ย้อนรอย 10 ซูเปอร์แมตช์แห่งความทรงจำ 2013

สิบเกมสุดมันส์ในรอบปี 2013 มีให้เลือกสรรอยู่มากมาย แต่ทางโกลประเทศไทยได้คัดมาแล้วสิบเกมที่สนุกเร้าใจและมีโมเมนต์สำคัญให้ทุกท่านติดตามอยู่

ปี 2013 มีแมตช์อันน่าประทับใจอยู่หลายเกมที่เรียกทั้งน้ำตารวมถึงความฮือฮา และสิ่งสำคัญปีที่ผ่านมามีเหตุการณ์เกิดขึ้นมากมายที่ 90 นาทีในสนามสามารถบ่งบอกอะไรได้หลายอย่าง ทาง โกล ประเทศไทยขอเลือกสิบเกมสุดประทับใจมาให้ทุกท่านรับชม

เวสต์บรอมฯ 5-5 แมนฯยูไนเต็ด สนาม: ดิ ฮอว์ธอร์นส์

หลังจากคว้าแชมป์ลีกสมัยที่ 20 ไปครองก่อนหน้านี้ เซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ตัดสินใจวางมือจากการคุมทีมมาเป็นเวลานานกว่า 27 ปี และเกมสุดท้ายของพวกเขาก็คือการยกพลไปเยือนเวสต์บรอมวิช อัลเบี้ยน

แต่กลายเป็นโรเมลู ลูกากู ที่ถูกส่งลงมาในครึ่งหลังเป็นคนพังงานฉลองของทีมปีศาจแดงไปซะหมด หลังเหมาคนเดียวสามประตู ช่วยให้ทีมไล่ตีเสมอแมนฯยูไนเต็ดไป 5-5 ซึ่งแม้สุดท้ายเซอร์อเล็กซ์จะปิดท้ายไม่สวยหรูแต่ก็ถือว่าถูกใจคอบอลทั้งกองแช่งและกองเชียร์ทีเดียว

ดอร์ทมุนด์ 1-2 บาเยิร์น มิวนิค สนาม : เวมบลีย์

เกมแชมเปี้ยนส์ลีก รอบชิงชนะเลิศ ณ สังเวียนเวมบลีย์ ใจกลางประเทศอังกฤษ กลายเป็นการเข้าชิงกันเองระหว่างสองทีมยักษ์ใหญ่จากศึกบุนเดสลีกา โดยทีมเสือเหลืองนั้นสามารถโค่นเรอัล มาดริดมาได้ด้วยสกอร์รวม 4-3 ส่วนเสือใต้ก็สอนเชิงบาร์เซโลนาไปแบบจัดหนัก 7-0

เกมคู่นี้ทำท่าว่าจะยืดเยื้อไปถึงช่วงต่อเวลา หลัง อิลกาย กุนโดกันสังหารจุดโทษตีเสมอ หลังทีมดังแห่งแคว้นบาวาเรียได้ประตูออกนำไปก่อนจากมาริโอ มานด์ซูคิช แต่กลายเป็นอาร์เยน ร็อบเบนที่มายิงประตูชัยในนาทีสุดท้ายล้างอายการเป็นราชันรองแชมป์ของตัวเอง พร้อมพาทีมคว้าแชมป์ยุโรปสมัยที่ 5 ไปครองได้อย่างยิ่งใหญ่

บาเยิร์น มิวนิค 4-0 บาร์เซโลนา สนาม : อลิอันซ์ อารีนา

หลังจากที่ทีมเจ้าบุญทุ่มครองความเป็นจ้าวยุโรปมาได้ตลอดช่วงหลัง จากผลงานการคว้าแชมป์แชมเปี้ยนส์ลีกมาได้ถึง 2 ครั้ง ตลอด 5 ปีหลัง ทำให้พวกเขาถูกยกย่องว่าทีมเหนือมนุษย์

และหลังผ่านรอบ 8 ทีมสุดท้ายกับปารีส แซงต์ แชร์กแม็งมาได้แบบหืดจับ พร้อมทั้งต้องสังเวยลิโอเนล เมสซีที่ถูกอาการบาดเจ็บเล่นงาน พวกเขาก็โดนบาเยิร์น มิวนิคสอนบอลไปก่อนในนัดแรกถึง 4-0 และในเกมที่สองหลายฝ่ายคิดว่าพวกเขาน่าจะกลับมาได้เหมือนที่พวกเขาเคยทำมาแล้วในรอบน็อคเอาท์กับเอซี มิลาน (แพ้0-2,ชนะ4-0) หลังได้ลิโอเนล เมสซีกลับมา พวกเขาก็พิสูจน์ให้เห็นว่าสู้กับทีมของจุ๊ปป์ ไฮน์เกสไม่ได้เลยหลังแพ้ไป 0-3 ตกรอบไปด้วยสกอร์รวม 0-7

