มุมมองฝรั่ง : เมื่อ จอห์น เดอร์เดน เขียนถึงเกมที่ยิ่งใหญ่ของเมืองทองฯ เหนือ บุรีรัมย์

หลังจากที่เกิดผลการแข่งขันครั้งประวัติศาสตร์ของทีมชาติไทยได้หนึ่งเดือน ก็ได้เกิดผลการแข่งขันที่ต้องจารึกบนหน้าประวัติศาสตร์ไทยลีกขึ้นในค่ำวันพุธที่ผ่านมา เมื่อในที่สุดบุรีรัมย์ ยูไนเต็ดก็แพ้ในลีกจนได้หลังจากรักษาสถิติยาวนานถึง 44 เกมติดต่อกัน ซึ่งต้องย้อนกลับไปเมื่อเดือนตุลาคม 2014 เลยทีเดียว

และซ้ำร้ายไปกว่านั้น ไม่เพียงแค่เป็นความปราชัยนัดหนึ่งของบุรีรัมย์, ไม่เพียงแค่เป็นความปราชัยคาบ้านของบุรีรัมย์ครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2012 แต่ยังเป็นการพ่าย 3-0 ต่อคู่ปรับอย่างเมืองทอง ยูไนเต็ด ในเกมที่เรียกได้ว่าเป็นเกมตัดสินซีซั่นเลยก็ว่าได้

แฟนๆในไอ-โมบายสเตเดี้ยม ถึงกับนั่งอึ้งจนพูดไม่ออก เมื่อขุนพล “ปราสาทสายฟ้า” ไม่สามารถรับมือกับความเฉียบคมและความกระหายของผู้มาเยือนได้อยู่ จนทำให้สถิติที่ไม่เคยแพ้ “กิเลนผยอง” ในลีกมาตลอด 12 ครั้งก่อนหน้าที่ชนะ 4 เสมอ 8 มีอันต้องยุติลง

โดยเมืองทองออกนำ 2-0 ตั้งแต่ 15 นาทีแรก เมื่อ คลีตัน ซิลวา หัวหอกชาวบราซิเลียนโหม่งให้อาคันตุกะออกนำหลังจากเริ่มเกมไปได้แค่ 9 นาที และจากนั้นไม่นาน อดิศักดิ์ ไกรษร ก็ยิงให้ทีมเยือนนำห่าง 2 ลูก ก่อนที่คลีตันจะมาบวกลูก 2 ของตัวเองเป็นประตูที่ 3 ของทีมตอน 8 นาทีสุดท้ายก่อนหมดครึ่งแรก แม้บุรีรัมย์จะพยายามกลับสู่เกมแต่ไม่สามารถทำได้เลย

ถือเป็นความปราชัยแบบยับเยินสำหรับบุรีรัมย์ที่คว้าแชมป์ลีกได้ถึง 4 จาก 5 ปีหลังสุด แต่เป็นความยินดีสำหรับเมืองทองที่ตกเป็นเบี้ยล่างของทีมจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือมาตลอดทั้งในสนามและการลุ้นแชมป์

นี่ถือเป็นการเพิ่มความสั่นคลอนให้กับเจ้าถิ่นอย่างช่วยไม่ได้ หลังจากที่ผลงานที่ดีในศึกเอเชียน แชมเปี้ยนส์ ลีก ปี 2013 และ 2015 พวกเขาก็หวังว่าทีมจะบินสูงในปีนี้ด้วยการผ่านเข้ารอบน็อคเอาท์เป็นปีที่ 2 ในประวัติศาสตร์สโมสร ซึ่งนั่นจะทำให้ “ปราสาทสายฟ้า” ขยับสถานะขึ้นไปเป็นมหาอำนาจลูกหนังเอเชีย หลังจากที่เป็นเต้ยในภูมิภาคแล้ว

อเล็กซานเดร กาม่า จะสามารถรวมใจลูกทีมให้กลับมาสู้อีกครั้งได้หรือไม่

แต่มันก็กลับกลายเป็นหายนะเมื่อ 5 เกมที่ผ่านมาพวกเขาพ่ายรวดในรอบแบ่งกลุ่มที่มีคู่แข่งร่วมสายที่ถือว่าแข็ง แต่ไม่ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้ที่จะผ่านเข้ารอบ พวกเขาออกสตาร์ทด้วยการแพ้ 6-0 ต่อเอฟซี โซล ในบ้านตัวเอง และมันก็ยังไม่ได้รับการปรับปรุงให้ดีขึ้น โดยเกมรับไม่เหมือนกับปี 2015 ที่มีระเบียบวินัยและจัดการกันอย่างดี ส่วนเกมรุกก็แทบจะไม่มีพิษสงเลย

พวกเขาใช้เวลาหลายปีกว่าจะก้าวขึ้นมาสู่ความท้าทายในระดับภูมิภาค, ระดับทวีป พวกเขาสมควรที่จะสู้กับยอดทีมจากเกาหลีใต้, ญี่ปุ่น และจีนได้อย่างสูสี แต่กลายเป็นว่าต้องไปนับหนึ่งใหม่อีกครั้ง

