ออสปินาช่วยไม่ไหว! โคลอมเบียสุดยื้อพ่ายโทษฟ้าขาว 5-4 (ในเวลา 0-0)

นายทวารอาร์เซนอลโชว์ฟอร์มเซฟอุตลุตตลอด 90 นาที แต่ต้านไม่ไหวเมื่อพ่ายจุดโทษไปด้วยประตูรวม 5-4 ส่งให้อาร์เจนตินาผ่านเข้ารอบรองฯไปรอพบผู้ชนะระหว่าง บราซิลหรือปารากวัย

การแข่งขันฟุตบอลโคปา อเมริกา 2015 ณ ประเทศชิลี รอบ 8 ทีมสุดท้าย ที่สนามเอสตาดิโอ เซาซาลิโต้ ระหว่าง อาร์เจนตินา อดีตแชมป์ 14 สมัย พบ โคลอมเบีย อดีตแชมป์ 1 สมัย ในปี 2001

เกราร์โด้ มาร์ติโน ผู้จัดการทีมชาติอาร์เจนตินา มีข่าวดีเมื่อได้ เซร์คิโอ อเกวโร ดาวซัลโวพรีเมียร์ลีกของ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ หายเจ็บไหล่กลับมายืนเป็นหัวหอกตัวเป้าอีกครั้ง โดยมี อังเคล ดิ มาเรีย, ฮาเวียร์ ปาสตอเร และ ลิโอเนล เมสซี คอยเติมเกมสนับสนุนอยู่ด้านหลังเช่นเคย

ขณะที่ฝั่ง โคลอมเบีย ของกุนซือ โฮเซ เปเกอร์มัน หมดสิทธิ์ใช้งาน การ์ลอส ซานเชซ กับ เอ็ดวิน วาเลนเซีย สองกองกลางตัวหลักที่ติดโทษแบนและมีปัญหาอารการบาดเจ็บตามลำดับ ทำให้ วิคตอร์ อิบาร์โบ กับ อเล็กซานเดอร์ เมเญีย ได้โอกาสลงมาเล่นแทน พร้อมถอย ฆาเมส โรดริเกวซ ลงไปยืนเป็นตัวตัดเกม รวมถึงดร็อป ราดาเมล ฟัลเกา กองหน้ากัปตันทีมไว้ที่ข้างสนามแล้วจัดการส่ง แจ็คสัน มาร์ติเนซ ลงมาทำหน้าที่แทน 

เริ่มเกมมาไม่ถึง 4 นาที 'ฟ้าขาว' อาร์เจนตินาชิงเปิดฉากทักทายก่อนอย่างรวดเร็ว จากจังหวะที่ ลิโอเนล เมสซี แทงขนานเส้นขึ้นไปทางกราบซ้ายให้ อังเคล ดิ มาเรีย แตะแต่งบอลหนึ่งจังหวะ ก่อนเงยหน้าปาดเลียดเข้าไปในกรอบเขตโทษให้ ฮาเวียร์ ปาสตอเร โฉบสกิดเปลี่ยนทาง แต่ว่า ดาวิด ออสปินา ยังยืนปิดเสาแรกมิดชิด ล้มตัวปัดบอลออกหลังไปได้อย่างหวุดหวิด

ถัดมาในนาทีที่ 12 ขุนพลฟ้าขาวได้โอกาสอีกครั้ง จากลูกยิงไกลระยะประมาณ 30 หลาของ อังเคล ดิ มาเรีย บอลแฉลบขา ฮวน ซูนิก้า แบ็คขวาโคลอมเบียพุ่งไปตรงตัว ดาวิด ออสปินา รับเข้าซองไว้ได้แบบสบายมือ

จากนั้นยังเป็นอาร์เจนตินาที่พับสนามบุกอยู่ข้างเดียว กระทั่งนาทีที่ 25 พวกเขาน่าได้ประตูขึ้นนำเสียจริง เมื่อ ฮาเวียร์ ปาสตอเร ลากตัดจากริมเส้นฝั่งขวาเข้าไปในกรอบเขตโทษ ก่อนปาดเลียดไปตรงจุดนัดพบให้ เซร์คิโอ อเกวโร ชาร์จด้วยขวาติดขา ดาวิด ออสปินา ก่อนบอลกระดอนออกมาเข้าทาง ลิโอเนล เมสซี โหม่งซ้ำจ่อๆในกรอบ 6 หลา ทว่า ออสปินา โชว์ปฏิกิริยาสุดยอดด้วยการลุกขึ้นมาปัดทิ่งออกไปได้อย่างเหลือเชื่อ

นาทีที่ 37 อาร์เจนฯมีลุ้นอีกครั้ง จากจังหวะที่ อังเคล ดิ มาเรีย ปาดเลียดจากกราบซ้ายเข้าไปในกรอบเขตโทษ และเป็น คริสเตียน ซาปาต้า สกัดบอลผิดเหลี่ยม แต่โชคดีที่ไม่หนีตัว ดาวิด ออสปินา รับเข้าซองไว้ได้อีกเช่นเคย

