วงการลูกหนังไทยเศร้า กุนซือสมองเพชรสิ้นลม

วงการฟุตบอลไทยต้องประสบกับความสูญเสียอีกครั้ง เมื่อ อรรถพล ปุษปาคม กุนซือสมองเพชรของสโมสรเพื่อนตำรวจสิ้นลมด้วยอาการติดเชื้อในกระแสเลือดและปอด

โค้ชแต๊ก สิ้นลมอย่างสงบหลังจากมีล้มป่วยด้วยอาการติดเชื้อในกระแสเลือดและปอดหลังเกมเยือนสงขลา ยูไนเต็ด โดยเสียชีวิตเมื่อวันที่ 16 เมษายน ด้วยวัย 52 ปี

หลังการแข่งขันที่เพื่อนตำรวจยันเสมอสงขลา ยูไนเต็ด 1-1 อรรถพล ปุษปาคม ต้องถูกนำตัวเข้าห้องไอซียูโรงพยาบาลกรุงเทพหาดใหญ่เนื่องจากมีอาการอาเจียน ซึ่งต่อมาแพทย์วินิจฉัยว่ามีอาการติดเชื้อในกระแสเลือดและปอด และส่งตัวต่อมารักษาที่โรงพยาบาลกรุงเทพพระรามเก้าเมื่อวันที่ 10 เมษายน 2558 และได้รับการดูแลจากคณะแพทยอย่างใกล้ชิด แต่ด้วยสภาวะปอดติดเชื้ออย่างรุนแรง ทำให้การแลกเปลี่ยนออกซิเจนมีปัญหา ซึ่งส่งผลให้การทำงานของปอดล้มเหลวจนเป็นเหตุให้เสียชีวิตอย่างสงบเมื่อเวลา 04.41 ของวันที่ 16 เมษายน 2558 

ครอบครัวบุษปาคมจะนำร่างของโค้ชแต๊กไปตั้งบำเพ็ญกุศลและสวดพระอภิธรรมศพ ณ วัดธาตุทองต่อไป 

อรรถพล ปุษปาคม เกิดเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2505 (ค.ศ. 1962) ที่อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี เริ่มเล่นฟุตบอลอาชีพในปี 2528 ด้วยวัย 23 ปี กับสโมสรการท่าเรือไทย ในตำแหน่งกองกลางตัวริมเส้นด้านขวา โดยฤดูกาลแรกลงสนาม 23 เกม ยิงไป 7 ประตู และตลอดระยะเวลา 5 ฤดูกาลกับสโมสรการท่าเรือไทย อรรถพล ลงเล่นทั้งหมด 160 นัด และยิงได้ 34 ประตู และเป็นผู้มีส่วนสำคัญในการนำทีมสโมสรการท่าเรือไทยคว้าแชมป์ถ้วยพระราชทาน ก. ในปี 2528 และ 2533

จากนั้น อรรถพล ได้ย้ายไปร่วมทีมปะหังเอฟซี ในประเทศมาเลเซีย 2 ฤดูกาล แม้จะไม่ได้ลงเล่นมากนักเนื่องจากมีอาการบาดเจ็บ แต่ก็สามารถลงสนามรับใช้ต้นสังกัดถึง 57 เกม และยิงไป 12 ประตู ก่อนจะกลับไปอยู่กับทีมทีมการท่าเรือไทยอีกครั้ง

แต่ต่อมา ช่วงปี 2537-2539 ก็ได้กลับมาเล่นให้กับทีมปะหังเอฟซี อีกครั้งหนึ่ง และครั้งนี้ได้พาทีมคว้าแชมป์มาเลเซียซุปเปอร์ลีกในปี 2538 และผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศมาเลเซีย คัพ และมาเลเซีย เอฟเอคัพ แต่ได้เพียงรองแชมป์ทั้งสองรายการ 

สำหรับการรับใช้ทีมชาติไทย อรรถพล ติดทีมชาติในช่วงปี 2538-2541 ยุคเดียวกับปิยะพงษ์ ผิวอ่อน, วิฑูรย์ กิจมงคลศักดิ์, สุรศักดิ์ ตังสุรัตน์ และรุ่นน้องอย่างตะวัน ศรีปาน และเกียรติศักดิ์ เสนาเมือง โดยลงเล่นให้ทีมชาติไทยทั้งหมด 85 นัด และยิงไปทั้งสิ้น 13 ประตู ก่อนจะประกาศแขวนสตั๊ดเมื่อปี 2541 ด้วยวัย 34 ปี

