ถอนรากถอนโคน! สมยศประกาศล้างบางวงการลูกหนังไทย

"สมยศ" ประกาศชัดรื้อโครงสร้างสภากรรมการให้ตัวแทนทุกลีกมีส่วนร่วม ปรับโครงสร้างสนับสนุนสโมสรพร้อมให้เงินค่าเดินทางเกมเยือน โวงานบริหารงานลูกหนังง่ายเหมือนกิน "ขนมกรอบ"

พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง อดีตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ที่จะลงสมัครชิงตำแหน่งนายกสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทย แถลงนโยบายในการบริหารสมาคมฟุตบอลฯ ที่โรงแรมดิเอมเมอรัลด์ เมื่อ 20 ธ.ค.58 โดยมีสโมสรฟุตบอล 43 สโมสร เข้าร่วม

พล.ต.อ.สมยศ ได้กล่าวถึงนโยบาย "5 FAIR" ของตนเองพร้อมแนวทางสำคัญหากได้รับเลือกนั่งตำแหน่งว่า จะปรับปรุงการบริหารงานของสมาคมฯให้เป็นองค์กรธรรมาภิบาล โดยจะมีการปรับโครงสร้างสภากรรมการใหม่ ประกอบด้วย ผู้แทนจากลีก ภูมิภาค 1 คน (เลือกกันมาเองภูมิภาคละ 1 คน) ผู้แทนดิวิชั่น 1 จำนวน 4 คน ผู้แทนไทย พรีเมียร์ ลีก 4 คน และผู้ทรงคุณวุฒิทางด้านการบริหาร 4 คน ซึ่งรูปแบบนี้จะทำให้เกิดความโปร่งใสและเป็นธรรมกับทุกสโมสร

ที่สำคัญต้องปรับโครงสร้างของบริษัทจัดการแข่งขันฟุตบอลทุกลีก ให้ทุกสโมสรได้สิทธิเป็นผู้ถือหุ้นและเป็นผู้บริหาร คือ บริษัท ไทย พรีเมียร์ ลีก ต้องให้ 18 สโมสรในลีก ไม่ใช่แบบปัจจุบันที่เป็นบริษัทส่วนตัวของนายกสมาคมฯและพวกพ้อง ส่วนดิวิชั่น 1 ต้องแยกตัวออกมา เพื่อให้มีความเข้มแข็งและเป็นอิสระในการดำเนินงานมากขึ้น โดยมีสมาชิกเป็นผู้ถือหุ้นและบริหารเช่นกัน ขณะที่ดิวิชั่น 2 ทุกสโมสรเป็นผู้ถือหุ้น และให้แต่ละโซนส่งผู้แทนเข้ามาเป็นกรรมการบริษัท

ขณะที่เม็ดเงิดส่วนแบ่งที่สโมสรจะได้รับจากลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสด "บิ๊กอ๊อด" แจงดังนี้ ไทย พรีเมียร์ ลีก ทีมละไม่ต่ำ 25 ล้านบาท บวกโบนัสตามตำแหน่งหลังจบฤดูกาล คือ อันดับ 1-3 ทีมละ 5 ล้านบาท, อันดับ 4-6 ทีมละ 4 ล้านบาท, อันดับ 7-9 ทีมละ 3 ล้านบาท, อันดับ 10-12 ทีมละ 2 ล้านบาท, อันดับ 13-15 ทีมละ 1 ล้านบาท (ทีมตกชั้นไม่ได้รับ) ส่วน ดิวิชั่น 1 ได้ไม่ต่ำกว่าทีมละ 7 ล้านบาท และได้โบนัสดังนี้ อันดับ 1-5 ทีมละ 5 ล้านบาท, อันดับ 4-9 ทีมละ 2 ล้านบาท และอันดับ 10-15 ทีมละ 1 ล้านบาท ขณะที่ ดิวิชั่น 2 ได้ทีมละไม่ต่ำกว่า 2 ล้านบาท และโบนัส แชมป์แต่ละภาคทีมละ 1 ล้านบาท และอันดับ 2-5 ทีมละ 5 แสนบาท

พร้อมกันนี้ยังมีนโยบายอุดหนุนค่าเดินทางเมื่อต้องเป็นทีมเยือน ดิวิชั่น 1 นัดละ 100,000 บาท ดิวิชั่น 2 นัดละ 50,000 บาท รวมถึงสนับสนุนให้สโมสร อยู่กันแบบเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ซึ่งกันและกัน โดยจะกันรายได้จากการบริหาร ไทย พรีเมียร์ ลีก 20 เปอร์เซ็นต์ แบ่งไปอุดหนุนการแข่งขัน ดิวิชั่น 1 10 เปอร์เซ็นต์ และอุดหนุนดิวิชั่น 2 อีก 10 เปอร์เซ็นต์ ด้วยเช่นกัน