บราซิล 3-0 สเปน สนาม : มาราคานา

ทุกครั้งก่อนที่มหกรรมฟุตบอลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดอย่างฟุตบอลโลกจะระเบิดขึ้นก็ต้องมีศึกคอนเฟดเดอเรชันส์ คัพ ก่อนหนึ่งปีเพื่อทดสอบความพร้อมของทางเจ้าภาพ

และทีมชาติบราซิลซึ่งเป็นเจ้าภาพในครั้งนี้ก็ไม่ทำให้แฟนบอลทั้งประเทศผิดหวังหลังโค่นแชมป์เก่า พ่วงด้วยแชมป์ยูโร 2 สมัยซ้อนอย่างทีมชาติสเปนในรอบชิงชนะเลิศไปด้วยสกอร์ 3-0 พร้อมให้กำเนิดซูเปอร์สตาร์ดวงใหม่อย่างเนย์มาร์ ซึ่งเป็นการพิสูจน์ให้เห็นคำว่า "ดีแต่ท่อ ล้อไม่หมุน" ของโจอี้ บาร์ตัน ไม่เป็นความจริง

สวีเดน 2-3 โปรตุเกส (สกอร์รวม 2-4) สนาม : เฟรนด์ อารีนา

หลังจากที่ทั้งคู่ต่างผ่านรอบแบ่งกลุ่มในรอบคัดเลือกฟุตบอลโลกด้วยการเป็นรองแชมป์กลุ่ม และต้องโดนจับสลากมาประกบคู่กันในรอบเพลย์ออฟและเกมแรกก็เป็นทีมฝอยทองที่เฉือนชนะมาได้ 1-0 จากประตูชัยของคริสเตียโน โรนัลโด้ในช่วงท้ายเกม

แต่ความมันส์ระดับ 5 ดาวกลับมาระเบิดในเกมที่สองเพราะแม้ทีมฝอยทองดูท่าว่าจะผ่านเข้ารอบไปได้ง่ายๆหลังได้ประตูออกนำจากเจ้าซีอาร์เซเว่นในนาทีที่ 50 แต่หลังจากนั้นกลายเป็นซลาตัน อิบราฮิโมวิชที่เหมาคนเดียวสองประตูช่วยให้ทีมพลิกกลับมาขึ้นนำ และพวกเขาต้องการอีกเพียงแค่ประตูเดียวเท่านั้นเพื่อชิงตั๋วไปเล่นที่บราซิล แต่กลายเป็นเจ้าของค่าเหนื่อยที่แพงที่สุดในโลกที่มาเหมาคนเดียวอีกสองประตูและเป็นแฮตทริกในเกมนั้นช่วยให้ทีมผ่านเข้ารอบไปแบบสนุกสุดมัน

สิงห์ ออลสตาร์ 1-0 แมนฯยูไนเต็ด สนาม : ราชมังคลากีฬาสถาน

หลังจากที่เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสันตัดสินใจวางมือ เดวิด มอยส์ก็เข้ามาคุมทีมแทนทันทีหลังจบฤดูกาล และเกมแรกที่พวกเขาต้องลงอุ่นเครื่องก็คือการบุกมาเล่นที่แดนช้างศึก แต่ปัญหาวุ่นวายก็มาเกิดขึ้นหลังเวย์น รูนีย์บินกลับบ้านเกิดก่อนเพราะมีอาการบาดเจ็บท่ามกลางข่าวลือเรื่องการย้ายทีมพร้อมรูปเกมอันแสนน่าเบื่อที่สนามราชมังคลากีฬาสถาน