อย่างไรเสียพวกเขาก็ยังมีเกมลีกที่ยังไปได้ดีในบ้านตัวเอง แม้ทีมอื่นจะออกสตาร์ทได้ดีในช่วงต้นฤดูกาล แต่แชมป์เก่าก็มีแต้มห่างจากผู้นำไม่มากนักและพร้อมจะขึ้นไปแทนที่ได้ตลอดเวลาแม้ว่าจะแพ้ในนัดนี้ก็ตาม โดยบุรีรัมย์อยู่อันดับ 4 ตามหลังแบงค็อก ยูไนเต็ด แต่ 2 แต้ม และมีแต้มน้อยกว่าเมืองทองแค่คะแนนเดียว

แต่ก็ต้องดูว่าเกมนี้มีผลต่อสภาพจิตใจของพวกเขาแค่ไหน หลังจากตกรอบบอลสโมสรเอเชียและพ่ายคาบ้านแบบสุดช็อค ซึ่งกดดันตกไปอยู่กับโค้ชชาวบราซิเลียนอย่าง อเล็กซานเดร กาม่า ที่พาทีมคว้าแชมป์มานักต่อนัก และเป็นคนสร้างสถิติไร้พ่ายมากับมือ แต่ตอนนี้เขาต้องแสดงใหเห็นว่าจะสามารถรวมใจลูกทีมให้ฮึดสู้จากความล้มเหลวในเอเชียและความพ่ายแพ้ในบ้านได้หรือไม่ โชคดีที่สุดสัปดาห์นี้พวกเขาจะเจอกับทีมท้ายตารางอย่างบีบีซียู ซึ่งความคาดหวังคงเป็นอื่นไปไม่ได้นอกจาก 3 แต้ม

สตาร์ของเมืองทองบดบังรัศมีสตาร์บุรีรัมย์จนหมองในเกมนี้

นอกจากนี้ยังมีปัญหาอื่นเกิดขึ้นมาด้วยเช่นกัน เมื่อสตาร์ของบุรีรัมย์ไม่สามารถงัดฟอร์มเก่งออกมาได้เมื่อเทียบกับเมืองทอง จริงอยู่ที่พวกเขามีนักเตะทีมชาติอย่าง ธีราทร บุญมาทัน, นฤบดินทร์ วีรวัฒโนดม และ จักรพันธ์ แก้วพรม แต่กลับสร้างความครั่นคร้ามให้กับคู่ต่อสู้ได้ไม่มากเท่าที่ควร และยิ่งดาวซัลโวสูงสุดของสโมสรเป็น อันเดรส ตูเญซ ด้วยแล้ว ยิ่งเป็นตัวแสดงออกถึงปัญหาได้เป็นอย่างดี

ขณะที่เมืองทองนอกจากจะมี สารัช อยู่เย็น ที่มีอิทธิพลมากขึ้นในแผงมิดฟิลด์ (และแฟนๆคงหวังว่าการบาดเจ็บในช่วงท้ายเกมของเขาจะไม่หนักหนาสาหัสมากนัก), กวินทร์ ธรรมสัจจานันท์ นายทวารจอมหนึบ และ อดิศักดิ์ ไกรษร แล้วก็ยังมีคนอื่นๆอีก

ไม่ว่าจะเป็น ธีรศิลป์ แดงดา หัวหอกขวัญใจชาวไทย อีกทั้งยังมี ชนาธิป สรงกระสินธ์ ที่เป็นสุดยอดสตาร์ของอาเซียน เขาคือตัวจุดประกายของทางฝั่งทีมเยือนในเกมวันพุธ โดยใช้สเต็ปเท้าล่อหลอกแนวรับบุรีรัมย์จนปั่นป่วน ทั้งยังสร้างสรรค์โอกาสให้เพื่อนร่วมทีมอีกด้วย

ถึง “เมสซี่เจ” จะยังขาดความสม่ำเสมอและบ่อยครั้งมักจะตัดสินใจพลาด แต่เขาเพิ่งจะอายุแค่ 22 ปี และเป็นนักเตะที่สยบแฟนๆได้ด้วยปลายเท้า ซึ่งบุรีรัมย์ไม่มีนักเตะประเภทนี้

แม้จะไม่สามารถตัดสินอะไรทั้งหมดจากเกมเพียงแค่เกมเดียว แต่ผลการแข่งขันที่เกิดขึ้นหลังจากที่รักษาสถิติไร้พ่ายมา 44 นัดติดต่อกันก็น่าจะมีผลในระดับหนึ่ง ซึ่งต้องรอดูต่อไปในอนาคต

นั่นทำให้เกิดคำถามต่างๆขึ้นมามากมายว่าจะมีผลต่อความมั่นใจของทั้ง 2 ทีมหรือไม่? แล้วทีมอื่นๆจะก้าเปิดเกมรุกแลกกับบุรีรัมย์มากขึ้นหลังจากเสียสถิติไร้พ่ายหรือเปล่า? เมืองทองจะกลับมาคว้าแชมป์ลีกได้เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2012 ได้หรือไม่ หลังจากที่มีความมั่นใจจากชัยชนะนัดแรกต่อบุรีรัมย์ในลีก? ส่วนแชมป์เก่าจะฮึดขึ้นมาหรือแย่ลงไปอีกหลังจบเกมนี้?

ซึ่งเวลาเท่านั้นที่จะเป็นคนบอก แต่อย่างน้อยไทยลีกก็น่าสนใจขึ้นมาอีกนิดนึงล่ะนะ