ขณะที่ปัญหาการทำหน้าที่ของผู้ตัดสิน พล.ต.อ. สมยศ พูดถึงวีธีแก้ไขว่าจะปรับโครงสร้างคณะกรรมการผู้ตัดสินให้เป็นอิสระ โดยเชิญผู้ทรงคุณวุฒิจากสหพันธ์ฟุตบอลเอเชีย (เอเอฟซี) มาทำหน้าที่เป็นประธานกรรมการผู้ตัดสิน เพื่อความเป็นอิสระและช่วยพัฒนาผู้ตัดสินไทยให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล โดยจะต้องสร้างระบบการคัดเลือกผู้มาทำหน้าที่ ระบบการประเมิน อย่างโปร่งใสเป็นธรรม และให้สโมสรสมาชิกได้มีส่วนร่วมกับการตรวจสอบการทำหน้าที่ของผู้ตัดสินด้วย กรณีทำผิดจริง ต้องลงโทษอย่างเด็ดขาดทั้งวินัยและดำเนินคดีอาญา รวมถึงพัฒนารายได้แก่ผู้ตัดสิน ให้มีรายได้เลี้ยงชีพได้อย่างมีเกียรติยศและศักดิ์ศรี ไม่ติดค้างข้ามปีเช่นที่เป็นข่าวมาตลอดหลายปี

"อีกประเด็นที่มีเงื่อนงำน่าสงสัยมากสำหรับสโมรสมาชิกคือ เมื่อกรรมการแจกใบเหลือง ใบแดง สโมสรต้องจ่ายค่าปรับ แต่คนรับเงินค่าปรับ ทำไมไม่เป็นสมาคม ไม่เป็นผู้จัดการแข่งขัน ทำไมจึงเป็นสุภาพสตรีท่านหนึ่ง ซึ่งเป็นลูก เป็นภรรยา หรือเป็นคนของใคร ผมก็ไม่ทราบ แต่ถ้าผมเป็นนายกสมาคมฯเรื่องแบบนี้จะไม่มีทางเกิดขึ้นแน่"

พร้อมกันนี้ พล.ต.อ.สมยศ ได้ไล่จี้การบริหารของสมาคมฯชุดก่อนในเรื่องความโปร่งใส โดยเฉพาะเรื่องการเงิน รายรับ-รายจ่าย ตัวอย่างเช่น งบดุลของสมาคมฯ ประจำปี 2556 มีการแจ้งรายได้จากบัตรค่าผ่านประตู การแข่งขันฟุตบอล ซูซูกิ คัพ 2012 เพียง 46,660 บาท ในขณะที่นัดชิงชนะเลิศ ระหว่าง ไทยกับสิงคโปร์ มีแฟนบอลซื้อบัตรเช้าไปเชียร์เต็มสนามศุภชลาศัย ประมาณคร่าวๆไม่ต่ำกว่า 20,000 คน ราคาบัตรที่ซื้อใบละ 200 บาท ซึ่งค่าบัตรผ่านประตูนัดชิงฯนัดเดียวอย่างต่ำไม่ควรจะน้อยกว่า 4,000,000 บาท

นอกจากนี้ยังกล่าวถึงการปลอมแปลมข้อคับของสมาคมฯว่ามีการตัดคำว่า สมาชิก ออกจากการเป็นเจ้าของสิทธิ ซึ่งตามข้อบังคับที่ฟีฟากำหนด คือ สิทธิเป็นของสมาคมและสมาชิก แต่ไปแก้ไขกันเองให้ สิทธิเป็นของสมาคม นอกจากนี้ยังยกสิทธิของสมาคมไปให้บริษัทหนึ่งบริหารจัดการแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ผูดขาดสิทธิ์บริษัทเดียว หาประโยชน์ได้เท่าไรไม่รับรู้ รอส่วนแบ่งที่เหลือตามที่บริษัทแจ้งเท่านั้น

โดยบริษัทหนึ่งเดียวนั้น ประกาศรายงานประจำปี 2557 ของบริษัท ว่ามีรายได้จากการจัดอีเวนท์ 893 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2556 จำนวน 405.8 ล้านบาท เนื่องจากรับรู้รายได้จากการบริหารสิทธิการแข่งขันฟุตบอลไทย พรีเมียร์ ลีก จำนวน 490 ล้านบาท จากมูลค่าสิทธิประโยชน์ที่เพิ่มขึ้น โดยเพียงแค่ไทย พรีเมียร์ ลีก รายการเดียว มีรายได้เพิ่มขึ้น 490 ล้านบาท คำถามคือ สิทธิของสมาคมทั้งหมดอยู่ที่บริษัทนี้บริษัทเดียว ทีมชาติไทยทุกชุด ฟุตบอล ฟุตซอล ฟุตบอลหญิง และฟุตบอลทุกรายการที่จัดการแข่งขันภายใต้สมาคมจะมีมูลค่ารวมเท่าไหร่

พล.ต.อ.สมยศ ทิ้งท้ายว่าหากได้รับเลือกเป็นนายใหญ่บอลไทย ตนจะเดินหน้ารื้อพรมหาผู้รับผิดชอบปัญหาเก่าที่เคยเกิดขึ้น โดยไม่ละทิ้งไปแน่นอน "ผมบริหารตำรวจมาแล้วเป็นแสนคนทั่วประเทศ กับแค่สมาคมฟุตบอลฯนั้นขนมกรอบ

ตอนนี้สมาคมมีปัญหามากมายที่เกิดเสียงครหา สำหรับผมถ้าได้เป็นนายกสมาคมฯแล้วเชิญใครเข้ามาบริหารแล้วไม่ดี ผมก็ต้องรับผิดชอบ ครั้งนี้ผมเป็นตำรวจมาจับโจร ใครขโมยสมบัติของประเทศชาติไป จะไปตามเอาคืนเพื่อรักษาสิทธิ์ของสโมสร ส่วนอะไรที่ดีอยู่แล้วหรือกรรมการคนใดที่ทำหน้าที่ได้ดีก็รักษาไว้ ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนแปลง"

Topics