แต่กลายเป็นหัวหอกจากทีมบางกอกกล๊าส เอฟซี ที่แม้จะโดนโห่ทั้งเกมที่มาทำประตูโทนในช่วงครึ่งหลัง พร้อมท่าดีใจแบบเสยผมสุดหล่อ และประตูดังกล่าวกลายเป็นการประเดิมการคุมทีมที่ไม่ค่อยดีนักของเดวิด มอยส์ พร้อมทั้งวลีเด็ดจากธีรเทพ วิโนทัยที่คนไทยต้องจำไปอีกนานว่า "ถ้าผมยิงใส่แมนฯยูไนเต็ด ผมจะไม่ดีใจ เพราะแมนฯ ยู เป็นเหมือนอดีตต้นสังกัดของผม"

เอฟซี โซล 2-2 บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด สนาม : โซล เวิลด์ คัพ สเตเดี้ยม

เกมนัดสุดท้ายในศึกเอเอฟซี แชมเปี้ยนส์ลีก รอบแบ่งกลุ่ม กลุ่ม อี ถือว่าเป็นเกมชี้ชะตาครั้งสำคัญของทีมปราสาทสายฟ้า เพราะเกมสุดท้ายพวกเขาต้องเจอทีมแกร่งจากเกาหลีใต้ ซึ่งพวกเขาต้องทำผลงานให้ดีกว่า เวกัลตะ เซนไดทีมร่วมกลุ่มที่ต้องเผชิญหน้ากับเจียงสู เฉินตี้ในเวลาเดียวกันให้ได้

ความฝันของพวกเขาดูท่าว่าจะดับลงหลังโดนซึง ยอง จุงยิงประตูออกนำไปก่อนแต่เป็นเอกชัย สำเหร่ที่มาซัดประตูตีเสมอ ก่อนจะมาโดนนำอีกครั้งจากฮยุน ซัง คิม แต่แล้วประตูประวัติศาสตร์ของธีราทร บุญมาทันก็ทำให้พวกเขาตีเสมอพร้อมคว้าหนึ่งแต้มสำคัญคว้าสิทธิ์การเป็นรองแชมป์กลุ่มได้สำเร็จ ส่วนผลอีกคู่เวกัลตะ กลับแพ้คาบ้านต่อเจียงสูไป 1-2 ทำให้ทีม 4 แชมป์ปีล่าสุดผ่านเข้ารอบไปได้

แต่เหตุการณ์ดราม่ากลับไม่จบอยู่แค่นั้นหลังจบเกมได้เกิดเหตุการณ์ฟ้าผ่าอย่างรุนแรง หลังโค้ชแต๊ก อรรถพล บุษปาคมถูกสั่งปลด พร้อมวลีเด็ดจากท่านประธานเนวิน ชิดชอบที่ว่า "ผมนี่แหละ คือเฮดของเฮดโค้ช"

ไทย ยู-23 1-0 อินโดนีเซีย ยู-23 สนาม : ไซยาธิริ สเตเดี้ยม

จากความผิดหวังครั้งแล้วครั้งเล่าของทัพช้างศึก ทั้งในรายการเอเชียน คัพรอบคัดเลือก ที่ทีมชุดใหญ่แพ้มา 5 เกมรวด, การตกรอบแรกซีเกมส์สองครั้งก่อนหน้านี้ รวมถึงการเป็นแค่รองแชมป์ในศึกเอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพเมื่อปีก่อน ทำให้ทีมชาติไทยมุ่งมั่นอย่างเต็มที่ที่จะคว้าแชมป์ซีเกมส์ครั้งนี้มาครองให้ได้ ภายใต้การนำทีมของซิโก้ เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง

การแข่งขันในรอบแบ่งกลุ่มดำเนินไปได้ไม่ค่อยสะดวกนักหลังชนะคู่ต่อสู่มาได้แบบหืดขึ้นคอรวมถึงเกมรอบรองชนะเลิศกับสิงคโปร์ และในรอบชิงชนะเลิศที่สนามไซยาธิริ สเตเดี้ยมพวกเขาก็ต้องเจอทีมจากแดนอิเหนาที่เอาชนะมาได้แล้วในรอบแบ่งกลุ่ม และกลายเป็นศราวุฒิ มาสุขปีกขวาสังกัดเอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ดที่มาซัดประตูชัยช่วยให้ทีมคว้าแชมป์ซีเกมส์มาครองได้สำเร็จ พร้อมกู้ศรัทธาจากชาวสยามกลับมาได้อีกครั้ง

