วาร์ดี้ซัดงาม! จิ้งจอกยังแกร่งตะปบหงส์อยู่หมัด 2-0 รั้งฝูงต่อ

ลูกทีมของรานิเอรียังโชว์ฟอร์มแกร่งต่อเนื่องหลังเปิดบ้านเอาชนะหงส์แดงไป 2-0 จากการการยิงของวาร์ดี้ทั้งสองประตู ยังรั้งตำแหน่งจ่าฝูงต่อไป

เคลาดิโอ รานิเอรีไม่เปลี่ยนแปลงทีมเลยจากเกมก่อนที่เอาชนะสโต๊ค ซิตี้มาได้เมื่อสัปดาห์ก่อนรวมถึงได้พักยาวถึง 10 วันเพราะไม่มีเกมเอฟเอ คัพให้ต้องเล่น โดยโอกาซากิ ศูนยญืหน้าชาญี่ปุ่นที่หายจากการบาดเจ็บได้ทันและลงสนามจับคู่ล่าตาข่ายกับเจมี่ วาร์ดี้ ผนึกกำลังกับริยาด มาห์เรซและมาร์ค อัลไบรท์ตัน ส่วนในตำแหน่งอื่นๆ ยังคงเป็นชุดหลักหน้าเดิม

ส่วนเจอร์เก้น คล็อปป์กลับมาใช้ผู้เล่นชุดใหญ่อีกครั้งหนึ่งหลังจากหมุนเวียนส่งเด็กดาวรุ่งลงเล่นในเกมเอฟเอ คัพที่เสมอกับเวสต์แฮมไป 0-0 โดยได้ลอฟเรนและซาโก้กลับมาจับคู่กันอีกครั้งในแดนหลัง กองกลางชาน, ลูคัสและเฮ็นเดอร์สันร่วมกันเดินเกม แนวรุกมีลัลลานา, มิลเนอร์และเฟร์มิโนรับหน้าที่ในตำแหน่งศูนย์หน้าตัวหลอกหรือฟอลซ์ไนน์เช่นเคย

เริ่มเกมมาได้สองนาที เลสเตอร์มีโอกาสก่อนจากจังหวะเสียบอลแดนกลางของหงส์แดง มาห์เรซลากบอลโต้กลับมาก่อนปั่นด้วยซ้ายตรงหน้ากรอบประตู บอลเฉี่ยวเสาออกไปได้ลุ้นทีเดียว

นาทีที่ 8 เจ้าถิ่นน่าจะได้ประตูขึ้นนำเป็นอย่างยิ่งจากการเสียบอลแดนกลางของเฮ็นเดอร์สันก่อนที่วาร์ดี้จะเลี้ยงขึ้นไปทางซ้ายแล้วโยนเข้ากลางมาให้โอกาซากิโหม่งจ่อๆ หน้าประตู แต่เป็นมิโญเลต์ที่โชว์ซุปเปอร์เซฟปัดบอลข้ามคานออกไปได้อย่างเหลือเชื่อ

เกมเข้าสู่ช่วง 15 นาทีแรก ทั้งสองทีมเปิดเกมเข้าใส่กันอย่างสนุก โดยหงส์แดงเริ่มจะตั้งเกมได้ดีขึ้นและสร้างสรรค์โอกาสได้เรื่อยๆ โอกาส ส่วนทางด้านเจ้าบ้านก็ยังมีเกมสวนกลับที่น่ากลัวเช่นเคย

ผ่านไปครึ่งชั่วโมงยังคงไม่มีจังหวะที่ทั้งสองทีมเข้าทำชัดเจนเท่าใดนัก แต่การชิงจังหวะครองเกมกันในแดนกลางทำได้สนุกและไม่น่าเบื่อ โดยเป็นทางฝั่งทีมเยือนที่ดูจะเหนือกว่าอยู่นิดหน่อย

นาทีที่ 35 จิ้งจอกสยามได้ลุ้นอีกครั้งจากการทุ่มบอลพลาดของโมเรโน่ไปติดผู้เล่นเลสเตอร์ ก่อนจังหวะสกัดของลอฟเรนจะมาเข้าทางมาห็เรซที่ปั่นด้วยซ้ายทันที บอลโค้งเข้ากรอบแน่นอนแต่ยังคงเป็นมิโญเลต์อีกครั้งที่ลอยตัวปัดไว้ได้อย่างสวยงามอีกครั้ง

