มาดริด0-4บาร์ซา : เอลกลาซิโก้ที่เจ้าถิ่นไร้ทางสู้

ถือเป็นศึก เอล กลาซิโก้ ที่แฟนบอลไม่คาดคิดอย่างแท้จริง หลังพลพรรคอาซูลกรานาระเบิดฟอร์มสุดยอดบุกถล่มโลส บลังโกสถึงเบร์นาเบวแบบหมดทางสู้

ราฟาเอล เบนิเตซ กุนซือเจ้าบ้าน กลับมาใช้บรรดาตัวหลักลงสนามกันถ้วนหน้าทั้ง เคย์เลอร์ นาบาส, ราฟาเอล วาราน, มาร์เซโล, ฆาเมส โรดริเกวซ และ คาริม เบนเซมา ขณะที่ เซร์คิโอ รามอส ที่มีปัญหาบาดเจ็บก่อนหน้านี้ก็กลับมาฟิตสมบูรณ์พร้อมลงเล่นเช่นกัน

ด้านทีมเยือนของ หลุยส์ เอ็นริเก้ ได้รับข่าวดีในการสู้ศึกเอล กลาซิโก้เมื่อ ลิโอเนล เมสซี ที่บาดเจ็บพักยาวไปนานหายกลับมามีชื่อบนม้านั่งสำรองแล้ว ส่วน 11 คนแรกก็ส่ง อิวาน ราคิติช ที่มีปัญหาสภาพร่างกายก่อนหน้านี้ลงเล่นได้เช่นเดียวกัน

เริ่มเกมได้เพียง 6 นาทีเท่านั้น เป็นบาร์ซาที่ได้โอกาสทักทายก่อน จากจังหวะที่ ฆอร์ดี้ อัลบ้า จ่ายเรียดจากกราบซ้ายเข้าเขตโทษให้ หลุยส์ ซัวเรซ แปะย้อนคืนมาแถวสองให้ เนย์มาร์ แต่งก่อนซัดด้วยขวา แต่ลูกเหินข้ามคานออกไปแบบน่าผิดหวัง

จนกระทั่งนาทีที่ 11 อาซูลกรานาก็มาพังประตูขึ้นนำจนได้ จากจังหวะที่ เซร์กี้ โรแบร์โต้ จ่ายทะลุช่องให้ ซัวเรซ ยิงกึ่งดีดข้างเท้าด้านนอกด้วยขวาเสียบโคนเสาไกลเข้าไปอย่างเฉียบคม ส่งให้ทีมเยือนบุกมานำตั้งแต่ไก่โห่ 1-0

ถัดมานาทีที่ 23 บาร์ซามีลุ้นได้ประตูที่สอง จากลูกฟรีคิกเยื้องมาทางฝั่งซ้ายระยะประมาณ 25 หลาที่ เนย์มาร์ บรรจงปั่นด้วยขวา แต่ยัลไม่ผ่านมือ นาบาส ที่ล้มตัวตะครุบเข้าซองไว้ได้ไม่มีผิดพลาด

แต่แล้วในนาทีที่ 27 อาซูลกรานากลับต้องเสียแนวรับตัวสำคัญอย่าง ฮาเบียร์ มาสเคราโน ที่โชคร้ายบาดเจ็บจนฝืนเล่นต่อไม่ไหว ทำให้ต้องส่ง เฌเรมี มาติเยอ ลงมาแทน

นาทีต่อมา มาดริดที่สกอร์ตามหลังได้โอกาสจะแจ้งครั้งแรก จากจความผิดพลาดของ เซร์คิโอ บุสเกตส์ ไปโดน โทนี โครส ขโมยบอลไปได้ก่อนไหลให้ ลูก้า โมดริช จ่ายต่อให้ ฆาเมส กดเรียดด้วยซ้ายข้างถนัด แต่ยังไม่ดีพอที่จะผ่านมือ เคลาดิโอ บราโว ที่ล้มตัวรับติดมือสบาย

แต่แล้วในนาทีที่ 39 บาร์ซาก็มาบวกลูกสองเพิ่มได้อีก จากจังหวะที่ อันเดรส อิเนียสต้า จ่ายเข้าช่องให้ เนย์มาร์ หลุดกับดักล้ำหน้าไปแปด้วยขวาลอดตัว นาบาส เข้าไป ส่งให้ทีมเยือนบุกมานำห่างเป็น 2-0

