ตายตอนจบ! เร็กเก้จ๋อยจังโก้สอย 3-1 คว้าแชมป์ CONCACAF

อดีตกุนซือทีมชาติไทยพาจาไมก้ามาไกลที่สุดได้แค่รองแชมป์เท่านั้น หลังพ่ายเม็กซิโก 1-3 ส่งจังโก้ผงาดคว้าแชมป์คอนคาเคฟ โกลด์ คัพ สมัยที่ 10 ไปครองอย่างยิ่งใหญ่

การแข่งขันฟุตบอลรายการ คอนคาเคฟ โกลด์ คัพ 2015 นัดชิงชนะเลิศ ที่สนามลินคอล์น ไฟแนนเชียล ฟิลด์ ณ เมืองฟิลาเดลเฟีย ในรัฐเพนซิลวาเนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา ระหว่าง จาไมก้า ม้ามืดของรายการ พบกับ เม็กซิโก อดีตแชมป์ 9 สมัย

วินฟรีด เชเฟอร์ อดีตผู้จัดการทีมชาติไทยที่ปัจจุบันคุมบังเหียน 'เร็กเก้บอยซ์' เปลี่ยนแปลงผู้เล่นเพียงรายเดียวเท่านั้นจากเกมรอบรองชนะเลิศ ที่พลิกล็อคโค่นเจ้าภาพ สหรัฐอเมริกา มาด้วยสกอร์ 2-1 โดยตัดสินใจดร็อป ดาร์เรน ม็อตต็อคส์ ไว้ที่ข้างสนาม แล้วจัดการส่ง ไซมอน ดอว์กินส์ กองหน้าจากดาร์บี้ เคาน์ตี้ ในลีกแชมป์เปี้ยนชิพ อังกฤษ ลงมาทำหน้าที่แทน

ขณะที่ฝั่ง 'จังโก้' เม็กซิโก ของกุนซือ มิเกล เอร์เรรา มีข่าวร้ายเมื่อหมดสิทธิ์ใช้งานสองแกนหลักอย่าง คาร์ลอส เวลา กองหน้าคนเก่งของ เรอัล โซเซียดาด กับ เฮคเตอร์ เอร์เรรา กองกลางของ เอฟซี ปอร์โต้ ที่ติดโทษแบนจากการสะสมใบเหลืองครบโควต้าทั้งคู่ ทำให้ เฆซุส โคโรนา กับ เฆซุส ดูเอนาส ได้โอกาสลงมาเล่นแทน

ต้นเกม เม็กซิโก ที่ชื่อชั้นเหนือกว่าเป็นฝ่ายครองบอลบุกอยู่ฝ่ายเดียว และในนาทีที่ 22 พวกเขาก็เริ่มเปิดฉากทักทายก่อน จากจังหวะที่ เฆซุส ดูเอนาส โหม่งชงจากในกรอบเขตโทษฝั่งขวาเข้ากลางให้ เฆซุส โคโรนา ยืนโขกเน้นๆเล่นทางไปเสาไกล แต่ว่า ไรอัน ธอมป์สัน ยังปฏิกิริยาไวพุ่งปัดสุดปลายมือออกหลังไปได้อย่างหวุดหวิด

ถัดมา 4 นาที เม็กซิโกมาได้โอกาสลุ้นประตูอีกครั้ง จากจังหวะที่ พอล อากีลาร์ เปิดเลียดจากกราบขวาเข้าไปในกรอบเขตโทษ บอลไปติดบล็อคแนวรับ จาไมก้า กระดอนออกมาเข้าทาง อากีลาร์ อีกครั้ง ก่อนที่ฟูลแบ็คจาก คลับ อเมริกา จะเอี้ยวตัวฮาร์ฟวอลเลย์ด้วยขวาเต็มข้อ แต่ว่าบอลเจ้ากรรมก็ยังไปแฉลบขาแนวรับ จาไมก้า เฉี่ยวเสาแรกออกไปนิดเดียว 

นาทีที่ 29 ขุนพลจังโก้มาได้โอกาสลุ้นประตูอย่างต่อเนื่อง จากลูกที่ อันเดรส กวาร์ดาโด้ บรรจงไหลถวายพานเข้าไปในกรอบเขตโทษฝั่งซ้ายให้ เฆซุส โคโรนา โยกตัดเข้ากลาง ก่อนปั่นพยายามปั่นโค้งเล่นทางไปเสาไกล ทว่าโดนเหลี่ยมไม่ดีทำให้บอลลอยเหินข้ามคานไปไกลพอสมควร

