ราชันโกงตายพลิกแซงตราหมีต่อเวลา 4-1 ซิวแชมป์ยุโรปสมัย 10

หลังจากที่ต้องรอคอยมานานถึง 12 ปี เรอัล มาดริดก็มาคว้าแชมป์ยุโรปสมัยที่ 10 ได้สำเร็จหลังมาได้สามประตูในช่วงต่อเวลาพิเศษจากแกเร็ธ เบล,มาร์เซโลและโรนัลโด้

คาร์โล อันเชล็อตติ ตัดสินใจดร็อปเปเป้ที่ไม่สมบูรณ์เป็นตัวสำรองพร้อมให้โอกาสราฟาเอล วารานลงมาคุมแนวรับร่วมกับเซร์คิโอ รามอส ส่วนแนวรุกถือว่าเต็มรูปแบบทั้งคริสเตียโน โรนัลโด้, แกเร็ธ เบล, อังเคล ดิ มาเรียและคาริม เบนเซมา ในขณะที่ซามิ เคดิราก็ได้ลงมาเล่นซาบี้ อลอนโซที่ติดโทษแบนจนลงไม่ได้

ด้านดีเอโก้ ซิเมโอเน่ ได้รับข่าวดีหลังดีเอโก้ คอสต้า ฟิตกลับมาจับคู่ในแดนหน้ากับดาบิด บียาได้ทันเวลาพอดี แต่ข่าวร้ายคือพวกเขาจะไม่มีอาร์ด้า ตูรานที่หายไม่ทันทำให้แดนกลางเป็นกาบี้, ติอาโก้ เมนเดส, โกเก้และราอูล การ์เซียที่ผนึกกำลังร่วมกัน

ช่วงต้นเกมทั้งคู่ยังทำเกมได้สูสีกันแต่แอต.มาดริดก็ได้รับข่าวร้ายตั้งแต่นาทีที่ 9 หลังดีเอโก้ คอสต้าเล่นต่อไม่ไหวทำให้ดีเอโก้ ซิเมโอเน่ต้องส่งอาเดรียน โลเปซลงมาเล่นแทน

พอดีเอโก้ คอสต้าถูกเปลี่ยนออกไปเรอัล มาดริดก็เดินหน้าบุกมากขึ้นและมาได้ลุ้นแบบจะๆครั้งแรกในนาทีที่ 23 จากลูกฟรีคิกที่โมดริชหลอกยิงแต่กูร์ตัวส์ยังไม่เผลอถอยมารับได้ทัน

นาทีที่ 31 ราชันชุดขาวพลาดโอกาสขึ้นนำแบบไม่น่าเชื่อจากจังหวะที่ติอาโก้ เมนเดสพลาดและเป็นเบลที่ตัดบอลได้ก่อนลากไปยิงแบบเดี่ยวๆแต่บอลปลิ้นหลุดออกไป

แต่แล้วนาทีที่ 36 กลายเป็นทีมตราหมีที่ได้ประตูออกนำแบบไม่น่าเชื่อจากจังหวะที่กาซิยาสออกมาตัดบอลพลาดและเป็นโกดินที่โหม่งสวนเข้าไปทำให้ตราหมีออกนำเป็น 1-0

ช่วงท้ายครึ่งแรกเรอัล มาดริดดูช็อตไปดื้อๆ และไม่สามารถสร้างเกมบุกเพิ่มได้ก่อนที่จะหมด 45 นาทีแรกเป็นแอตเลติโก มาดริดที่นำอยู่ 1-0 จากลูกโหม่งของดีเอโก้ โกดิน

เริ่มครึ่งหลังมาเรอัล มาดริดเร่งเครื่องบุกเข้าใส่อย่างหนักเพื่อหวังจะตีเสมอให้ได้โดยเร็วและนาทีที่ 54 พวกเขาก็เกือบมาได้ประตูตีเสมอจากลูกฟรีคิกของโรนัลโด้ที่ยิงไปแฉลบกำแพงแต่กูร์ตัวส์ยังผวาปัดออกหลังไว้ได้ทัน

และพอยิงประตูตีเสมอไม่ได้สักทีคาร์เล็ตโต้ก็ตัดสินใจแก้เกมด้วยการส่งอิสโก้และมาร์เซโลลงไปเล่นแทนฟาบิโอ โคเอนเทราและซามิ เคดิราในนาทีที่ 59

สามนาทีต่อมาเรอัล มาดริดมาได้ลุ้นต่อเนื่องจากจังหวะที่รามอสเติมขึ้นมาทำชิ่งกับดิ มาเรียก่อนเปิดให้โรนัลโด้ได้โฉบมาโขกแต่บอลยังถากเสาสองออกไป

ราชันชุดขาวยังคงไม่ยอมแพ้ง่ายๆและมาได้อีกครั้งในนาทีที่ 73 จากจังหวะที่โรนัลโด้แปะให้เบลได้จิ้มด้วยซ้ายแต่บอลยังหลุดเสาออกไปอีกครั้ง

คาร์เล็ตโต้ตัดสินใจเปลี่ยนไพ่ใบสุดท้ายด้วยการส่งอัลบาโร โมราต้าลงมาเล่นแทนคาริม เบนเซมาในนาทีที่ 79

และทางฝั่งของดีเอโก้ ซิเมโอเน่ก็ขยับบ้างหลังส่งโทบี้ อัลเดอร์ไวเรลด์ลงไปเล่นแทนเฟลิเป้ ลุยซ์ที่มีอาการบาดเจ็บในนาทีที่ 83

ช่วงเวลาที่เหลือเรอัล มาดริดเดินหน้าบุกใส่อย่างหนักเพื่อหวังจะตีเสมอให้ได้และก็มาทำได้สำเร็จจากลูกเตะมุมในช่วงทดเวลาบาดเจ็บนาทีสุดท้ายและเป็นโมดริชที่เปิดเข้ามาให้รามอสโขกเข้าไปทำให้ราชันชุดขาวไล่มาเป็น 1-1 ทำให้ต้องต่อเวลาพิเศษออกไปอีก 30 นาที

ช่วงต่อเวลาพิเศษเป็นเรอัล มาดริดที่บุกอย่างหนักเพื่อหวังจะทำประตูพลิกขึ้นนำให้ได้และก็มาทำได้สำเร็จจากจังหวะที่ดิ มาเรีย ลุยขึ้นมาและแหวกกองหลังของตราหมีก่อนยิงไปติดกูร์ตัวส์มาเข้าหัวเบลโขกเข้าไปทำให้ราชันชุดขาวพลิกขึ้นนำเป็น 2-1 ในนาทีที่ 110

ช่วงเวลาที่เหลือตราหมีพยายามบุกอย่างหนักเพื่อหวังจะทวงประตูคืนแต่ก็ทำได้ไม่สำเร็จและเป็นเรอัล มาดริดที่มาได้ประตูเพิ่มจากจังหวะที่มาร์เซโลยิงไกลด้วยซ้ายกูร์ตัวส์ปัดไม่ออกบอลพุ่งไปชนตาข่ายเข้าไปทำให้ ราชันชุดขาวนำห่างไปเป็น 3-1

และยังไม่หมดแค่นั้นหลังนาทีสุดท้ายราชันชุดขาวมาได้จุดโทษและเป็นคริสเตียโน โรนัลโด้ที่รับหน้าที่สังหารเข้าไปช่วยให้เรอัล มาดริด เอาชนะแอตเลติโก มาดริดในช่วงต่อเวลาพิเศษไป 4-1 พร้อมกับคว้าแชมป์ยุโรปสมัยที่ 10 ไปครองได้สำเร็จ

Topics