ฮือฮา ! “บอย เจียงฮาย”เล่นหนัง 400 นักรบขุนรองปลัดชู

“บอย เจียงฮาย”วสันต์ นาทะสันต์ อดีตดาวยิงเชียงราย ยูไนเต็ด เปลี่ยนบทบาทไปแสดงภาพยนตร์เรื่อง “400 นักรบขุนรองปลัดชู” เจ้าตัวสุดปลื้มได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งบนแผ่นฟิล์มกับหนังแนวประวัติศาสตร์ของชาติ

กลายเป็นข่าวฮือฮาไม่น้อยเมื่อ “บอย เจียงฮาย”วสันต์ นาทะสันต์ อดีตดาวยิงเชียงราย ยูไนเต็ด ได้รับการทาบทามให้ไปเป็นนักแสดงภาพยนตร์เรื่อง “400 นักรบขุนรองปลัดชู” ซึ่งเดินหน้าถ่ายทำแล้วเมื่อช่วงต้นปี 60 ที่ผ่านมา

ทั้งนี้ภาพยนต์เรื่อง 400 นักรบขุนรองปลัดชู จัดสร้างขึ้นโดยมี พยัพ คำพันธ์ นายกสมาคมผู้นิยมพระเครื่องพระบูชาไทยเป็นหัวเรือใหญ่ในการสร้างภาพยนตร์เรื่องนี้ขึ้น ซึ่งมีวัตถุประสงค์อยากให้คนไทยได้รับรู้ประวัติศาสตร์วีรบุรุษที่เคยเสียสละเพื่อรักษาประเทศชาติ  โดยอดีตหัวหอกกว่างโซ้งมหาภัยรับบทบาทเป็น”มังดอร์” ทหารพม่า

“ผมมีความคุ้นเคยกับพี่พยัพ คำพันธ์ นายกสมาคมผู้นิยมพระเครื่องพระบูชาไทย ซึ่งเขาก็ได้ชักชวนผมมาร่วมแสดงภาพยนต์เรื่องนี้ ความรู้สึกคือภาคภูมิใจอย่างยิ่งที่มีโอกาสได้ร่วมแสดง และได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งบนแผ่นฟิล์มกับหนังประวัติศาสตร์เรื่องนี้ ที่ต้องการให้คนไทยได้รับรู้ถึงวีรกรรมของท่านขุนรองปลัดชู ซึ่งเรื่องนี้ก็มีดาราดังร่วมแสดงมากมาย รวมไปถึงคนจากหลายๆวงการทั้งนักมวยชื่อดังอย่าง แสนชัย,บัวขาว และอีกมากมาย แม้อาจไม่ใช่ตัวเด่นอะไร แต่แค่ได้มีส่วนร่วมก็ปลื้มสุดๆแล้ว”

สำหรับประวัติข้อมูลในท้องถิ่นอำเภอวิเศษชัยชาญมีว่า ขุนรองปลัดชูมีชื่อตัวว่า "ชู" เป็นครูดาบอาทมาตผู้มีฝีมือในเขตเมืองวิเศษไชยชาญ มีลูกศิษย์จำนวนมากและเป็นที่เคารพนับถือโดยทั่วไปในแถบนั้น นายชูได้รับการแต่งตั้งให้เป็นกรมการเมืองวิเศษไชยชาญตำแหน่ง "ปลัดเมือง" ในรัชกาลสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ ชาวบ้านจึงเรียกชื่อคนผู้นี้โดยทั่วไปว่า "ขุนรองปลัดชู"

เมื่อสามารถระดมไพร่พลเข้าเป็นอาสาสมัครกองอาทมาตได้ 400 คนแล้ว ขุนรองปลัดชูได้นำกำลังของตนเข้าสมทบกับกองทัพของพระยารัตนาธิเบศร์ (พระราชพงศาวดารกรุงสยามฉบับบริติชมิวเซียมและพระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาฉบับพันจันทนุมาศ (เจิม) ออกชื่อเป็น พระยาธรรมา

ซึ่งได้รับมอบหมายให้ไปตั้งทัพสกัดกองทัพพม่านำโดยเจ้ามังระราชบุตรและมังฆ้องนรธา อันยกมาทางเมืองมะริดและตะนาวศรี หลังจากตีทัพของพระยายมราชแห่งอยุธยาที่แก่งตุ่มแขวงเมืองตะนาวศรีแตกแล้ว ทัพดังกล่าวจึงเดินทางข้ามด่านสิงขรมุ่งสู่เมืองกุยบุรี เพื่อใช้เส้นทางเลียบชายฝั่งทะเลเข้าสู่กรุงศรีอยุธยา พระยารัตนาธิเบศร์ซึ่งรั้งทัพอยู่ที่กุยบุรีจึงส่งกองอาทมาตของขุนรองปลัดชูให้มาสกัดทัพอยู่ที่อ่าวหว้าขาว (ปัจจุบันอยู่ในเขตตำบลอ่าวน้อย อำเภอเมืองประจวบคีรีขันธ์ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์)

กองอาทมาตของขุนรองปลัดชูได้ปะทะกับกองทัพพม่าซึ่งมีกำลังราว 8,000 คน ตั้งแต่เช้าจรดเที่ยงก็ยังไม่แพ้ชนะ แต่ด้วยจำนวนที่น้อยกว่าและไม่ได้รับกำลังเสริมจากทัพของพระยารัตนาธิเบศร์ (พระราชพงศาวดารกรุงสยามฉบับบริติชมิวเซียมและพระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาฉบับพันจันทนุมาศ (เจิม) กล่าวว่า ได้รับไพร่พลจากทัพหลักเป็นกองหนุนสมทบอีก 500 คน

กองอาทมาตจึงตกอยู่ในสภาพเสียเปรียบเพราะความอ่อนล้า และถูกฝ่ายตรงข้ามไล่ต้อนลงทะเลฆ่าฟันจนเสียชีวิตทั้งหมดในวันนั้น  ด้านทัพของพระยารัตนาธิเบศร์เมื่อทราบว่ากองอาทมาตของขุนรองปลัดชูแตกพ่าย จึงได้เร่งเลิกทัพหนีกลับมายังกรุงศรีอยุธยาพร้อมกับทัพของพระยายมราช และกราบทูลรายงานการศึกว่า "ศึกพม่าเหลือกำลังจึงพ่าย" ส่วนกองทัพพม่าเมื่อผ่านเมืองกุยบุรีได้แล้วก็ยกทัพมายังกรุงศรีอยุธยาโดยสะดวก เนื่องจากแนวรับต่างๆ ในลำดับถัดมาของฝ่ายอยุธยาถูกตีแตกในเวลาอันสั้น