"คับใจอยู่ยาก" เจอร์ราร์ดเปิดใจเหตุผลที่จำใจอำลาหงส์

สตีเฟ่น เจอร์ราร์ด เปิดใจถึงเหตุอำลาหงส์หลังบีร็อดเรียกคุยเรื่องลดเวลาลงเล่นในสนาม 

เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา กัปตันกระดูกเหล็กออกมาประกาศจบเส้นทางค้าแข้งยาวนาน 17 ปีกับลิเวอร์พูลเมื่อสิ้นฤดูกาล 2014/15 ก่อนที่ต่อมาจะคอนเฟิร์มการย้ายข้ามมหาสมุทรไปหาความท้าทายใน เมเจอร์ลีก เมืองลุงแซม

มิดฟิลด์วัย 34 ปี เป็นที่จดจำในการนำลิเวอร์พูลคว้าแชมป์ ยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก 2005 และเอฟเอ คัพ 2006 และจะกลายเป็นตำนานคนล่าสุดของแอนฟิลด์

ภายหลังการออกมายืนยันข่าวการอำลาหงส์แดงก็มีคำชื่นชมและแสดงความเสียใจถึงเจอร์ราร์ด ที่ต่อมา รอดเจอร์สได้ยื่นสัญญาใหม่ตามหลัง

แต่อดีตกัปตันทีมชาติอังกฤษเผยว่า รู้สึกได้เลยว่าถึงเวลาต้องอำลาแอนฟิลด์หลังจากมีการพูดคุยกับบีร็อดถึงการจำกัดเวลาลงสนามในฤดูกาลหน้า

เจอร์ราร์ดกล่าวถึงเหตุผลการอำลาทีมในบทสัมภาษณ์สุดเศร้าของบนเว็บไซท์ทางการของลิเวอร์พูล "ผมคิดว่าจุดสำคัญหรือช่วงเวลาที่ทำให้ผมตัดสินใจอำลาทีมคือเมื่อผู้จัดการทีมเรียกผมไปคุยว่า ถึงเวลาแล้วที่จะจัดการเกมในสนามของผม เพื่อผมและเพื่อทีม"

"ผมฉลาดพอที่จะเข้าใจว่านี่คือสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับทุกคน แต่เมื่อคุณเคยลง 11 ตัวจริงและเป็นตัวหลักของทีมมานานเหมือนผม การที่จะต้องคุยเรื่องนี้กับผู้จัดการทีมจึงเป็นเรื่องที่ต้องกล้ำกลืน"

"ผมยอมรับการตัดสินใจของทีมและผมจะยังคงทุ่มเททุกอย่างเพื่อทีม ไม่ว่าจะได้ลงตัวจริงหรือเปลี่ยนตัวลงหรืออะไรก็ตาม แต่นั่นคือจุดสำคัญที่ทำให้ผมตัดสินใจอำลาทีมไปชั่วคราว"

แม้จะออกมาเปิดเผยถึงสาเหตุคับใจ แต่เจอร์ราร์ดยังยืนยันว่าไม่มีความรู้สึกโกรธเคืองบีร็อด และเชื่อว่าร็อดเจอร์สจะประสบความสำเร็จมากกกว่านี้หากกุนซือสก็อตเข้ามาคุมทีมในช่วงต้นของการค้าแข้งของตน

"ผมหวังว่าจะได้ร่วมงานกับเบรนแดนเมื่อผมอายุซัก 24 ถ้าเป็นแบบนั้น ตอนนี้เราคงได้นั่งคุยกันเรื่องแชมป์รายการต่างๆ ที่เราคว้ามาครองได้" กัปตันกระดูกเหล็กกล่าว

"แต่ความจริงมีอยู่ว่า เบรนแดนเข้ามารับงานเมื่อผมอายุ 32 และก็น่าเสียดายที่งานของเราไม่ได้เริ่มเมื่อ 10 ปีก่อนหน้านี้"

ข่าวการอำลาทีมของเจอร์ราร์ดถูกแจ้งแก่เพื่อนร่วมทีมหลังเกมเปิดรังแอนฟิลด์เสมอ 2-2 ในเกมวันปีใหม่กับเลสเตอร์ซิตี้ และทุกคนรับข่าวกันแบบคาดไม่ถึง

"ผมรู้สึกว่าทุกคนช็อกที่ได้รู้ข่าวเมื่อวานนี้ " เจอร์ราร์ดกล่าวย้อนให้ฟัง "รู้สึกเหมือนผมเพิ่งแจ้งข่าวร้ายกับเพื่อนในทีม ซึ่งผมไม่อยากให้เป็นแบบนั้น"

"เป็นเรื่องธรรมดาที่ชีวิตต้องก้าวเดินต่อไป เราทำงานหนักร่วมกันมา เพื่อนร่วมทีมต่างก็รู้ว่าผมคิดกับพวกเขาอย่างไร และมันก็เป็นเรื่องดีที่ได้รู้ว่าเพื่อนร่วมทีมของผมคิดกับผมอย่างไร ผมซาบซึ้ังใจมาก""