Goal!! แต่แล้วนาทีที่ 31 พลพรรคจังโก้ก็มาพังประตูออกนำไปก่อนจนได้ จากจังหวะที่ พอล อากีลาร์ เปิดโค้งจากฝั่งขวาเข้ามาในกรอบเขตโทษเสาไกลให้ กวาดาโด้ เอี้ยวตัวฮาร์ฟวอลเลย์ด้วยซ้ายแบบไม่ต้องจับ ส่งบอลพุ่งเสียบสามเหลี่ยมเสาแรกเข้าไปอย่างสุดสวย ชนิดที่ ไรอัน ธอมป์สัน ทำได้เพียงปฏิเสธลูกยิงนี้ด้วยสายตา เม็กซิโกขึ้นนำ 1-0

ก่อนหมดครึ่งแรกเพียงนาทีเดียว จาไมก้าเกือบมาได้ประตูตีเสมอ จากจังหวะที่ อาเดรียน มาเรียปป้า พาบอลเติมขึ้นมาทางริมเส้นฝั่งขวา ก่อนปาดเลียดเข้าไปในกรอบเขตโทษ และเป็น ดีเอโก้ อันโตนิโอ เรเยส แนวรับ เม็กซิโก สกัดผิดเหลี่ยมเกือบเข้าประตูตัวเอง และก็จบ 45 นาทีแรกทันที โดยยังเป็น เม็กซิโก ที่รักษาสกอร์นำไว้ได้ 1-0

กลับมาเล่นในครึ่งหลังได้เพียง 2 นาที เม็กซิโกจัดการขยับสกอร์หนีห่างเป็น 2-0 จากจังหวะที่ เฆซุส โคโรนา ลากลุยมาคนเดียวจากกลางสนาม ก่อนหาช่องกดเลียดด้วยซ้ายระยะประมาณ 25 หลา ส่งบอลพุ่งหนีมือ ไรอัน ธอมป์สัน เสียบเสาไกลเข้าไปอย่างเด็ดขาด

Goal!! เท่านั้นไม่พอนาทีที่ 61 พลพรรคจังโก้มาได้ประตูที่สาม จากจังหวะที่ พอล อากีลาร์ ตวัดเปิดเลียดจากฝั่งขวาเข้ามาในกรอบเขตโทษ และเป็น มิเชล เฮคเตอร์ เซ็นเตอร์ฮาร์ฟของ จาไมก้า สกัดบอลผิดเหลี่ยมไปเข้าทาง โอริเบ เปรัลต้า หัวหอกจอมเก๋าวัย 31 ปีแปจ่อๆเข้าไปไม่เหลือ เม็กซิโกทิ้งห่างเป็น 3-0

อย่างไรก็ตาม ท้ายเกมนาทีที่ 80 จาไมก้า ของ วินฟรีด เชเฟอร์ มาได้ประตูปลอบใจ จากจังหวะที่ แม็คอัพ จ่ายขึ้นหน้าให้ ดาร์เรน ม็อตต็อคส์ ตัวสำรอง แตะหลุดเข้าไปในกรอบเขตโทษฝั่งซ้าย ก่อนโยกหลบเข้ากลางและบรรจงแปเล่นทางเสียบเสาไกลเข้าไปตุงตาข่าย ช่วยให้จาไมก้าไล่มาเป็น 1-3

จบเกม เม็กซิโก เอาชนะ จาไมก้า ไปได้อย่างไม่ยากเย็น 3-1 ผงาดคว้าแชมป์คอนคาเคฟ โกลด์ คัพ สมัยที่ 10 ไปครองอย่างยิ่งใหญ่ ขณะที่ จาไมก้า ของ วินฟรีด เชเฟอร์  อกหักได้แค่รองแชมป์เป็นรางวัลปลอบใจเท่านั้น ถึงอย่างไรก็ตามพวกเขาได้จารึกสถิติใหม่ หลังผ่านเข้ามาถึงรอบชิงชนะเลิศได้เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ นับตั้งแต่มีการแข่งขันครั้งแรกเมื่อปี 1963