั้น 3 อาคารพงษ์สุภี สมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทย

หลังเสร็จสิ้นการประชุม พล.ต.อ. สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง นายกสมาคมฯ กล่าวว่า “วันนี้เราก็ได้ประชุมกันเกี่ยวกับเรื่องเหตุการณ์ซ้ำๆ ซึ่งอาจจะนำมาซึ่งความเสียหายของประเทศไทย และวงการฟุตบอลไทย เราอาจะถูกปรับ ลงโทษห้ามจัดการแข่งขันฟุตบอลในประเทศหรือห้ามแฟนบอลเข้าชม หรือหนักที่สุดให้ไปแข่งขันประเทศกลาง รวมถึง ห้ามเราเข้าร่วมการแข่งขัน นี่คือปัญหาที่เราต้องแก้”

“ลำพังสมาคมฯ จะแก้ปัญหาตรงนี้ลำบาก เพราะแฟนบอลต้องให้ความร่วมมือ ต้องรู้ว่าอะไรควรทำไม่ควรทำ มันไม่ใช่ทำให้สมาคมฯ เสียหายอย่างเดียว แต่รวมถึงประเทศชาติด้วย สำหรับผม เรื่องประเทศชาติผมรับผิดชอบไม่ไหว ผมไม่อยากให้เกิด แต่คนที่ทำให้เกิดน่าจะเป็นคนรับผิดชอบกับสิ่งที่เกิดขึ้นในประเทศไทย มันเป็นจิตสำนึกว่าอะไรควรทำอะไรไม่ควรทำ เพราะฉะนั้นการประชุมวันนี้คือการหาวิธีการว่าจะทำยังไงให้สิ่งเหล่านี้ไม่เกิดขึ้นอีก”

“สิ่งนี้มันจะไม่เกิดขึ้นเลยถ้าแฟนบอลเข้าใจและรู้ถึงเหตุผล และความเสียหายที่เกิดขึ้นกับวงการฟุตบอล และ ประเทศชาติ โดยลำพังสมาคมฯ หรือเจ้าหน้าที่จัดการแข่งขัน ตำรวจ,ทหารก็คงแก้ไขปัญหาเหล่านี้ไม่ได้ ถ้าแฟนบอลจะทำแบบนี้โดยไม่คำนึงถึงความเสียหายที่เกิดขึ้น”

“ตามกฏหมาย พรบ. อาวุธปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้ไฟ ถือเป็นความผิดลหุโทษ โทษปรับก็น้อย โทษจำก็น้อย ส่วนใหญ่ก็จะมีแต่โทษปรับ เพราะฉะนั้นพฤติกรรมหรือสิ่งทีเกิดขึ้นมีพยานหลักฐานที่เพียงพอที่จะดำเนินคดี ในข้อหาที่สูงกว่า บทลงโทษที่สูงกว่า เป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ต้องดำเนินการ และกรณีใดที่ กกท. ซึ่งเป็นเจ้าของสนาม จะต้องไปแจ้งความร้องทุกข์ดำเนินคดี ร้องทุกข์กล่าวโทษ เพราะพยานหลักฐานในที่เกิดเหตุมีรอยเพลิงไหม้ เก้าอี้ถูกทำลาย สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับสถานที่ราชการ กกท. ต้องไปร้องทุกข์ จะละเลยมิได้ ส่วนกรณีใดๆที่เป็นความผิดที่สมาคมฯ ซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบในการจัดการแข่งขัน จะต้องรับผิดชอบ เมื่อวานนี้ (19 ธันวาคม) สภากรรมการได้มีมติมอบให้ฝ่ายกฏหมายไปร้องทุกข์ดำเนินคดีหรือกล่าวโทษกับผู้ก่อเหตุ”

“วันนี้เราได้เชิญบริษัทรับผิดชอบจำหน่ายบัตรเข้าชม เขาต้องชี้แจงว่าเขาขายบัตรให้ใคร ใครอยู่โซนนั้นบ้าง เราต้องพิสูจน์กันต่อไป รับรองว่างานนี้จัดเต็ม” ถ้าเป็นบัตรของสปอนเซอร์ก็ต้องพิจารณากัน ก็ต้องติดตามว่าสปอนเซอร์เอาไปให้ใคร ก็เป็นเรื่องที่ตำรวจ และผู้ที่เกี่ยวข้องหาข้อเท็จจริงให้ปรากฏ”

