สุดทน! บิ๊กตัดพ้อเปรียบบอลไทยเป็นบัวใต้น้ำส่ออำลาวงการ

สัมฤทธิ์ บัณฑิตกฤษดา ระบายใจหมดเปลือกผ่านโซเชียลเผยเตรียมอำลาวงการฟุตบอลไทยเหตุสุดทนกับความไม่ไปไหนของระบบทุกอย่าง

"เดอะบิ๊ก" สัมฤทธิ์ บัณฑิตกฤษกา ประธานบริหารสโมสรเพื่อนตำรวจ สุดทน เขียนระบายความรู้สึกแบบหมดเปลือกผ่านเฟสบุ๊คส่วนตัว Samrit Bunditkitsada ต่อความผิดหวังของวงการผู้ตัดสินและฟุตบอลไทย หลังเปิดรังพ่ายให้กับเอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ดไป 1-2 ในเกมไทยลีกสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาท่ามกลางความกังขาและเหตุวุ่นวายหลังเกม

บทความส่วนตัว เรื่อง 'ความแตกต่างที่เหมือนกัน..เหลือเกิน'

ผมไม่ชอบเล่นการเมือง และ ไม่ชอบคุยกับนักการเมือง เพราะเบื่อที่จะต้องปั้นหน้าและพูดคุยแต่เรื่องผลประโยชน์ส่วนตนมากกว่าส่วน รวม เพราะไม่ว่าจะกี่ครั้งต่อกี่ครั้ง มันก้อจะต้องจบด้วยคำว่า ร้อยละเท่าไหร่? หรือ กี่เปอร์เซ็นต์? เสมอ และจำนวนเงินเหล่านั้น ไม่ได้ทำให้ประเทศชาติเจริญรุ่งเรืองแต่อย่างใด กลับกัน มันกลับถูกนำไปต่อยอดเพียงเพื่อการสร้างฐานอำนาจและฐานเสียงของพวกนักการ เมืองสืบต่อกันมาเป็นระยะเวลาหลายๆๆๆๆๆๆ ปี..

จนมาถึงวันหนึ่ง ผมมีโอกาสหลีกหนีคำว่า 'การเมือง' และได้เข้ามาสู่ 'วงการกีฬา' แทน โดยมี 'กีฬาฟุตบอล' เป็นตัวนำ ภายใต้ชื่อของ 'สโมสรฟุตบอลเพื่อนตำรวจ' ทีมฟุตบอลเก่าแก่ทีมหนึ่งในลีกฟุตบอลของประเทศไทย..

แค่ความหวังและความฝัน ว่าอยากจะมีส่วนร่วมในการช่วยยกระดับและ/ หรือพัฒนาวงการฟุตบอลไทยให้มันดีที่สุดเท่าที่จะช่วยทำให้ได้ ตราบที่ยังมีลมหายใจ เผื่อ 'ฟุตบอลโลก', 'ฟุตบอลโอลิมปิก' หรือ ฟุตบอลรายการใหญ่ๆ ที่ทาง FIFA รับรองผล จะทำให้ 'ทีมฟุตบอลชาย ทีมชาติไทย' มีโอกาสที่จะขยับอันดับไปให้อยู่ที่ตำแหน่งดีๆ ได้ ไม่ใช่ประกาศออกมากี่ครั้งต่อกี่ครั้ง ก็ 140 กว่า ตลอดศก..

