สิงห์ช้ำ! เปแอสเชสิบตัวแสบยันเจ๊าต่อเวลา 2-2 (3-3) ลิ่วเข้ารอบอเวย์โกล

ปารีส แซงต์ แชร์กแมง เอาคืนจากที่เคยแพ้ด้วยประตูทีมเยือนในรอบ 8 ทีมปีที่แล้ว ด้วยการยันเสมอ 2-2 ในเวลา 120 นาที ทำให้รวมสองนัดเสมอ 3-3 แต่ทีมแชมป์ลีกเอิงเข้ารอบด้วยกฎอเวย์โกล

โชเซ มูรินโญ กุนซือเจ้าบ้าน ขอเพียงแค่ชนะหรือผลเสมอ 0-0 ก็จะผ่านเข้ารอบ 8 ทีมแบบไม่ต้องลุ้นทันที แถมยังได้รับข่าวดีเมื่อ เนมานยา มาติช ซึ่งโดนแบนในเกมลีก กลับมายืนประจำการในแดนกลางอีกครั้ง ทำให้ เคิร์ต ซูมา ต้องหลุดไปเป็นสำรอง ส่วนแนวรุกยังเป็นสี่ประสานหน้าเดิมอย่าง ออสการ์, เชสก์ ฟาเบรกาส, เอเด็น อาซาร์ และ ดีเอโก้ คอสต้า

ด้านทีมเยือนของ โลรองต์ บล็องก์ เปลี่ยนแปลงตัวผู้เล่นจากนัดก่อนในลีกเอิงที่เปิดถิ่นถล่มล็องส์ 4-1 ถึง 5 ราย ได้แก่สองแนวรับอย่าง มาร์ควินญอส และ ติอาโก้ ซิลวา มิดฟิลด์ตัวสำคัญอย่าง แบลส มาตุยดี้ รวมถึงสองแนวรุกอย่าง ฮาเวียร์ ปาสตอเร และ เอดินสัน คาวานี ที่ได้กลับมาประสานร่วมกับ ซลาตัน อิบราฮิโมวิช สตาร์เบอร์หนึ่งของทีมอีกครั้ง

เริ่มเกมได้เพียงนาทีเดียวเท่านั้น เป็นเปแอสเชที่เกือบจะได้ทักทายก่อน จากจังหวะที่ มาร์โก แวร์รัตติ จ่ายเรียดทะลุช่องให้ คาวานี พยายามจะกลับตัวยิงในกรอบเขตโทษ แต่โดน จอห์น เทอร์รี วิ่งมาจิ้มบอลทิ้งออกหลังไปหวุดหวิด

แต่แล้วทีมแชมป์ลีกเอิงกลับต้องมาเหลือผู้เล่นเพียงแค่ 10 คน ในนาทีที่ 31 เมื่อ อิบราฮิโมวิช ไปสไลด์เกี่ยวขา ออสการ์ แม้จะไม่โดนเต็มๆแต่ลักษณะการเข้าสะกัดค่อนข้างรุนแรง ทำให้โดนผู้ตัดสินควักใบแดงโดยตรงไล่ออกจากสนามทันที

หลังเป็นฝ่ายได้เปรียบเรื่องตัวผู้เล่น ทำให้เชลซีเริ่มครองเกมได้เหนือกว่ามากขึ้น และมีโอกาสลุ้นทำประตูขึ้นนำ จากจังหวะที่ ออสการ์ ได้บอลทางกราบซ้าย ก่อนจะลากตัดเข้าในแล้วลองปั่นไกลด้วยขวา แต่บอลยังไปตรงตัว ซัลวตอเร ซิริกู รัเบข้าซองไวได้ ทำให้จบ 45 นาทีแรกยังเสมอกันอยู่ที่ 0-0

เข้าสู่ครึ่งหลังได้เพียง 3 นาทีเท่านั้น เป็นสิงห์บลูส์ที่เกือบจะพังประตูออกนำได้สำเร็จ จากลูกฟรีคิกทางกราบขวาที่ วิลเลียน ตัวสำรองซึ่งลงมาแทน ออสการ์ ตั้งแต่เริ่มครึ่งหลัง หลอกว่าจะเปิดแต่กลับเลือกยิงยัดเข้าเสาแรก แต่ ซิริกู ยังยืนตำแหน่งดี พุ่งปัดออกหลังได้หวุดหวิด

จากนั้นนาทีที่ 57 เป็นทีมเยือนที่พลาดโอกาสในการได้ประตูอเวย์โกลสำคัญอย่างเหลือเชื่อ จากจังหวะที่ ปาสตอเร จ่ายทะลุช่องหใ้ คาวานี หลุดกับดักล้ำหน้าก่อนจะเลี้ยงไปล็อคหลบ ธิโบต์ กูร์ตัวส์ แล้วยิงมุมแคบด้วยซ้าย แต่บอลไปแฉลบเสาแรกก่อนจเด้งเฉี่ยวเสาสองออกหลังแบบน่าผิดหวัง

