ราชมังฯแตก! ช้างศึกขยี้ปินส์ 3-0 ทะลุชิงซูซูกิ 2 ครั้งติด

ท่ามกลางแฟนบอลที่แน่นขนัดทัพช้างศึกก็ไม่ทำให้ผิดหวังหลังขยี้ฟิลิปปินส์คาราชมังฯ 3-0 ผ่านเข้าไปลุ้นแชมป์รายการนี้ในรอบ 12 ปีได้เป็นครั้งที่ 2 ติดต่อกัน

ที่สนามราชมังคลากีฬาสถาน เวลา 19.00 น. ศึกเอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ 2014 รอบรองชนะเลิศ นัดที่สอง ระหว่างรองแชมป์เก่า ทีมชาติไทย ปะทะกับ ทีมชาติฟิลิปปินส์ ซึ่งเลกแรกเสมอกันมา 0-0

ทัพช้างศึกจัดการแก้ปัญหาการขาดสองกองหน้าคนสำคัญด้วยการวาง ชนาธิป สรงกระสินธิ์ เป็นหัวหอกตัวเป้าพร้อมขนาบข้างด้วย เกริกฤทธิ์ ทวีกาญจน์ และ มงคล ทศไกร โดยมี ประกิต พีพร้อม และ ชาริล ชัปปุยส์ ทำเกมสนับสนุน

ขณะที่อัซกาลส์ยึดผู้เล่นจากเกมที่แล้วเป็นหลักนำโดย มิซ๊าก บาฮาโดรัน และ ฟิล ยังฮัสแบนด์

เริ่มเกมท่ามกลางแฟนบอลไทยที่เข้ามาเชียร์กันแน่นขนัดเพียงแค่ 2 นาทีทัพช้างศึกได้ทักทายก่อนจากจังหวะที่ ประกิต ดีพร้อม ได้ซัดฟรีคิกหน้ากรอบเขตโทษแต่ไม่ตรงกรอบ

แต่เพียงนาทีที่ 6 สนามราชมังฯ ก็แทบแตกเมื่อทัพช้างศึกมาได้ประตูออกนำอย่างรวดเร็วจากจังหวะที่ เกริกฤทธิ์ ทวีกาญจน์ โยนเข้าเขตโทษก่อนนฤบดินทร์ วีรวัฒโนดมขึ้นโขกบอลย้อนเปลี่ยนทาง ไหลมาถึง ชนาธิป สรงกระสินธิ์ บรรจงซัดด้วยซ้ายเสียบเสาสองเข้าไปอย่างเด็ดขาด

นาทีที่ 9 ยังเป็นช้างศึกที่โหมบุกเข้าใส่ต่อเนื่องและหวิดได้ประตูที่สองจากจังหวะที่ ชนาธิป สรงกระสินธิ์ แทงให้ มงคล ทศไกร หลุดไปยิดเซฟ แพทริค เดย์โต

จากนั้นนาทีที่ 15 เป็นฟิลิปปินส์ที่ได้โอกาสลุ้นประตูบ้างแต่ก็ไม่ใกล้เคียงจากจังหวะที่บอลหลุดมาถึง บาฮาโดรัน ฝั่งซ้ายก่อนซัดเต็มแรงข้ามคานไปไกล

นาทีที่ 21 เป็น ไดสุเกะ ซาโตะ แบ็คซ้ายของทีมชาติฟิลิปปินส์ที่ได้รับใบเหลืองแรกของเกมจากจังหวะที่ไปเจตนาตัดฟาวล์ใส่ มงคล ทศไกร เช่นเดียวกับ ประกิต ดีพร้อม ที๋โดนใบเหลืองเป็นคนแรกของไทยในนาทีที่ 26 

ถัดมานาทีที่ 30 ทัพช้างศึกมาได้ลุ้นอีกครั้งเมื่อ ชาริล ชัปปุยส์ เปิดฟรีคิกเข้ากรอบเขตโทษก่อนหลุดมาถึง ชนาธิป สรงกระสินธิ์ แต่งหนึ่งจังหวะแล้วซัดด้วยขวาข้ามคาน

