สดุดีมิลเนอร์!! ซัดเบิ้ลพาเรือแล่นชนนกเค้าแมวท้ายเกม 2-1 ลิ่วรอบ 4 เอฟเอฯ

แข้งสารพัดประโยชน์ชาวอังกฤษกลายเป็นฮีโร่ให้ทัพเรือใบสีฟ้า หลังเหมาสองประตูพาทีมพลิกแซงเชฟฟิลด์ เวนสเดย์ หืดจับ พร้อมตีตั๋วสู่รอบ 4 ศึกเอฟเอคัพเรียบร้อยแล้ว

มานูเอล เปเยกรินี เฮ้ดโค้ชเจ้าถิ่น ยังคงใช้ผู้เล่นแกนหลักลงสนามเสียเป็นส่วนใหญ่และมีแข้งสำรองลงผสมประปราย นำทัพโดย วิลลี กาบาเยโร่ (ผู้รักษาประตู), เดดริค โบยาต้า, ยาย่า ตูเร่ (กัปตันทีม), เจมส์ มิลเนอร์, แฟรงก์ แลมพาร์ด, เฆซุส นาบาส และหน้าเป้าเป็น สเตฟาน โยเวติช

ด้าน สจ๊วร์ต เกรย์ นายใหญ่ เชฟฯเวนสฯ หวังสร้างเซอร์ไพร์สบุกเก็บชัยในแมตซ์นี้ให้ได้ แม้จะโดน ซิตี้ เขี่ยตกรอบลีกคัพด้วยสกอร์ถล่มทลาย 7-0 ก็ตาม สำหรับเกมนี้เลือกใช้ คริส เคิร์กแลนด์ ผู้รักษาประตูวัยเก๋าลงเฝ้าเสาแทน คีเรน เวสต์วูด นอกนั้นเป็นแข้งขาประจำ นำโดย เกล็นน์ ลูเวนส์ (กัปตันทีม), โชเซ เซเมโด้, จัคเกส แม็กโฮมา และ อัตเด นูฮิอู ดาวยิงตัวเก่งชาวเซิร์บ

เปิดฉากมาได้เพียง 7 นาที เจ้าถิ่นอย่างซิตี้ก็ได้โอกาสทักทายก่อนเลย จากจังหวะเตะมุมทางฝั่งซ้ายที่ อเล็กซานเดอร์ โคลารอฟ เปิดโค้งเข้าไปในเขตโทษ และเป็นกองหลังเชฟฟิลด์ เวนสฯ ที่เคลียร์ไม่ขาดเข้าทาง เฆซุส นาบาส วิ่งมาตะบันด้วยขวาเต็มข้อเหินข้ามคานออกไป

แต่แล้วนาทีที่ 14 เอติฮัด สเตเดี้ยมก็ต้องเงียบกริบเป็นป่าช้า หลังทีมเบือนบุกมานำอย่างเหลือเชื่อ จากจังหวะสวนกลับเร็ว และเป็น สตีวี เมย์ พาบอลเข้าไปในเขตโทษฝั่งขวาก่อนล้มตัวจ่ายเข้ากลางให้ อัตเด นูฮิอู ตั้งเท้าแปด้วยขวาโล่งๆ ส่งบอลผ่านมือ วิลลี กาบาเยโร่ เข้าไปตุงตาข่าย เชฟฟิลด์ เวนสฯขึ้นนำ 1-0

หลังจากเสียประตูไปทำให้ซิตี้ดาหน้าบุกเต็มกำลัง และในนาทีที่ 26 พวกเขาก็เกือบได้ประตูตีเสมอ จากจังหวะที่ สเตฟาน โยเวติช โชว์ความสามารถเฉพาะตัวทะลุทะลวงผู้เล่นทีมเยือนจากกลางสนามเข้ามาหน้ากรอบเขตโทษ ก่อนไหลถวายพานให้ แฟรงก์ แลมพาร์ด ตั้งป้อมยิงหักข้อด้วยขวาจากระยะประมาณ 22 หลา บอลเฉี่ยวเสาแรกออกหลังไปอย่างน่าเสียดาย

ช่วงเวลาที่เหลือแม้เจ้าถิ่นจะเป็นฝ่ายครองบอลได้มากกว่า แต่ไม่สามารถหาจังหวะจบสกอร์แบบจะๆได้เลย ทำให้จบ 45 นาทีแรกทีมรองบ่อนอย่าง เชฟฟิลด์ เวนสเดย์ บุกมานำแบบพลิกความคาดหมาย 1-0

เข้าสู่ครึ่งหลังยังเป็น ซิตี้ ที่พับสนามบุกอยู่ข้างเดียว แต่ก็ยังทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันไม่ได้ ทำให้นาทีที่ 61 เปเยกรินี แก้เกมทันที โดยส่งสองนักเตะจอมเทคนิคอย่าง ดาบิด ซิลบา กับ ซามิร์ นาสรี ลงสนามแทน แฟรงก์ แลมพาร์ด และ สเตฟาน โยเวติช

ถัดมาเพียง 4 นาที สองแข้งสำรองก็มาแผลงฤทธิได้เลยทันที จากจังหวะที่ ซามิร์ นาสรี จ่ายบอลให้ ดาบิด ซิลบา เคาะชิ่งเร็วให้ เจมส์ มิลเนอร์ หลุดเดี่ยวเข้าไปในเขตโทษฝั่งซ้าย ก่อนตะบันเลียดลอดขา คริส เคิร์กแลนด์ เข้าไปตุงตาข่าย ช่วยให้ซิตี้ตามตีเสมอเป็น 1-1

หลังจากนั้นก็ยังเป็นซิตี้ที่บุกอยู่ข้างเดียว แต่ไม่สามารถพาบอลเจาะผ่านแนวรับทีมเยือนเข้าไปทำประตูขึ้นนำได้เลย

เกมทำท่าจะจบลงด้วยการเสมอกันอยู่แล้ว ทว่านาทีแรกของช่วงทดเจ็บ แฟนบอลเจ้าถิ่นก็ได้ส่งเสียงเฮกันลั่นสนาม จากจังหวะที่ เฆซุส นาบาส ปาดเลียดจากกราบขวาเข้ามาในเขตโทษให้ ดาบิด ซิลบา ยิงผ่าน คริส เคิร์กแลนด์ ก่อนเป็น เจมส์ มิลเนอร์ ที่ตามมาแหย่ระยะเผาขนเปลี่ยนทางเข้าประตูอีกที ซิตี้พลิกขึ้นนำเป็น 2-1

จบเกม แมนเชสเตอร์ ซิตี้ เปิดบ้านเฉือนชนะ เชฟฟิลด์ เวนสเดย์ ไป 2-1 ผ่านเข้าสู่รอบ 4 ศึกเอฟเอคัพอังกฤษแบบหวุดหวิดทีเดียว