“จำนวนวันอย่าไปกำหนด กระบวนการยุติธรรมของไทยมีขั้นตอน ไม่ใช่ว่ารู้ตัวแล้วไปจับ แต่จับได้ก็ต่อเมื่อศาลอนุมัติหมายจับ ตอนนี้เราอยู่ในขั้นตอนรวบรวมพยานหลักฐานให้ได้มากที่สุด เพราะว่าถ้าอนุมัติหมายจับแล้ว หลักฐานไม่เพียงพอ ศาลก็จะไม่อนุมัติและเกิดความเสียหายอีก”

“เรารู้นะครับว่าสิ่งที่เราทำมีมาตรการที่เข้มงวด เราได้เครื่องตรวจวัตถุระเบิด ทหารชายหญิงมาตรวจ แต่ว่ากลุ่มผู้ก่อเหตุก็ใช้วิธีการหลุดพ้นการตรวจจากเจ้าหน้าที่ อย่างที่ทราบกันเขาใช้เชือกโรยลงมาแล้วผูกเป้ที่ใส่พลุแฟลร์ขึ้นไป เราก็ไม่คาดคิดว่าเขาทำเพื่ออะไร นี่จึงเป็นมูลเหตุว่าเขาต้องการทำลายสมาคมฯ ทำลายชื่อเสียงของผม แต่เขาลืมไปว่าสิ่งที่เขาทำผลกระทบกับสมาคมฯ มันก็แค่สมาคมฯ แต่ประเทศชาติเสียหายกว่านั้น มันไม่ใช่แค่ว่าปรับสมาคมฯ แล้วคุณสะใจ ถ้ามันลุกลามถึงการถูกแบนห้ามเข้าร่วมการแข่งขันระดับนานาชาติ”

“สมาคมฯ เป็นคนจัดการแข่งขันก็จริงแต่ไม่ต้องการให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้น ทุกคนรู้ว่ามันไม่ดี แต่ก็ยังทำ ขอให้แฟนบอลหรือสิ่อมวลชนตัดสินครับว่าคนที่ทำหรือมีส่วนเกี่ยวข้อง ยุยง ให้ท้ายสนับสนุน ควรจะอยู่ในวงการฟุตบอลต่อไปหรือไม่”

“เงินที่จ่ายค่าปรับก็เป็นเงินของสมาคมฯ ที่ได้มาจากประชาชน สปอนเซอร์ ขั้นต้นคิดว่าจะโดน 20,000 ฟรังก์สวิส (หรือประมาณ 7 แสนบาท) และก็จะมีขั้นตอนต่อไป ซึ่งฟีฟ่าจะพิจารณาอีกครั้ง ว่าเราผิดเรื่องนี้กี่ครั้ง เรามีการแก้ไขปัญหาหรือไม่ หลายคนอาจจะถามว่าทำไมหลังเกิดเหตุไม่จับกุม ก็อย่างทุกคนรู้ดี คนกลุ่มนี้จะทำอะไรรวมตัวกันจำนวนเยอะ เจ้าหน้าที่ตำรวจและฝ่ายรักษาความปลอดภัยต้องประเมินสถานการณ์ว่าคุ้มไหมกับการต้องเข้าไปจับคนสิบคนในฝูงคนร้อยคน พันคน อาจจะเกิดเหตุกระทบกระทั่ง นำไปสู่เหตุการณ์ที่เลวร้ายกว่านั้น สังคมอาจจะมองว่าเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยทำรุนแรงกว่าเหตุ ตำรวจไม่ทำหรอกครับ เพราะไม่คุ้มและอาจจะตกเป็นจำเลยสังคมได้ ซึ่งตอนนี้เราก็รอการแจ้งผลจากสหพันธ์ฟุตบอลอาเซียนอีกครั้ง”

 
Topics