ดอร์ทมุนด์ 4-1 เรอัล มาดริด สนาม : ซิกนัล อิดูนา พาร์ค

ศึกแชมเปี้ยนส์ลีกรอบรองชนะเลิศอีกสายถือว่าน่าสนใจเช่นกัน เพราะตัวเต็งอย่างแชมป์ 9 สมัย อย่างทีมราชันชุดขาวของโชเซ มูรินโญ ที่กำลังฮ็อตหลังโค่นทั้งแมนฯยูไนเต็ดและกาลาตาซารายมาได้ในรอบก่อนหน้านี้ และต้องมาโคจรมาเจอกับทีมเสือเหลืองที่ถือว่าเป็นรองกว่าเพราะกว่าจะผ่านมาลาก้าในรอบ 8 ทีมสุดท้ายมาได้ก็ต้องใช้โชคช่วยอย่างเต็มที่หลังได้สองประตูในช่วงทดเวลาบาดเจ็บในเกมนัดที่สอง

แต่เกมนัดแรกที่สังเวียน ซิกนัล อิดูนา พาร์ค กลายเป็นโรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ที่ทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมพร้อมสร้างสถิติเป็นนักเตะคนแรกที่ยิงไปได้ถึง 4 ประตูในเกมรอบรองชนะเลิศ พร้อมช่วยทีมถล่มเรอัล มาดริดในนัดแรกไปได้ถึง 4-1 แม้เกมที่สองทีมราชันชุดขาวจะพยายามอย่างหนักเพื่อกลับมาให้ได้แต่ก็ทำได้แค่ชนะไป 2-0 ก่อนตกรอบไปด้วยสกอร์รวม 3-4 พร้อมกับการโบกมือลาของเดอะ สเปเชียล วัน

วัตฟอร์ด 3-1 เลสเตอร์ สนาม : วิคาเรจ โรด

หลายคนอาจจะมองผ่านแล้วคิดว่านี่คือเกมระดับ แชมเปี้ยนชิพ ลีกระดับรองในประเทศอังกฤษแล้วไม่มีความน่าสนใจเลย แต่ไม่ใช่สำหรับเกมนี้ เพราะความหมายคือการผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศไปเล่นเกมเพลย์ออฟ เพื่อชิงตั๋วเลื่อนชั้นไปเล่นศึกพรีเมียร์ลีกในฤดูกาลถัดไป

แต่ทีมสุนัขจิ้งจอกผู้มีกลุ่มทุนคิง พาวเวอร์หนุนหลังกลับเป็นฝ่ายคว้าชัยชนะมาก่อนในเกมแรกด้วยสกอร์ 1-0 เกมที่สองทำท่าว่าจะเป็นพวกเขาที่น่าจะได้ผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศหลังมีสกอร์ตามหลัง 1-2 (ผ่านเข้ารอบด้วยกฏอเวย์โกล) และมาได้จุดโทษในช่วงทดเวลาบาดเจ็บอีกด้วย แต่แอนโทนี น็อคการ์ทกลับยิงไปติดเซฟของมานูเอล อัลมูเนีย และจังหวะสกัดดังกล่าวกลาบเป็นวัตฟอร์ดที่มาได้ประตูชัยจากทรอย ดีนีย์ในนาทีที่ 90+7 พร้อมผ่านเข้ารอบไปด้วยสกอร์รวม 3-2

แต่สุดท้ายทีมแตนอาละวาดก็ต้องน้ำตาตกอยู่ดีหลังไปแพ้ต่อคริสตัล พาเลซในเกมรอบชิงชนะเลิศ 0-1 และก็ต้องมาแข่งกันเองในแชมเปี้ยนชิพฤดูกาลนี้

สิ่งเหล่านี้ต่างเป็นเสน่ห์ในเกมลูกหนังที่ทำให้กีฬาฟุตบอลกลายเป็นกีฬาที่มีผู้สนใจมากที่สุดในโลก แม้ปี 2013 จะผ่านไป แต่ปี 2014 กำลังจะเริ่มขึ้น เชื่อได้เลยว่าเกมมันส์กว่าหมื่นนัดในรอบปี 2014 จะมีเกมที่สนุกสนานเร้าใจมาให้ทุกท่านได้ติดตามรับชมแน่นอน

นี่แหละคือสิบเกมสุดมันส์ที่ทางโกล ประเทศไทยได้เลือกสรรมาให้ท่านผู้อ่านทั้งหลายได้รับชมเห็นด้วยกับเราไหม? อยากสลับเกมไหนลงไปแทน? บอกเราได้ที่กล่องคอมเมนท์เลย!