พลิกไปพลิกมา!! ค้อนแม่นโทษกว่าเชือดท็อฟฟี่สิบคน 9-8 (2-2) ลิ่วชนบริสตอลฯ

สนุกสุดมันส์จริงๆ สำหรับเอฟเอ คัพ รอบสามนัดรีเพลย์ โดยขุนค้อนเป็นฝ่ายดวลจุดโทษชนะไป 9-8 ผ่านเข้าสู่รอบ 4 ไปเจอ บริสตอล ซิติ้

แซม อัลลาไดซ์ นายใหญ่เจ้าถิ่น เปลี่ยนแปลงผู้เล่นจากเกมลีกเมื่อสุดสัปดาห์ที่เสมอกับ สวอนซี 1-1 เพียงตำแหน่งเดียว โดยไม่ใส่ชื่อของ วินสตัน รีด ด้วยเหุตผลทางเทคนิค แล้วจัดการส่ง แม็ธธิว จาร์วิส ลงสนามแทน โดยจะมาประสานงานในแดนหน้าร่วมกับ เอ็นเนอร์ วาเลนเซีย และ แอนดี้ แคร์โรลล์

ด้านผู้มาเยือนของกุนซือ โรแบร์โต้ มาร์ติเนซ ที่ไม่ชนะใครมา 6 นัดติดต่อกัน เกมนี้ยังยึดผู้เล่นชุดเดิมจากเกมลีกที่ยันเสมอกับ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ 1-1 นำทัพโดย โจเอล โรเบลส (ผู้รักษาประตู), ฟิล จากีลก้า (กัปตันทีม), เลห์ตัน เบนส์, แกเร็ธ แบร์รี, สตีเวน เนย์สมิธ, รอสส์ บาร์คลีย์ และหน้าเป้าเป็น โรเมลู ลูกากู

ช่วงต้นเกมเป็นฝั่งทีมเยือนอย่างเอฟเวอร์ตันที่ครองบอลบุกได้มากกว่า แต่นาทีที่ 12 กลับเป็นเจ้าถิ่นที่ได้โอกาสลุ้นประตูก่อน จากความผิดพลาดของ จอห์น สโตนส์ กองหลังดาวรุ่งชาวอังกฤษที่พยายามเลี้ยงบอลหน้ากรอบเขตโทษ จนถูก เอ็นเนอร์ วาเลนเซีย ฉกเข้าไปยิงแฉลบตัว โจเอล โรเบลส นายด่านท็อฟฟี่ และเป็น แอนดี้ แคร์โรลล์ โขกซ้ำดาบสองจากระยะเผาขน บอลชนเสาแรก ก่อนเป็นผู้เล่นเอฟเวอร์ตันที่รีบมาเคลียร์สกัดออกไปได้อย่างทันท่วงที

ท้ายเกมนาทีที่ 43 เอฟเวอร์ตันน่าได้ประตูขึ้นนำจริงๆ จากลูกที่ โรเมลู ลูกากู โยนเปลี่ยนแกนไปทางซ้ายบริเวณหน้ากรอบเขตโทษให้ สตีเวน เนย์สมิธ จับแต่งบอลหนึ่งจังหวะ ก่อนไหลเข้ากลางให้ ไอเด้น แม็คเกียดี้ จิ้มด้วยซ้ายบอลถากเสาแรกออกหลังไปอย่างน่าเสียดาย จบ 45 นาทีแรกทั้งคู่ยังทำอะไรกันไม่ได้เสมอกันอยู่ที่สกอร์ 0-0 (ผลสองนัด 1-1)

เริ่มครึ่งหลังมาได้เพียง 6 นาที แฟนบอลขุนค้อนก็ได้ส่งเสียงเฮกันลั่นโบลีน กราวนด์ หลังทีมรักได้ประตูขึ้นนำ จากลูกที่ แอนดี้ แคร์โรลล์ ไหลบอลให้ เอ็นเนอร์ วาเลนเซีย กระชากหนีแนวรับเจ้าถิ่นเข้าไปในเขตโทษฝั่งขวา ก่อนตวัดหักข้อสวนตัว โจเอล โรเบลส เข้าไปตุงตาข่าย ช่วยให้เวสต์แฮมขึ้นนำ 1-0