ด้วยความหวังและความฝันลมๆ แล้งๆ ส่วนตัวของผมเอง เกือบ 7 เดือนที่ผมมีโอกาสได้เรียนรู้ รับรู้ และ พูดคุย กับบุคลากรในวงการฟุตบอลไทยหลายๆ คน ทั้ง ประธานสโมสร, เจ้าของทีม, ผู้จัดการทีม, หัวหน้าผู้ฝึกสอน, ทีมงาน, นักฟุตบอล, นักข่าว และแม้กระทั่งทีมงานผู้ตัดสิน! ผมบอกได้เลย ณ วันนี้นะครับ ว่า 'หนีเสือปะจรเข้' คืออะไร? ใครหนอเป็นผู้ติดค้นประโยคสั้นๆ นี้ขึ้นมา ผมซาบซึ้งเต็มหัวใจจริงๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากการแข่งขันฟุตบอลโตโยต้าไทยพรีเมียร์ลีก นัดเมื่อคืนวันอาทิตย์ที่ 6 กรกฎาคม 2557 เวลา 20.10 น. หรือเมื่อคืนที่ผ่านมา..

ผลการแข่งขันจะเป็นอย่างไร ผมคงไม่ขอย้อนกลับไปพูดถึงให้เสียเวลาและเสียใจกันอีกต่อไป เพียงแค่ อยากขอบคุณผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทุกๆ ท่านที่ช่วยกันสร้างสรรผลการแข่งขันนัดนี้ขึ้นมา ให้ 3 คะแนนอันสุดแสนจะล้ำค่านี้ตกไปอยู่ในกระเป๋าของทีมฟุตบอล ที่สื่อฯ บางสื่อฯ และใครบางคน พยายามสร้างภาพเหลือเกิน ว่าพวกเค้าคือ 'ทีมฟุตบอลอันดับ 1 ของแดนสยามกีฬา เอ๊ย สยามประเทศ"..

ผมเคยอดทนรอ รอ และ รอ ว่าสักวันหนึ่ง ประเทศไทย จะมีผู้กล้าและผู้เสียสละจริงๆ สักคน ที่จะเข้ามาช่วยขจัดระบอบการช่อราษฎร์บังหลวงออกไปจากประเทศไทยเสียที วันที่เหตุการณืข้าวยากหมากแพงจะหมดไป คนจนจะมีสิทธิ์มีเสียงในสังคมไทยจริงๆ กับเค้าบ้าง คนรุ่นใหม่จะเลิกยึดติดกับคำว่า 'ดารา' และ 'วัตถุนิยม' กระทรวงศึกษาธิการควรจะสร้างสรรหลักสูตรการศึกษาตั้งแต่ขั้นพื้นฐานไปจนถึง ขั้นสูงสุดให้เทียบเท่าหรือนำหน้าเพื่อนบ้านในกลุ่ม AEC เสียที จวบจนเดือนพฤษภาคม 2557 ที่ผ่านมา ผมคิดว่าประเทศไทยโชคดีมากที่มี คนดีและคนที่ใช่ มาช่วยกวาดล้างให้บ้านเมืองและประเทศชาติมีโอกาสกลับมาดีที่สุดในทุกๆ ด้าน อย่างที่พวกเราทุกคนเคยแต่ 'ฝัน' กันไว้จริงเสียที..