ช่วงเวลาที่เหลือยังเป็นอาร์เจนตินาที่กุมความได้เปรียบทุกกระบวนท่า แต่ยังไม่สามารถพาบอลผ่านมือ ดาวิด ออสปินา เข้าไปตุงตาข่ายได้ ทำให้จบ 45 นาทีแรกทั้งคู่ยังเสมอกันแบบไร้สกอร์ 0-0 โดยทีในครึ่งเวลาแรก โคลอมเบีย ไม่มีโอกาสยิงประตูเลยสักครั้ง

กลับมาเล่นในครึ่งหลัง อาร์เจนฯเริ่มผ่อนเกมและเปิดโอกาสให้โคลอมเบียได้ทำเกมรุกมากขึ้น แต่ยังทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันไม่ได้ทั้งคู่ ก่อนที่นาทีที่ 58 เกราร์โด้ มาร์ติโน ผู้จัดการทีมชาติอาร์เจนตินาถูกไล่ให้ไปนั่งชมเกมบนอัฒจรรย์ เนื่องจากโวยวายเกินเหตุ และทำให้เจ้าตัวถูกไล่ออกจากสนามเป็นครั้งที่ 2 ในรายการนี้  หลังเพิ่งพ้นโทษแบนห้ามคุมทีมข้างสนามมาหมาดๆ

นาทีที่ 74 ทั้งสองทีมจัดการแก้เกมทันที โดย อาร์เจนตินา ถอดเอา เซร์คิโอ อเกวโร ออกไปพักที่ข้างสนามแล้วส่ง คาร์ลอส เตเบซ ดาวยิงป้ายแดงของ โบคา จูเนียร์ส ลงเล่นแทน ขณะที่ โคลอมเบีย ส่งกัปตันทีมอย่าง ราดาเมล ฟัลเกา ลงมาเล่นแทน แจ็คสัน มาร์ติเนซ

จากนั้นนาทีที่ 78 อาร์เจนฯมาได้โอกาสลุ้นประตูขึ้นนำอีกเช่นเคย จากจังหวะที่ ลิโอเนล เมสซี ทำชิ่งกับ คาร์ลอส เตเบซ ก่อนบอลทะลักไปเข้าทาง เอแวร์ บาเนก้า ตั้งป้อมกดด้วยขวาจากระยะประมาณ 25 หลา บอลฮุคเช็ดคานออกหลังไปอย่างน่าเสียดาย

ถัดมาไม่ถึงนาที อาร์เจนมีลุ้นต่อเนื่อง จากจังหวะที่ อังเคล ดิมาเรีย เปิดลูกเตะมุมทางฝั่งซ้ายเข้ามาในเขตโทษให้ นิโคลัส โอตาเมนดี กระโดดดีดด้วยขวาเน้นๆ ทว่าก็ยังไม่ผ่านมือของ ดาวิด ออสปินา ที่พุ่งปัดไปชนเสา ก่อนแนวรับโคลอมเบียจะเคลียร์สกัดออกจากเส้นประตูไปได้อย่างฉิวเฉียด 

จากนั้นทั้งคู่ทำอะไรกันเพิ่มไม่ได้ จบเกมยังเสมอกันแบบไร้สกอร์ 0-0 ทำให้ต้องไปดวลจุดโทษตัดสินทันที

โดยสามคนแรกของทั้งสองทีมต่างยิงไม่พลาด ทั้ง ฆาเมส โรดริเกวซ, ลิโอเนล เมสซี, ราดาเมล ฟัลเกา, เอเซเกล การาย, ฮวน กิลเยอร์โม กัวดราโด้ และ เอแวร์ บาเนก้า 

แต่ หลุยส์ มูเรียล คนที่สี่ของ โคลอมเบีย กับ ลูคัส บิเกลีย คนที่ 5 ของอาร์เจนตินากลับยิงไม่เข้า ต้องดวลกันต่อไป ซึ่งคนที่ 6-7 ของโคลอมเบียทั้ง ฮวน ซูนิก้า และ ไจสัน มูริลโล กลับยิงไม่เข้า ขณะที่ฝั่งฟ้าขาวพลาดแค่ มาร์กอส โรโฮ และเป็น คาร์ลอส เตเบซ สังหารปิดบัญชีเข้าไปไม่เหลือ

จบเกม อาร์เจนตินา เสมอกับ โคลอมเบีย 0-0 ในเวลาปกติ ก่อนดวลจุดโทษเอาชนะไปด้วยประตูรวม 5-4 ผ่านเข้าสู่รอบรองชนะเลิศไปรอพบผู้ชนะระหว่าง บราซิล หรือ ปารากวัย