ยกฟ้อง! บังยีหลุดคดีปลอมเอกสาร เตรียมยื่นฟีฟ่าปลดแบน, ทนายโบ้แจงเหตุไม่จ่ายภาษี

นรินท์พงศ์ ตั้งโต๊ะแถลงศาลถอนฟ้อง "บังยี" คดีปลอมเอกสารแล้ว โดยเตรียมร่างเป็นภาษาอังกฤษส่งต่อไปยัง "ฟีฟ่า" ให้ยกเลิกโทษแบน

วันที่ 22 กรกฎาคม ศาลอาญากรุงเทพใต้ ได้มีคำพิพากษา คดีหมายเลขดำที่ อ.5446/2556 คดีหมายเลขแดงที่ อ.2395/2556 ระหว่าง บริษัท สโมสรฟุตบอลพัทยา จำกัด โจทก์ กับ นายวรวีร์ มะกูดี ที่ 1 นายองอาจ ก่อสินค้า ที่ 2 จำเลย ว่ามีความผิดปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอม จำคุกคนละ 2 ปี ลดโทษให้หนึ่งในสาม คงจำคุกคนละ 1 ปี 4 เดือน โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี

และเมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2558 นายวรวีร์ มะกูดี และนายองอาจ ก่อสินค้า ได้ยื่นอุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาของศาลอาญากรุงเทพใต้ ต่อศาลอุทธรณ์ว่า มิได้กระทำความผิดความผิดตามคำพิพากษาของศาล

ต่อมาเมื่อวันที่ 20 เมษายน 2560 ศาลอาญากรุงเทพใต้ ได้นัดอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาในประเด็นนี้ว่า จำเลยทั้งสองทำผิดอาญาตามคำพิพากษาศาลอาญากรุงเทพใต้หรือไม่ โดยศาลวินิจฉัยว่า การแก้ไขข้อบังคับฯ เรื่ององค์ประชุมโดยเพิ่มว่า "ไม่น้อยกว่าห้าสิบ (50) คน จึงจะเป็นองค์ประชุม" นั้น ไม่ทำให้เกิดความเสียหายแก่การประชุมใหญ่ และที่ประชุมใหญ่มีมติรับรองให้สมาคมฟุตบอลฯปรับแก้ไขถ้อยคำในรายละเอียดปลีกย่อยของสมาคมฟุตบอลฯ ตามมาตราฐาน FIFA กำหนด และไม่ขัดแย้งกฎหมายไทย และการแก้ไขข้อบังคับฯ โดยไม่ต้องกลับมาเสนอในที่ประชุมใหญ่พิจารณาเห็นชอบอีก ระหว่างรอการจดทะเบียน แก้ไขข้อบังคับสมาคมฯ กรมการปกครองมีหนังสือแจ้งผ่านไปยัง กกท. แนะนำให้สมาคมฟุตบอลฯ ปรับแก้ข้อบังคับที่ได้ยื่นขอจดทะเบียน และการแก้ไขข้อความ หลังจากมีหนังสือของกรมการปกครอง แนะนำให้แก้ไขแล้ว มิใช่จำเลยทั้งสองมีเจตนาจะกระทำการปก้ไขมาแต่แรก และการแก้ไขข้อบังคับ ข้อ 77. เรื่องสิทธิประโยชน์ การแก้ไขและตัดทอนข้อความคำว่าสมาชิกออก เป็นผลสืบเนื่องจาก หนังสือที่กรมการปกครอง มีไปถึง กกท. และตามประมวลกฎหมายแพ่งพาณิชย์มาตรา 78 สมาคมต้องไม่มีวัตถุประสงค์เพื่อหากำไรหรือรายได้มาแบ่งปันกัน การให้สมาชิกเป็นเจ้าของสิทธิด้วยก็ต้องมีผลประโยชน์ ซึ่งอาจขัดต่อ มาตรา 78 ดังนั้น การจดทะเบียนแก้ไขเปลี่ยนแปลงองค์ประชุมและตัดข้อความสมาชิกออก เกิดจาการท้วงติงของกรมการปกครอง และที่ประชุมใหญ่ให้อำนาจในการแก้ไขข้อผิดพลาดเล็กน้อย และจำเลยทั้งสองจะต้องรีบดำเนิกากรจดทะเบียนแก้ไขข้อบังคับฯ เพื่อให้ทันตามกำหนดระยะเวลาการเลือกตั้ง การกระทำของจำเลยทั้งสองขาดเจตนาในการกระทำความผิด พิพากษายกฟ้อง

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่าจะเดินหน้าต่อไปอย่างไร “ทนายโบ้” นรินท์พงศ์ จินาภักดิ์ กล่าวว่า “วันนี้ศาลไทยเคลียร์แล้ว อีก 30 วันผมจะมีหนังสือรับรองถึงที่สุด ก็คือเสร็จเด็ดขาดตามกระบวนการยุติธรรม ผมจะนำหนังสือฉบับนี้ คำพิพากษาทั้งหมดแปลเป็นภาษาอังกฤษ"

