พาเลซ 2 - 1 วัตฟอร์ด : ปราสาทเรือนแก้วทะลุชิงผีรีแมตช์ปี '90

ดิ อีเกิ้ลส์ จะได้โอกาสกับปีศาจแดงในรอบชิงชนะเลิศเอฟเอคัพเป็นครั้งแรกในรอบ 26 ปี หลังโชว์ทีเด็ดดับทัพแตนอาละวา่ดในรอบตัดเชือกได้สำเร็จ

ศึกเอฟเอคัพ 2016 รอบรองชนะเลิศ ที่สนามเวมบลีย์ เป็นการพบกันระหว่าง คริสตัล พาเลซ ทีมอันดับ 16 จากพรีเมียร์ลีก อดีตรองแชมป์เมื่อปี 1990 กับ วัตฟอร์ด ทีมอันดับ 12 ของพรีเมียร์ลีก อดีตรองแชมป์ปี 1984

อลัน พาร์ดิว กุนซือดิ อีเกิ้ลส์ ซึ่งเป็นอดีตนักเตะชุดรองแชมป์เมื่อ 26 ปีก่อนด้วย ไม่มีปัญหาอะไรให้กวนใจ จัดทัพได้แบบเต็มสู โดยวาง คอนเนอร์ วิคแฮม ที่ฟอร์มกำลังเข้าฝักยืนเป็นหน้าเป้า คอยทำเกมรุกร่วมกับ วิลเฟรด ซาฮา, ยานนิค โบลาชี และ เจสัน พันเชียน

ด้านทัพแตนอาละวาดของ กิเก้ ซานเชซ ที่ได้มาสัมผัสบรรยากาศในเมกกะลูกหนังแห่งเมืองผู้ดีเป็นครั้งแรกในอาชีพกุนซือ เลือกใช้ คอสเทล พันติลิมอน ลงเฝ้าเสาเป็นตัวจริงเหมือนที่ผ่านมาทุกรอบ (ยกเว้นรอบ 3) ส่วนแนวรุกเป็นหน้าคู่ตัวเก่งอย่าง ทรอย ดีนี และ โอเดี้ยน อิกาโล

เริ่มเกมได้เพียงแค่ 6 นาทีเท่านั้น เป็นพาเลซที่สามารถพังประตูขึ้นนำได้อย่างรวดเร็ว จากลูกเตะมุมฝั่งซ้ายที่ โยอัน กาบาย เปิดยัดไปเสาแรกให้ ดาเมียน เดลานีย์ โหม่งเช็ดไปเสาสองต่อให้ โบลาซี เทกตัวโขกจ่อๆเข้าไป ส่งให้ปราสาทเรือนแก้วออกนำ 1-0

หลังจากโดนนำ วัตฟอร์ดก็เริ่มตั้งเกมบุกได้บ้าง แต่กลับต้องได้รับข่าวร้าย เมื่อกองกลางตัวสำคัญอย่าง เอเตียน กาปู บาดเจ็บที่หัวเข่าจากการปะทะกับ โบลาซี จนไม่สามารถฝืนเล่นต่อไปได้ไหว ทำให้ต้องเปลี่ยนเอา มาริโอ ซัวเรซ ลงเล่นแทน ในนาทีที่ 32 ก่อนจบครึ่งแรกเป็นทีมจากลอนดอนที่นำอยู่ 1-0

เข้าสู่ครึ่งหลังทัพแตนอาละวาดที่สกอร์เป็นรอง พยายามทำเกมรุกบุกเข้าใส่เพื่อหวังตีเสมอให้ได้เร็วที่สุด จนกระทั่งนาทีที่ 55 ก็มาประสบผลสำเร็จ จากลูกเตะมุมฝั่งซ้ายที่ โฆเซ มานูเอล ฆูราโด้ เปิดให้ ดีนี เบียดเอาชนะ สก็อตต์ แดนน์ ก่อนจะเทกตัวโขกเข้าไปอย่างเด็ดขาด ช่วยให้อดีตรองแชมป์ปี 1984 ไล่เจ๊าเป็น 1-1

หลังจากตีเสมอได้ เกมก็เหมือนจะเข้าทางวัตฟอร์ด แต่แล้วในนาทีที่ 61 กลับเป็นพาเลซที่ฉวยโอกาสพังประตูขึ้นนำได้อีกครั้ง จากจังหวะที่ ปาเป้ ซูอาเร โยนบอลจากริมเส้นฝั่งซ้ายให้ วิคแฮม เทกตัวโหม่งกดลูกลงพื้นเล่นทางเข้าไปอย่างเฉียบขาด ส่งให้ดิ อีเกิ้ลส์กุมความได้เปรียบอีกหนนำ 2-1

หลังจากนั้นแม้ว่าวัตฟอร์ดจะพยายามบุกแล้วบุกเล่าเพื่หวังตีเสมอให้ได้อีกครั้ง แต่กลับต้องเจอพลังมหาอุตม์ของปราสาทเรือนแก้วที่ตั้งรับอย่างเหนียวแน่นจนไม่มีช่องเจาะเลย ทำให้สุดท้ายจบเกมเป็นคริสตัล พาเลซที่เฉือนชนะไปหวุดหวิด 2-1 ผ่านเข้าไปชิงชนะเลิศกับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด วันที่ 21 พฤษภาคม ที่เวมบลีย์เหมือนเดิม และถือเป็นกลับมาพบกันรอบชิงดำนี้อีกครั้งนับตั้งแต่ปี 1990 อีกด้วย