จากนั้นฟิลิปปินส์ถอด ไดสุเกะ ซาโตที่มีเหลืองติดตัว ออกแล้วส่ง แพทริค ไรเชลส์ ลงเล่นแทน

นาทีที่ 33 มาร์ติน สตูเบิ้ล รับใบเหลืองเป็นคนที่สองฟิลิปปินส์จากการเข้าหนักใส่ มงคล ทศไกร

นาทีที่ 37 นฤบดินทร์ วีรวัฒโนดรม จะเติมมาสุดเส้นหลังก่อนผ่านมาถึง พีระพัฒน์ โน้ตชัยยา วิ่งมาตะบันด้วยซ้าย เดย์โตโดดปัดปลายมือ บอลข้ามคานอย่างหวุดหวิดชนิดแฟนไทยฮือกันทั้งสนาม

ท้ายครึ่งแรกนาทีที่ 43 ทัพช้างศึกหวิดได้ประตูที่สองอย่างเหลือเชื่อเมื่อ สารัช อยู่เย็น ตักบอลข้ามไลน์แนวรับให้ ประกิต ดีพร้อม หลุดเข้าเขตโทษก่อนตัดสินใจจ่ายให้ ชาริล ชัปปุยส์ เข้าชาร์จแต่บอลแรงสุดปลายเท้า ชัปปุยส์เข้าไม่ถึง จึงทำให้จบ 45 นาทีทีมชาติไทยมีสกอร์ออกนำเพียง 1-0

กลับสู่ครึ่งหลังฟิลิปปินส์มาดุ และนาทีที่ 51 สบโอกาสลุ้นพังประตูก่อนเลยจากจังหวะที่ มาร์ติน สตูเบิ้ล ซัดไกลด้วยซ้ายถูก กวินทร์ ธรรมสัจจานันท์ ปัดทิ้งออกหลัง

แต่ถัดมา 2 นาทีช้างศึกก็มาพลาดได้ประตูทิ้งห่างอย่างน่าเสียดายจากจังหวะที่ ชนาธิป สรงกระสินธิ์ ได้ยิงบนเส้น 18 หลาแต่ก็ยังไม่ผ่านมือ แพทริค เดย์โต ที่ล้มตัวปิดทิ้งหวุดหวิด

กระทั่งนาทีที่ 57 ทัพช้างศึกก็สร้างความสุขให้แฟนบอลไทยได้อีกครั้งจากจังหวะที่ ประกิต ดีพร้อม ยกบอลให้ เกริกฤทธิ์ ทวีกาญจน์ เบียดกองหลังอัซกาลส์เข้าไปยิงผ่านมือ แพทริค เดย์โต ให้ทีมทิ้งห่างเป็น 2-0

และนาทีที่ 63 ร็อบ เกียร์ เซนเตอร์ฮาร์ฟทีมชาติฟิลิปปินส์ก็มาถูกใบเหลืองอีกคนในเกมนี้ก่อนจะถอด ซิมาโน โรตา ออกแล้วส่ง มาร์ค ฮาร์ทแมน ลงเล่นแทน เช่นเดียวกับช้างศึกที่ถอด มงคล ทศไกร ออกและส่ง ศราวุฒิ มาสุข ลงเล่นแทน

จากนั้นเข้าสู่ท้ายเกมนาทีที่ 81 สถานการณ์ฟิลิปปินส์ก็ย่ำแย่ลงไปอีกเมื่อมาเหลือผู้ 10 คนจากการที่ มาร์ติน สตูเบิ้ล โดนเหลืองที่สองไล่ออก จากการพุ่งโหม่งทั้งตัวจนชนนักเตะลงไปกองที่พื้น 

ท้ายเกมช้างศึกจะส่ง อดุลย์ หละโสะ ลงเล่นแทน ประกิต ดีพร้อม ก่อนที่นาทีที่ 86 เกริกฤทธิ์ ทวีกาญจน์ จะมาซัดประตูที่สองของตัวเองและช่วยให้ทีมชาติไทยถล่มฟิลิปปินส์ราบคาบ 3-0 ผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศเป็นทีมแรก โดยจะรอพบคู่ระหว่าง เวียดนาม พบ มาเลเซีย ซึ่งจะทำการแข่งขันวันพรุ่งนี้ // // //