หลังจากเลิกเล่นฟุตบอล อรรถพล เบนเขมมาเป็นผู้ฝึกสอนเป็นครั้งแรกเมื่อปี 2002 กับสโมสรบีอีซี เทโรศาสน ด้วยการเป็นผู้ช่วยผู้ฝึกสอนของ "หมอเมา" พิชัย ปิตุวงศ์ ก่อนจะรับตำแหน่งหัวหน้าผู้ฝึกสอนหลังจากหมอเมาลาออกจากตำแหน่ง และ "โค้ชแต๊ก" ก็ทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมด้วยการพาทีมคว้ารองแชมป์เอเอฟซี แชมเปี้ยนส์ลีก ฤดูกาล 2002/03 โดยแพ้ให้กับสโมสร อัล เลน เอฟซี 1-2 โดยในทีมชุดนั้นมีนักเตะชั้นยอดอย่าง เทอดศักดิ์ ใจมั่น, วรวุฒิ ศรีมะฆะ, ดุสิต เฉลิมแสน และอนุรักษ์ ศรีเกิด

โค้ชแต๊ก เป็น 1 ใน 2 โค้ชไทยที่เคยพาทีมผ่านเข้าไปถึงรอบชิงชนะเลิศ โดยอีกคนหนึ่งคือ "น้าหรั่ง" ชาญวิทย์ ผลชีวิน

ในการคุมทีมมังกรไฟ บีอีซี เทโร ศาสน โค้ชแต๊ก พาทีมคว้าตำแหน่งรองแชมป์เอเอฟซี แชมเปี้ยนส์ลีก 2002/03, อาเซียน คลับ แชมเปี้ยนชิพ 2002/03 และคว้ารองแชมป์ไทยพรีเมียร์ลีก 2 ฤดูกาลติดกัน 2002/03 และ 2003/04

ช่วงปี 2009 โค้ชแต๊กได้รับข้อเสนอจากเมืองทองยูไนเต็ดให้เข้าคุมทีม และปีนี้เองที่โค้ชแต๊กได้พากิเลนผยองคว้าแชมป์ไทยพรีเมียร์ลีกได้สำเร็จ และยังคว้าตำแหน่งผู้ฝึกสอนยอดเยี่ยมแห่งปีของไทยพรีเมียร์ลีก นอกจากนี้ยังพาทีมเมืองทองยูไนเต็ดเข้าทำการแข่งขันเอเอฟซี แชมเปี้ยนส์ลีกรอบเพลย์ออฟเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์สโมสรอีกด้วย

จากนั้น โค้ชแต๊ก ย้ายมาคุมทีมบุรีรัมย์ยูไนเต็ดเมื่อปี 2010 และในปี 2011 ก็ได้พาทีมบุรีรัมย์ยูไนเต็ดคว้าแชมป์ไทยพรีเมียร์ลีก โดยสร้างสถิติทำคะแนนมากที่สุดในประวัติศาสตร์ไทยพรีเมียร์ลีก 85 คะแนน และยังเป็นผู้สร้างประวัติศาสตร์ พาบุรีรัมย์คว้า 3 แชมป์ในปี 2011 คือแชมป์ไทยพรีเมียร์ลีก แชมป์เอฟเอคัพ (เอาชนะเมืองทองยูไนเต็ด 1-0) และแชมป์ลีกคัพ (เอาชนะการท่าเรือไทย 2-0)

ปี 2012 โค้ชแต๊ก พาทีมบุรีรัมย์เข้าแข่งขันฟุตบอลเอเอฟซี แชมเปี้ยนส์ลีกรอบแบ่งกลุ่ม 16 ทีมสุดท้าย โดยอยู่กลุ่มเดียวกับกว่างโจวเอฟเวอร์แกรนด์ (จีน), คาชิวะ เรย์โซล (ญีปุ่น) และชุนบุก ฮุนได (เกาหลี) ซึ่งทั้ง 3 ทีมเป็นแชมป์ลีกในประเทศ และในปีเดียวกันนี้ โค้ชแต๊กยังมาบุรีรัมย์คว้าดับเบิ้ลแชมป์ โดยคว้าแชมป์เอฟเอคัพด้วยการเอาชนะอาร์มี่ ยูไนเต็ด 2-1 และคว้าแชมป์ลีกคัพด้วยการเอาชนะราชบุรี มิตรผล เอฟซี 4-1

จากนั้นโค้ชแต๊กได้ย้ายมาคุมทีมบางกอกกล๊าส ในปี 2013 ก่อนจะย้ายมาคุมทีมเพื่อนตำรวจในฤดูกาล 2014 เป็นฤดูกาลสุดท้าย