เมื่อเปแอสเชมีโอกาสแล้วทำไม่ได้ ทำให้เจ้าบ้านลงโทษทันที ในนาทีที่ 81 จากลูกเตะมุมฝั่งขวาที่ ฟาเบรกาส เปิดเข้าไป บอลขลุกขลิกอยู่กรอบเขตโทษ ก่อนจะมาเข้าทาง แกรี เคฮิลล์ ฮาล์ฟวอลเลย์ด้วยขวาบริเวณจุดโทษเข้าไปตุงตาข่าย ส่งให้เชลซีขึ้นนำจนได้ที่ 1-0

แต่แล้วในอีก 5 นาทีต่อมา ทีมแชมป์ลีกเอิงกลับมาตีเสมอได้แบบทันควัน จากลูกเตะมุมฝั่งขวาที่ เอเซเกล ลาเวซซี ตัวสำรองที่เพิ่งจะลงมาแทน มาตุยดี้ได้เพียงไม่กี่นาที เปิดให้ ดาวิด ลุยซ์ วิ่งโฉบมาเทกตัวโขกเต็มศีรษะเข้าไปอย่างเด็ดขาด และถือเป็นการทำประตูทีมเก่าอีกด้วย ช่วยให้เปแอสเชตีเสมอเป็น 1-1 ก่อนจะจบ 90 นาทีด้วยสกอร์นี้ รวมสองนัดเสมอกัน 2-2 ทำให้ต้องต่อเวลาพิเศษออกไปอีก 30 นาที

เกมในช่วงต่อเวลาพิเศษดำเนินไปได้เพียง 6 นาทีเท่านั้น สิงห์บลูส์มาได้จุดโทษ จากจังหวะที่ ติอาโก้ ซิลวา ไปพลาดทำแฮนด์บอล ก่อนจะเป็น อาซาร์ รับหน้าที่สังหารเข้าไปไม่พลาด ทำให้เชลซีขึ้นนำอีกครั้งเป็น 2-1 รวมสองนัดออกนำ 3-2 ส่งผลให้เกมจะจบใน 120 นาที ไม่มีการยิงจุดโทษแน่นอนแล้ว

จากนั้นนาทีที่ 100 ลุยซ์ เกือบจะพังประตูอดีตต้นสังกัดได้เป็นครั้งที่สอง เมื่อวิ่งซอยเท้าขวามาซัดฟรีคิกระยะเกือบ 35 หลาด้วยขวา แต่ยังโดน กูร์ตัวส์ ซูเปอร์เซฟบินปัดข้ามคานออกไปได้อย่างยอดเยี่ยม

ถัดมาอีก 2 นาที ทีมเยือนมีโอกาสใกล้เคียงในการตีเสมอีกครั้ง จากลูกเตะมุมฝั่งขวาที่ ลาเวซซี เปิดให้ ติอาโก้ ซิลวา ขึ้นโหม่งเต็มหัว แต่ กูร์ตัวส์ ยังปฏิกิริยาไวพุ่งปัดด้วยมือขวาออกหลังไปแบบไม่น่าเชื่อ

แต่แล้วในจังหวะต่อเนื่องกันนี้เอง เปแอสเชก็มาทำประตูสำคัญจนได้ ในนาทีที่ 114 เมื่อมาได้ลูกเตะมุมฝั่งซ้าย และเป็น ธิอาโก้ มอตต้า ที่เปิดให้ ติอาโก้ ซิลวา ถอยหลังก่อนจะเทกตัวโหม่งเน้นๆ ส่งบอลย้อยข้ามมือ กูร์ตัวส์ เสียบใต้คานเข้าไป ทำให้ทีมแชมป์ลีกเอิงตีเสมอเป็น 2-2 รวมสองนัดเสมอ 3-3 แต่ทีมเยือนเป็นฝ่ายได้เปรียบเรื่องอเวย์โกล

หลังจากนั้นไม่มีประตูเพิ่ม ทำให้จบเกม 120 นาทีด้วยผลเสมอ 2-2 รวมสองนัดเสมอ 3-3 แต่เป็นปารีส แซงต์ แชร์กแมง ที่ได้ผ่านเข้ารอบ 8 ทีมสุดท้ายศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ด้วยกฎประตูทีมเยือน แก้แค้นจากที่เคยพ่ายแพ้เชลซีด้วยกฎนี้จนตกรอบ 8 ทีมเมื่อฤดูกาลที่แล้วได้สำเร็จ