เวลส์ 3 - 1 เบลเยี่ยม : มังกรแดงทะลุตัดเชือกลุ้นสร้างเทพนิยาย

เวลส์ยังคงเดินหน้าสร้างประวัติศาสตร์ต่อเนื่อง หลังจากพังประตูสามลูกรวดพลิกกลับมาชนะปีศาจแดงเแห่งยุโรปได้สำเร็จทั้งที่โดนนำไปก่อน และผ่านเข้ารอบตัดเชือกไปพบกับโปรตุเกส

ฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรปรอบสุดท้าย "ยูโร 2016" รอบ 8 ทีมสุดท้าย ที่สนามสต๊าด ปิแอร์ โมรัว ในเมืองลีลล์ เป็นการพบกันระหว่างสองชาติม้ามืดน่าจับตามองประจำทัวร์นาเมนต์อย่าง เวลส์ และ เบลเยียม

คริส โคลแมน กุนซือทัพมังกรแดง เปลี่ยนแปลงนักเตะแค่ตำแหน่งกองหน้าตัวเป้าเพียงแค่คนเดียวเท่านั้น โดยเป็น ฮัล ร็อบสัน คานู ที่ได้ลงเล่นเป็นตัวจริงแทนที่ของ แซม โวคส์ ส่วนดาวดังรายอื่นๆยังอยู่กันพร้อมหน้าทั้ง โจ อัลเลน, อารอน แรมซีย์ และ แกเร็ธ เบล

ด้านปีศาจแดงแห่งยุโรปของ มาร์ค วิลม็อตส์ ขาดสองแนวรับตัวสำคัญอย่าง แยน แฟร์ทองเก้น ที่บาดเจ็บและปิดฉากทัวร์นาเมนต์ไปแล้ว รวมถึง โธมัส แฟร์มาเลน ซึ่งติดโทษแบน ทำให้ปรับมาใช้สองดาวรุ่งอย่าง เจสัน เดนาเยอร์ กับ จอร์แดน ลูกากู ลงสนามแทน

เริ่มเกมมาได้เพียงแค่ 6 นาทีเท่านั้น เป็นเบลเยียมที่พลาดโอกาสทองในการได้ประตูขึ้นนำอย่างน่าเสียดาย โดยเริ่มจากจังหวะที่ โรเมลู ลูกากู บรรจงหยอดบอลจากริมกรอบเขตโทษฝั่งซ้ายเข้ากลางให้ ยานนิค การ์ราสโก้ แต่งลูกแล้วยิงด้วยขวาติดเซฟของ เวย์น เฮนเนสซีย์ มาเข้าทาง โธมัส มูนิเยร์ หวดซ้ำด้วยขวาไปโดน นีล เทย์เลอร์ สกัดมาเข้าทาง เอเด็น อาซาร์ อัดซ้ำอีกรอบ แต่ก็ยังโดน เทย์เลอร์ เคลียร์ทิ้งออกหลังไปได้หวุดหวิด

ถัดมาอีก 3 นาที เวลส์มีโอกาสบ้าง จากจังหวะที่ เบล ได้กระชากบอลหลุดไปซัดมุมแคบด้วยซ้ายข้างถนัด แต่บอลยังเข้าแค่ข้างตาข่ายไม่ตรงกรอบแต่อย่างใด

แต่แล้วในนาทีที่ 13 ปีศาจแดงแห่งยุโรปก็มาพังประตูขึ้นนำจนได้ จากจังหวะที่ อาซาร์ ไหลบอลให้ รัดญา นาอิงโกลัน กดเต็มข้อจากระยะ 25 เมตร ส่งลูกพุ่งเสียบสามเหลี่ยมเข้าไปอย่างสวยงาม ช่วยให้ทีมอันดับ 1 ของโลกตามฟีฟ่าแรงกิ้งออกนำ 1-0

