ค็อปช็อค!! พาเลซคึกเปิดรังหักปีกหงส์ตายสนิท 3-1 ขยับหนีโซนแดง

ปราสาทเรือนแก้วโชว์ฟอร์มสุดเพอร์เฟคไล่อัดอดีตแชมป์ยุโรป 5 สมัยไปแบบไม่ไว้หน้า เก็บสามคะแนนสำคัญขยับหนีรองบ๊วยขึ้นมาอยู่ที่ 15 ของตารางเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

นีล วอร์น็อค นายใหญ่ปราสาทเรือนแก้ว ตัดสินใจพัก เฟร์เซอร์ แคมป์เบลล์ ดาวยิงเลือดผู้ดีไว้ที่ม้านั่งสำรองแล้วจัดการส่ง ดไวท์ เกย์ล ดาวยิงรุ่นน้องลงทำหน้าที่แทนในตำแหน่งศูนย์หน้าตัวเป้า โดยมี มารูยาน ชามัคห์ ยืนเป็นหน้าต่ำ ขณะที่ริมเส้นสองข้างยังเป็นตัวทีเด็ดอย่าง ยานนิค โบลาซี่ กับ เจสัน พันเชียน เช่นเคย

ฝั่งหงส์แดงของกุนซือ เบรนแดน ร็อดเจอร์ส เลือกไม่ใส่ชื่อ มาริโอ บาโลเตลลี ดาวยิงจอมเกรียนมาในทริปเยือนพาเลซเกมนี้ โดยสามประสามในแนวรุกเป็น ฟิลิปป์ คูตินโญ, ราฮีม สเตอร์ลิง และ พอล แลมเบิร์ต ขณะที่แดนกลางถอด เอมเร ชาน ไปพักที่ม้านั่งสำรองแล้วส่ง โจ อัลเลน ลงทำหน้าที่แทน

เปิดฉากได้เพียง 2 นาที เดอะค็อปที่ตามมาเชียร์ทีมรักถึงถิ่น เซลเฮิร์สต์พาร์ค ก็ได้ส่งเสียงเฮกันลั่น หลัง อดัม ลัลลานา โยนพุ่งจากกลางสนามเข้าไปในเขตโทษให้ พอล แลมเบิร์ต โฉบแต่งบอลหนึ่งจังหวะก่อนบรรจงแปด้วยขวาเสียบเสาแรกเข้าประตูไปอย่างเยือกเย็น ช่วยให้ลิเวอร์ขึ้นนำเร็ว 1-0

หลังจากเสียประตูไปทำให้เจ้าถิ่นเดินหน้าบุกอย่างหนัก และเพียงนาทีที่ 17 พวกเขาก็มาตามตีเสมอจนได้ จากจังหวะที่ ยานนิค โบลาซี่ กระชากจี้เข้าหาเขตโทษก่อนหาช่องส่องไกลด้วยขวาเต็มข้อ บอลพุ่งไปชนเสาไกลเต็มๆ และเป็น ดไวท์ เกย์ล วิ่งเข้ามาซ้ำดาบสองเข้าไปไม่เหลือ พาเลซตามตีเสมอเป็น 1-1

จากนั้น ในนาทีที่ 29 เจ้าบ้านเกือบพลิกขึ้นนำได้บ้าง จากจังหวะที่กองหลังลิเวอร์พูลโหม่งเคลียร์บอลไม่ขาดเข้าทาง ยานนิค โบลาซี่ แต่งหาช่องก่อนหวดด้วยขวาเต็มข้อ แต่ ซิมง มิโญเลต์ นายทวารทีมเยือนยังยืนตำแหน่งเยี่ยมล้มตัวปัดออกหลังไปได้ แบบมีเสียวเล็กน้อย

เกมเปิดแรกกันอย่างสูสี และในนาทีที่ 34 เป็นโอกาสลุ้นประตูขึ้นนำของฝั่งลิเวอร์พูล จากจังหวะที่ โจ อัลเลน เลี้ยงมาทางกราบซ้ายก่อนหมุนตัวลากตัดเข้ากลางและบรรจงโยนโค้งเข้าไปในเขตโทษเสาไกลให้ พอล แลมเบิร์ต ขึ้นเทคตัวโขกโล่งๆถากเสาออกหลังไปอย่างน่าเสียดาย

ท้ายเกมนาทีที่ 43 เจ้าถิ่นได้โอกาสทักทายก่อนจบครึ่งแรก จากจังหวะที่ ยานนิค โบลาซี่ ทำชิ่งกับ เจสัน พันเชียน ก่อนเป็น โบลาซี่ ที่หลุดเดี่ยวเข้าไปล่อเป้า ทว่ากลับแปโด่งข้ามคานออกไปอย่างหน้าตาเฉย จบ 45 นาทีแรกทั้งคู่ยังเสมอกันอยู่ที่สกอร์ 1-1

เข้าสู่ครึ่งหลังทั้งสองทีมเปิดหน้าแลกกันอย่างสูสี แต่จังหวะสุดท้ายยังขาดๆเกินๆทั้งคู่ ทำให้ผ่านครึ่งทางของครึ่งหลังยังคงเสมอกันอยู่ที่ 1-1

กระทั่งนาทีที่ 77 แฟนเจ้าถิ่นก็ได้โห่ร้องกันสนามแทบแตก หลังทีมรักพลิกขึ้นนำ จากจังหวะที่ ยานนิค โบลาซี่ โชว์ความสามารถเฉพาะตัวกระกดบอลข้ามหัว เดยาน ลอฟเรน ก่อนกระชากเข้าไปในเขตโทษฝั่งขวา และบรรจงไหลเข้ากลางถวายพานให้ โจ เลดลีย์ แปด้วยซ้ายเน้นๆ ส่งบอลลอดขา ซิมง มิโญเลต์ เข้าไปตุงตาข่าย พาเลซพลิกขึ้นนำเป็น 2-1

Goal!!!!! ถัดมาเพียง 3 นาทีทีมเยือนเครื่องช็อตไปดื้อๆเมื่อถูกเจ้าบ้านทิ้งห่างเป็น 3-1 จากจังหวะลูกฟรีคิกระยะประมาณ 25 หลา และเป็นไมล์ เยดินัค รับหน้าที่ปั่นด้วยขวาเต็มข้อ ส่งบอลพุ่งเสียบเสามเหลี่ยมเสาแรกเข้าประตูไปอย่างงดงาม

จบเกม คริสตัล พาเลซ เปิดบ้านถล่ม ลิเวอร์พูล 3-1 เก็บสามแต้มสำคัญขยับขึ้นมาอยู่ที่ 15 ของตาราง ส่วนลิเวอร์พูล หล่นไปอยู่ที่ 12

Topics