มาถึงนาทีนี้ ผมคิดว่า 'ประเทศไทย' พบทางรอดและมีโอกาสพัฒนาเพื่อการทัดเทียมและเจริญล้ำไปกว่าประเทศที่พัฒนา แล้ว เพียงแต่ 'วงการฟุตบอลไทย' ยังคงตกต่ำ เป็น 'บัวใต้น้ำ' ที่ยากจะเห็นโอกาสในการกลับไปมองเห็นแสงเดือนแสงตะวัน อย่าไปคิดถึงเลย กับคำว่า 'ฟุตบอลโลก' ไม่ว่าจะอีก 4 หรือ 40 ปี ต่อไป ประเทศไทย หรือ ทีมชาติไทย ก็จะเป็นได้แค่ ทีมที่ได้มีส่วนร่วม ในรอบคัดเลือก แล้วก็จะต้องตกรอบคัดเลือกไปแบบไม่ได้ลุ้น บาปกรรมก็จะตกไปอยู่แต่กับบุคคลเพียงไม่กี่คน นายกสมาคมคนหนึ่งแล้วนะครับที่หลบเลี่ยงเสียงวิจารณ์นี้ไปไม่เคยได้ ส่วนตัวผมเองคงไม่สามารถ 'สอนหนังสือสังฆราช' ได้ เพียงแต่ เวลาที่ผมจะทำงานโดยเฉพาะงานที่เป็น 'โครงการใหญ่' มีมูลค่าหลายๆ ล้าน ผมจะต้องมีทีมงานที่มีมันสมอง มีความทุ่มเท มีความรักและเอาใจใส่ในหน้าที่ที่พวกเค้าได้รับมอบหมาย มีการประชุมเพื่อพบปะพูดคุย รับฟัง และ ถกเถียงกันในที่ประชุมเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ คือ ความสำเร็จที่เป็นรูปธรรม ออกมา ซึ่งเป็นเรื่องน่าแปลกสำหรับตัวผมเองมาก ว่า งานใหญ่ๆ ของสมาคมฯ มักจะมีแต่คน 3 ต่อ กล่าวคือ
1. ต่อว่า ทั้งพวกเดียวกันเองและฝ่ายตรงข้าม เวลาที่ไม่ถูกใจ พวกท่านๆ จะออกมาทิ่มแทงกันทั้งลับหลังและเบื้องหลัง
2. ต่อเนื่อง เพราะคนไทยใจร้อน ใครพลาด ออกไป ให้คนใหม่มาทำแทน จึงขาดซึ่งความต่อเนื่องตรงจุดนี้ไป
3. ต่อยอด มีแค่คนกลุ่มหรือสองกลุ่มเท่านั้นที่มักจะได้ผลประโยชน์จากการต่อยอดเพียงเพื่อความร่ำรวยส่วนตัวและพวกพ้อง

ผมกล่าวมาจนถึงบรรทัดนี้ จุดประสงค์หลักแค่เพียงเพื่อจะบอกว่า สำหรับตัวผมเองแล้วนั้น..พอกันทีกับ 'วงการฟุตบอลไทย' ผมจะไม่อดทนรอ และ จะไม่ยอมนั่งเฉยๆ เพื่อความฝันลมๆ แล้งๆ อีกต่อไปแล้วนะครับ เพราะวันนี้ มันเกินคำว่า 'วิกฤติศรัทธา' ของมหาชนรวมถึงตัวผมเองไปเยอะมากจนเกินจะรับได้อีกต่อไป ผมเบื่อกับอาการมะเร็งวงการฟุตบอลไทย ความอดทนของผมมันน้อยจนเกินไป ได้แต่หวังว่า วันหนึ่งในอนาคตอันใกล้ คงจะมีใครสักคน กล้า ที่จะลุกขึ้น สู้ เพื่อ วงการฟุตบอลไทย อย่างจริงจังและจริงใจ จริงๆ เสียที สำหรับวันนี้ ผมหมดศรัทธาอย่างแท้จริงแล้วนะครับ ผมขอลา พบกันใหม่เมื่อประเทศชาติต้องการ ขอบคุณครับ

"เด อะบิ๊ก" สัมฤทธิ์ บัณฑิตกฤษกา ประธานบริหารสโมสรเพื่อนตำรวจ ยังอารมณ์ค้างจากแมตช์ที่ทีม เพื่อนตำรวจ แพ้คาบ้านต่อ เอสซีจี เมืองทองฯ 1-2 ในศึกโยโยต้า ไทยพรีเมียร์ลีก เมื่อวานที่ผ่านมา(6 ก.ค.) จึงได้เขียนบทความในเฟสบุ๊คส่วนตัว Samrit Bunditkitsada ว่าจะขออำลาวงการฟุตบอลไทย โดยเนื้อหามีดังนี้ - See more at: http://tl.smmonline.net/news/125503.html#sthash.Wyx8jNLj.dpuf