นาทีที่ 56 สถานการณ์ของทีมเยือนต้องแย่ลงไปอีก ภายหลังเหลือผู้เล่นเพียง 10 คน จากจังหวะที่ ไอเด้น แม็คเกียดี้ ไปเสียบแบบยกเท้าสูงใส่ มาร์ค โนเบิ้ล ทำให้ผู้ตัดสินไม่มีทางเลือกควักใบเหลืองให้กับ แม็คเกียดี้ ทันที และเป็น "ใบเหลืองแดง" ถูกไล่ออกจากสนามไป

หลังจากได้เปรียบเรื่องจำนวนตัวผู้เล่น เวสต์แฮมก็เดินหน้าบุกเต็มกำลังหวังทำประตูปิดกล่อง แต่ก็รังสรรค์โอกาสจบสกอร์ที่เป็นชิ้นเป็นอันไม่ได้ ยิงนกตกปลาเสียเป็นส่วนใหญ่

นาทีที่ 77 เอฟเวอร์ตันเกือบได้ประตูตีเสมอ จากจังหวะที่ โรเมลู ลูกากู หลุดเดี่ยวเข้าไปในเขตโทษฝั่งซ้าย ก่อนปาดเลียดเข้ากลางให้ เควิน มิราลลาส ตัวสำรองแปโล่งๆระยะไม่ถึง 5 หลาไปติดบล็อคของ เจมส์ ทอมกินส์

นาทีที่ 82 โบลีน กราวนด์ เงียบกริบเป็นป่าช้า เมื่อทีมเยือนที่เหลือผู้เล่นเพียง 10 คนยิงประตูตีเสมอได้สำเร็จ จากจังหวะลูกฟรีคิกทางกราบซ้าย และเป็น เควิน มิราลลาส รับหน้าที่ปั่นด้วยขวาเต็มข้อ ส่งบอลโค้งเสียบเสาแรกเข้าประตูไปอย่างเฉียบขาด เอฟเวอร์ตันตามตีเสมอเป็น 1-1

ช่วงท้ายเกมเจ้าบ้านกดดันอย่างหนักหวังเอาประตูชัยให้ได้ และก็เกือบทำสำเร็จ จากลูกที่ แอนดี้ แคร์โรลล์ ยิงจังหวะแรกไปติดบล็อคกองหลังแล้ว เควิน โนแลน เก็บตกได้ก่อนสับด้วยซ้ายบอลพุ่งจะเสียบตาข่ายอยู่แล้ว ทว่าโจเอล โรเบลส โชว์ซูเปอร์เซฟช่วยเอฟเวอร์ตันไม่เสียประตู ก่อนไปลุ้นกันต่อในช่วงต่อเวลาพิเศษ

ช่วงต่อเวลาพิเศษครึ่งแรก นาทีที่ 97 กลายเป็นฝั่งทีมเยือนเอฟเวอร์ตันที่มาได้ประตูพลิกขึ้นนำ จากจังหวะที่ เควิน มิราลลาส โชว์สเต็ปพริ้วป่วนกองหลังเจ้าถิ่นในเขตโทษฝั่งซ้าย ก่อนปาดเลียดถวายพานเข้ากลางให้ โรเมลู ลูกากู ชาร์จจ่อๆเข้าไปตุงตาข่าย เอฟเวอร์ตันพลิกขึ้นนำเป็น 2-1

ครึ่งหลัง เจ้าบ้านไม่ยอมตายง่ายๆ เมื่อมาได้ประตูตีเสมอในนาทีที่ 113 จากจังหวะที่ เจมส์ ทอมกินส์ โขกชงมาหน้าปากประตูให้ คาร์ลตัน โคล ตัวสำรองที่เพิ่งลงมาแหย่สะกิดด้วยขวาง่ายๆเข้าไปไม่เหลือ เวสต์แฮมตามตีเสมอแบบสุดมันส์ 2-2 ช่วงเวลาที่เหลือทั้งคู่ทำประตูกันเพิ่มไม่ได้ก่อนต้องไปดวลกันในจุดโทษ

และเป็นเวสต์แฮมที่แม่นเป้ามากกว่าหลังยิงเข้าไปได้ทั้งหมด 9 จาก 10 คน ในขณะที่เอฟเวอร์ตันพลาดไปในสองคน ทำให้ เวสต์แฮม ยูไนเต็ด เอาชนะจุดโทษ เอฟเวอร์ตัน ไป 9-8 ผ่านเข้าสู่รอบ 4 ศึกเอฟเอ คัพ อังกฤษ โดยจะไปพบกับ บริสตอล ซิติ้

Topics