สกู๊ปพิเศษโดยฟีฟ่า: "ทีมชาติไทยกำลังอยู่ในช่วงขาขึ้นแบบไม่หยุดยั้ง”

ฟีฟ่าเผยบทความพิเศษว่าด้วยผลงานยอดเยี่ยมของ “ช้างศึก”ในขวบปีที่ผ่านมา โดยชี้ว่าภายใต้การทำทีมของ “ซิโก้” พวกเขากำลังอยู่ในช่วงขาขึ้นแบบไม่หยุดยั้ง

สหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (ฟีฟ่า) เผยแพร่บทความพิเศษเกี่ยวกับ ทีมชาติไทย ผ่านหน้าเว็บไซต์อย่างเป็นทางการในชื่อว่า “(เกียรติศักดิ์) เสนาเมือง ผู้กระตุ้นฟอร์มขาขึ้นทีมชาติไทย” โดยระบุว่าภายใต้การคุมทีมของอดีตดาวเตะทีมชาติไทย “ช้างศึก” กำลังอยู่ในช่วงขาขึ้นแบบไม่หยุดยั้ง

ทั้งนี้บทความดังกล่าวเริ่มต้นขึ้นด้วยการกล่าวยกย่องทีมชาติไทยที่แรงกิ้งพุ่งพรวดขึ้นมาอยู่อันดับที่ 121 ของโลก พร้อมกับกลายเป็นชาติที่มีอันดับพุ่งสูงที่สุดในฟีฟ่าแรงกิ้งเปิดหัวปี 2016 เดือนมกราคม อีกทั้งในรอบ 16 เดือนที่ผ่านมา “ช้างศึก” มีแรงกิ้งพุ่งขึ้นถึง 44 อันดับ ซึ่งถือว่าเป็นพัฒนาการที่ยอดเยี่ยมถึงแม้ว่าจะยังห่างไกลจากอันดับ 43 ที่พวกเขาเคยทำได้ในปี 1998 อีกหลายก้าวก็ตาม

ต่อมาฟีฟ่าก็ได้กล่าวถึงความสำเร็จในรายการ เอเอฟเอฟ ซูซุกิ คัพ 2014 ซึ่งถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของวงการฟุตบอลไทย เมื่อ “ซิโก้” นำทัพนักเตะลงบู๊รายการสำคัญระดับภูมิภาคในฐานะทีมรองบ่อนที่ต้องเจอกับแชมป์เก่าอย่าง สิงคโปร์ ทว่าทีมชาติไทยก็ทำผลงานได้อย่างเหลือชื่อและคว้าแชมป์ในรายการนี้ได้สำเร็จ พร้อมกับขยับแรงกิ้นขึ้นถึง 21 อันดับและเป็นสัญญาณที่ชี้ชัดว่ายุคตกต่ำของวงการฟุตบอลไทยได้สิ้นสุดลงแล้ว

จากนั้นบทความดังกล่าวก็พูดถึงผลงานของทีมชาติไทยในศึกฟุตบอลโลก 2018 รอบคัดเลือก โซนเอเชีย รอบสอง ที่พวกเขาทำผลงานได้อย่างโดดเด่นภายใต้ผู้เล่นดาวรุ่งจากชุดคว้าอันดับสี่เอเชี่ยน เกมส์ 2014 และพร้อมด้วยสองนักเตะมากประสบการณ์อย่าง ธีราทร บุญมาทัน และ ธีรศิลป์ แดงดา ซึ่งหากย้อนไปก่อนเริ่มการแข่งขันคงไม่มีใครคาดคิดว่าทีมชาติไทยจะรั้งจ่าฝูงเหนือ อิรัก ทีมเต็งของกลุ่ม อยู่ ณ ขณะนี้ และมีโอกาสผ่านเข้าสู่รอบคัดเลือก 12 ทีมสุดท้ายครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2001 หาพวกเขาคว้าผลการแข่งขันที่ต้องการได้ในเกมสุดท้ายของกลุ่มที่จะออกไปเยือนอิรักในเดือนมีนาคมนี้

โดยสกู๊ปพิเศษชิ้นนี้จบด้วยคำพให้สัมภาษณ์ของ “ซิโก้” เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง ที่พูดถึงโอกาสในการเข้าสู่รอบ 12 ทีมสุดท้ายว่า “เกมสุดท้ายกับอิรักจะไม่ใช่งานง่ายอย่างแน่นอน แต่ ณ ตอนนี้เรามีโอกาสสูงถึงร้อยละ 90 แล้วที่จะผ่านเข้าไปสู่รอบต่อไป และเราต้องการที่จะรักษาโมเมนตั้มที่ดีอันนี้เอาไว้"

อ่านบทความพิเศษฉบับเต็มภาษาอังกฤษของฟีฟ่าได้ที่นี่