หลังเสียประตู มังกรแดงก็เริ่มมีโอกาสทำเกมบุกมากขึ้น และได้จังหวะที่ใกล้เคียงในการตีเสมอมากที่สุด ในนาทีที่ 26 จากจังหวะที่ แรมซีย์ ไหลบอลจากสุดเส้นหลังฝั่งขวาให้ เทย์เลอร์ ตวัดยิงจ่อๆด้วยขวา แต่กลับโดน ธิโบต์ กูร์ตัวส์ พุ่งปัดไว้ได้อย่างเหลือเชื่อ

เมื่อได้โอกาสโหมบุกอยู่พักใหญ่ๆ เวลส์ก็สามารถพังประตูตีเสมอได้สำเร็จ ในนาทีที่ 31 จากลูกเตะมุมฝั่งขวาที่ แรมซีย์ เปิดให้ แอชลีย์ วิลเลียมส์ เทกตัวโขกแบบไร้ตัวประกบเข้าไปอย่างเด็ดขาด ทำให้สกอร์กลับมาเท่ากันอีกครั้งที่ 1-1 และจบ 45 นาทีแรกไปด้วยผลนี้

เข้าสู่ครึ่งหลังเบลเยียมที่รูปเกมค่อนข้างเป็นรองอยู่พอสมควร ต้องตัดสินใจแก้เกมด้วยการเปลี่ยนตัวสำรองคนแรกส่ง มารูยาน เฟลไลนี ลงมาช่วยให้แดงกลางแน่นขึ้นแทนที่ของตัวรุกอย่าง การ์ราสโก้ ที่โชว์ฟอร์มเก่งไม่ออก

การแก้เกมของปีศาจแดงแห่งยุโรปเหมือนจะได้ผล เมื่อเกือบได้ประตูขึ้นนำอีกครั้ง ในนาทีที่ 48 จากจังหวะที่ มูนิเยร์ ครอสบอลเข้าเขตโทษให้ โรเมลู ลูกากู เหินขึ้นโหม่งแต่กลับสะบัดศีรษะมากเกินไปจนทำให้ลูกพุ่งถากเสาออกไปอย่างน่าเสียดาย

แต่แล้วในนาทีที่ 55 กลับเป็นฝั่งเวลส์ที่สามารถพลิกขึ้นนำได้สำเร็จ จากจังหวะที่ แรมซีย์ จ่ายบอลจากริมกรอบเขตโทษฝั่งขวาให้ ร็อบสัน คานู จับแล้วพลิกหลบ มูนิเยร์ อย่างเหนื่อชั้นแล้วแปด้วยซ้ายข้างถนัดระยะเผาขนเข้าไปตุงตาข่าย ส่งให้มังกรแดงแซงนำ 2-1

หลังโดนแซงนำ เบลเยียม ก็พยายามโหมบุกหนักเพื่อหวังให้กลับมาตีเสมอได้บ้าง และเกือบจะทำได้สำเร็จ ในนาทีที่ 74 จากจังหวะที่ โทบี้ อัลเดอร์แวเรลด์ โยนบอลสุดเส้นหลังฝั่งขวาให้ เฟลไลนี ได้โขกเหน่งๆ แต่ลุกพุ่งหลุดกรอบออกไปแบบเหลือเชื่อ

จากนั้นแม้ว่าเบลเยียมจะพยายามพับสนามบุกหนักเพื่อหวังตีเสมอให้ได้ แต่กลับต้องมาเสียลูกสามให้เวลส์เพิ่มอีก ในนาทีที่ 86 จากจังหวะที่ คริส กันเทอร์ ครอสบอบจากริมเส้นฝั่งขวาเข้ากลางให้ แซม โวคส์ ที่เพิ่งลงมาเป็นตัวสำรองแทน ร็อบสัน คานู แค่ 6 นาทีเท่านั้น ขึ้นโหม่งเข้าไปอย่างเฉียบขาด ช่วยให้เวลส์หนีห่างเป็น 3-1

สุดท้ายไม่มีประตูเกิดขึ้นเพิ่มเติมอีก ทำให้จบเกมเป็นเวลส์ที่เอาชนะไปได้สำเร็จ 3-1 กรุยทางเข้าสู่รอบรองชนะเลิศเป็นครั้งแรกในประวัติศาตร์ไปพบกับโปรตุเกสต่อไป

Topics