"ผมจะส่งไปที่ฟีฟ่า บอกว่าสิ่งที่ท่านกล่าวหาและแบนคุณวรวีร์ในเรื่องจริยธรรม วันนี้ศาลได้ยกฟ้องเรียบร้อย แล้วศาลก็บอกว่าคุณวรวีร์ไม่ผิดเท่ากับว่าผมจำเป็นต้องเอาเรื่องดังกล่าวไปบอกฟีฟ่า เพื่อให้ฟีฟ่าได้มีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งแบนคุณวรวีร์ ในกรณีถ้าฟีฟ่าไม่ถอนโทษแบน แน่นอนว่าเราจะนำเรื่องนี้ไปฟ้องต่อศาลกีฬาโลกต่อไป”

“วันนี้คุณวรวีร์อยากจะฝากมาบอกพี่น้องสื่อที่รักและเคารพมากๆ ว่า เขาไม่เป็นโจรอย่างที่คนกล่าวหา เขาไม่เป็นคนโง่เขลาเบาปัญญาที่จะแก้ไขอะไรที่มันไร้สาระ ส่วนสมัยหน้าคุณวรวีร์จะกลับมาลงเลือกตั้งหรือไม่นั้น ก็ได้มีการหารือกันว่าวันนี้ต้องการให้ทุกคนรับรู้ว่าตัวเองบริสุทธิ์"

"และถ้าวันนี้สังคมฟุตบอลโดยคณะกรรมการชุดใหม่ทำหน้าที่ได้ดีอยู่แล้ว ก็ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องกลับลงมาอีก เพราะท่านก็วางรากฐานฟุตบอลมาเป็นระยะเวลายาวนาน ก็สนับสนุนให้คนที่ทำแล้วดี ทำต่อไป แต่ถ้าทำไม่ดี ถึงเวลาจะเลือกตั้ง สังคมฟุตบอลจะเรียกร้องเองว่าใครเหมาะสมที่จะมาบริหารงานฟุตบอลต่อไป”

นรินท์พงศ์ จินาภักดิ์

ขณะเดียวกัน ผู้สื่อข่าวได้สอบถามถึงข้อเท็จจริงกรณีที่สมาคมฯชุดเก่าไม่จ่ายภาษีเป็นเงินกว่า 130 ล้านบาท นายนรินท์พงศ์ กล่าวว่า “ไม่จริงหรอกครับ การที่ไม่จ่ายภาษี ผมตอบได้เกินร้อยเปอร์เซ็นต์เพราะผมดูแลเรื่องกฎหมาย มันเป็นภาษีที่สมัยก่อนต้องยอมรับว่าไทยลีกสมัยก่อนมันไม่มีคนดู แล้วเราก็หารือกับกรมสรรพากรว่าไม่มีความจำเป็นต้องเสียภาษีในส่วนนี้"

"แต่ในเมื่อสรรพากรบอกต้องจ่าย ก็ไม่ใช่เป็นภาระของคุณวรวีร์ต้องจ่ายนะครับ แต่เป็นภาระของสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ ซึ่งเป็นชื่อมาเป็นสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ ต้องรับผิดชอบต่อไป”

“ยกตัวอย่างง่ายๆ เกิดมีหนี้ค้างอีกซักพันล้าน นายกต่อไปจากคุณสมยศมา ก็ต้องรับผิดชอบไป จะมาโทษว่านายกคนใดคนหนึ่งทำหนี้สมาคมไว้ไม่ได้ เพราะเป็นหน้าที่ที่นายกคนปัจจุบันต้องรับผิดชอบจัดการตรงนี้ไป"

"ไม่ใช่ว่าอะไร ตั๋วไทยทิกเก็ตขายไม่ได้ อะไรหนี้ต่างๆ ไปโทษเขาไม่ได้ เราต้องยอมรับว่าเมื่อเรามาเป็นผู้นำแล้ว ภาระหน้าที่ของนิติบุคคลคือหัวหน้าสมาคมฟุตบอลต้องรับผิดชอบในสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดนะครับ” ทนายความบังยี กล่าวทิ้งท้าย

นรินท์พงศ์ จินาภักดิ์

อนึ่ง เนื่องจาก นายวรวีร์ มะกูดี ถูกคำสั่งของ FIFA ห้ามเกี่ยวข้องกับวงการฟุตบอลเป็นเวลา 5 ปี เนื่องจากการกระทำความผิดอาญาตามคำพิพากษาของศาลอาญากรุงเทพใต้ เมื่อศาลอุทธรณ์พิพากษาว่า นายวรวีร์มิได้กระทะความผิดแล้ว คณะทนายความจะดำเนินการแจ้งข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นทั้งหมดพร้อมทั้งคำพิพากษาไปยัง FIFA เพื่อพิจารณาให้เพิกถอนคำสั่งห้ามของ FIFA ต่อไป

Topics