ลิเวอร์พูลเกือบได้บ้างในนาทีที่ 40 จากการจ่ายตัดกองหลังของเฟร์มิโนให้โมเรโน่ที่เติมมาทางซ้าย แต่จังหวะยิงของแบ็คชาวสเปนวางเท้าไม่ดีบอลลอยเหินข้ามคานออกไปไกลอย่างน่าผิดหวัง

จากนั้นผู้ตัดสินเป่านกหวีดหมดเวลาหลังจากทดเวลาบาดเจ็บเพียงนาทีเดียว ยังคงเสมอกันอยู่ในครึ่งแรก 0-0

ช่วงพักครึ่งไม่มีการเปลี่ยนแปลงผู้เล่นจากผู้จัดการทีมทั้งสองฝั่ง 22 ผู้เล่นในสนามยังคงเป็นฃุดเดิม

เริ่มต้นครึ่งหลังทีมเยือนเริ่มต้นได้ดีกว่า โดยนาทีที่ 48 การต่อบอลจากแดนกลางขึ้นมาทางกราบซ้ายก่อนมิลเนอร์จะเล่นชิ่งกับชานก่อนกองกลางชาวเยอรมันจะได้จังหวะยิงตรงเส้นเขตโทษแต่บอลไปแฉลบเปลี่ยนทางกองหลังของเลสเตอร์เสียก่อนเล็กน้ย ไม่อย่างนั้นคาสเปอร์ ชไมเคิลน่าจะได้ออกแรงเซฟตั้งแต่ต้นเกม

นาทีที่ 60 เจ้าบ้านมาได้ประตูขึ้นนำจนได้ จากจังหวะโต้กลับของมาห์เรซที่เปิดยาวมาให้วาร์ดี้ทางขวาของกรอบเขตโทษก่อนกองหน้าฟอร์มแรงชาวอังกฤษจะซัดจังหวะเดียวโดยไม่จับบอลส่งบอลย้อยข้ามศรีษะของมิโญเลต์ที่ถอยหลับไปประจำตำแหน่งไม่ทันเข้าประตูไปอย่างดงาม เลสเตอร์ 1-0 ลิเวอร์พูล

เจอร์เก้น คล็อปป์อยู่เฉยไม่ได้แล้ว ต้องส่งเอาคริสเตียน เบนเตเก้ สูนย์หน้าชาวเบลเยียมลงมาในนาทีที่ 66 แทนเฮ็นเดอร์สันที่วันนี้เล่นไม่ออก

จากนั้นสกอร์มาขยับเป็น 2-0 ในนาทีที่ 72 จากวาร์ดี้คนเดิม โดยเป็นซาโก้ที่กะจังหวะบอลตกพื้นพลาดทำให้บอลไปถึงโอกาซากิที่ได้จังหวะยิงนอกกรอบก่อนบอลจะแฉลบโมเรโน่มาเข้าทางศูนย์หน้าดาวซัลโวของทีมจิ้มบอลสวนตัวนายทวารหงส์แดงเข้าไปเป็น 2-0

อีกคนที่ถูกถอดออกไปในนาทีที่ 75 คือเอ็มเร่ ชานที่วันนี้เล่นผิดพลาดบ่อยรวมถึงการที่ไปเล่นมากจังหวะแล้วเสียบอลหน้าประตูเลสเตอร์จนเป็นที่มาของการถูกสวนกลับจนเสียประตูแรก โดยคล็อปป์เลือกส่งโจ อัลเลนลงมารับหน้าที่แทน

ช่วง 15 นาทีสุดท้ายของเกมทีมเยือนเร่งเกมไม่ขึ้นและเจ้าถิ่นก็ยังคงรักษาสถานการณ์ที่นำอยู่ได้อย่างยอดเยี่ยม ก่อนจะจบเกม 90 นาที เลสเตอร์ ซิตี้เอาชนะลิเวอร์พูลไปได้ 2-0 เก็บเพิ่มเป็น 50 คะแนน รักษาตำแหน่งจ่าฝูงของตารางไว้ได้ต่อแน่นอนถึงแม้ผลในเกมของแมนเชสเตอร์ ซิตี้กับซันเดอร์แลนด์จะจบอย่างไรก็ตาม ส่วนหงส์แดงหล่นไปอยู่อันดับ 8 โดยมีอยู่ 34 คะแนนเช่นเดิม