ช่วงทดเจ็บอาซูลกรานาเกือบจะได้ประตูที่สามเพิ่มอีก จากจังหวะที่ เนย์มาร์ ลากไปสุดเส้นหลังฝั่งขวาก่อนจะจ่ายเข้ากลางให้ ซัวเรซ ล้มตัวยิงด้วยขวาจ่อๆ แต่ยังโดน มาร์เซโล โหม่งสะกัดจากเส้นประตูได้อย่างหวุดหวิด ทำให้จบ 45 นาทีแรกยังเป็นทีมเยือนที่บุกมานำอยู่ 2-0

เข้าสู่ครึ่งหลังได้เพียง 2 นาที ราชันชุดขาวที่สกอร์ตามหลังลุยเข้าใส่ทันที จากจังหวะที่ มาร์เซโล กระชากเติมเกมรุกขึ้นมาทางกราบซ้าย ก่อนจะแหกวแนวรับบาร์ซาเข้าเขตโทษแล้วยิงมุมแคบด้วยซ้าย แต่ยังโดน บราโซ ที่ยืนตำแหน่งดีรับติดมือไว้ได้

ถัดมานาทีที่ 48 โลส บลังโกสมีโอกาสอีกครั้ง จากจังหวะที่ แกเร็ธ เบล ไหลให้ ฆาเมส ตะบันเต็มข้อด้วยซ้ายข้างถนัด แต่ยังโดน บราโซ พุ่งปัดออกหลังได้อย่างยอดเยี่ยม

จากนั้นนาทีที่ 51 อาซูลกรานามีโอกาสบ้าง จากลูกฟรีคิกระยะประมาณ 25 หลาที่ เนย์มาร์ ได้บรรจงปั่นด้วยขวาเน้นๆ แต่ นาบาส ก็ยังพุ่งซูเปอร์เซฟปัดข้ามคานได้หวุดหวิด

แต่แล้วในนาทีที่ 53 บาร์ซาก็มาใส่สกอร์ที่สามจนได้ จากจังหวะที่ อิเนียสต้า ทำชิ่งกับ เนย์มาร์ ก่อนที่มิดฟิล์ทีมชาติสเปนจะวิ่งมากดเต็มข้อด้วยขวาเข้าไปแบบตาข่ายแทบขาด ส่งให้ทีมเยือนบุกมานำห่างเป็น 3-0

จากนั้นทั้งสองทีมมีการขยับเปลี่ยนตัวสำรอง เริ่มจากเจ้าบ้านส่ง อิสโก้ ลงมาแทน ฆาเมส ในนาทีที่ 55 และ ดาเนียล การ์บาฆัล แทน มาร์เซโล นาทีที่ 59 ส่วนทีมเยือนถอด ราคิติช ออกแล้วส่ง เมสซี ที่หายหน้าไปนานจากปัญหาบาดเจ็บกลับลงมาสัมผัสเกมอีกครั้ง ในนาทีที่ 57

ถัดมานาทีที่ 67 มาดริดพลาดโอกาสทองในการตีไข่แตกอย่างน่าเสียดาย จากจังหวะที่ เบล จ่ายเรียดจากฝั่งขวาเข้ากลางให้ โรนัลโด้ โฉบมาดีดด้วยขวาจ่อๆแต่ก็ยังโดน บราโซ ออกมาปิดมุมดีใช้หน้าเซฟไว้ได้อีกตามเคย

กระทั่งนาทีที่ 74 บาร์ซาก็มาบวกลูกสี่เพิ่มได้อีก จากจังหวะที่ เมสซี จ่ายบอลจากกลางสนามให้ อัลบ้า แปะต่อให้ ซัวเรซ หลุดกับดักล้ำหน้าไปยกบอลข้ามตัว นาบาส เข้าไปอย่างเหนือชั้น ช่วยให้ทีมเยือนบุกมานำห่างแบบหายห่วงถึง 4-0

ช่วงท้ายเกมนาทีที่ 84 สถานการณ์ของมาดริดยิ่งย่ำแย่เข้าไปอีก เมื่อต้องมาเหลือผู้เล่นแค่สิบคน หลัง อิสโก้ ไปเจตนาหวดใส่หัวเข่าของ เนย์มาร์ อย่างชัดเจน ทำให้ถูกผู้ตัดสินควักใบแดงไล่ออกจากสนามไปทันที

หลังจากนั้นไม่มีประตูเกิดขึ้นเพิ่มเติมอีก ทำให้สุดท้ายจบเกมเป็นบาร์เซโลนาที่บุกมาเอาชนะไปแบบขาดลอยถึง 4-0 เก็บเพิ่มเป็น 28 คะแนน แซงขึ้นไปรั้งจ่าฝูงเป็นที่เรียบร้อย ส่วนเรอัล มาดริดหล่นมาอยู่อันดับ 2 มี 25 แต้มเท่าเดิม