ยูเวนตุส 1-4 เรอัล มาดริด : ราชันชุดขาวป้องกันแชมป์สำเร็จ

โลส บลังโกส กลายเป็นทีมแรกที่ป้องกันแชมป์ยุโรปในชื่อใหม่ได้สำเร็จ หลังจัดการกำราบเบียงโคเนรีแบบอยู่หมัด โดยมีซีอาร์เซเว่นเป็นพระเอกทำ 2 ประตู

ศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก 2017 รอบชิงชนะเลิศ ที่สนามมิลเลนเนียม สเตเดี้ยม ในเเมืองคาร์ดิฟฟ์ ประเทศเวลส์ เป็นการพบกันระหว่าง ยูเวนตุส แชมป์กัลโซ เซเรีย อา อิตาลี ดวลกับแชมป์ลาลีกาสเปนอย่าง เรอัล มาดริด

มัสซิมิเลียโน อัลเลกรี กุนซือทัพม้าลาย กลับมาใช้ 5 นักเตะที่ไม่ได้เล่นในเกมลีกนัดสุดท้ายที่บุกชนะโบโลญญา 2-1 เมื่อสัปดาห์ก่อนลงสนามเป็นตัวจริงอีกครั้ง ได้แก่ ดานี อัลเวส, อเล็กซ์ ซานโดร, จอร์โจ้ คิเอลลินี, เลโอนาร์โด้ โบนุชชี และกัปตันทีมผู้ลุ้นคว้าถ้วยนี้เป็นครั้งแรกในวัย 39 ปีอย่าง จานลุยจิ บุฟฟอน

ด้านราชันชุดขาวของ ซีเนดีน ซีดาน ซึ่งจะได้คุมทัพกลับมาเจอทีมเก่าสมัยค้าแข้งช่วงปี 1996-2001 เปลี่ยนนักเตะจากเกมลีกนัดสุดท้ายเมื่อสองสัปดาห์ก่อนที่บุกชนะมาลาก้า 2-0 เพียงแค่รายเดียวเท่านั้น คือ ดานี การ์บาฆาล ซึ่งสลัดอาการบาดเจ็บได้กลับมาประจำการเป็นแบ็คขวาแทนที่ของ ดานิโล

ออกสตาร์ทเกมมาได้เพียงแค่ 3 นาทีเท่านั้่น เป็นยูเวนตุสที่มีโอกาสทักทายก่อนอย่างรวดเร็ว จากจังหวะที่ มาริโอ มานด์ซูคิช เปิดบอลทางกราบซ้ายเข้ากลางให้ กอนซาโล อิกวาอิน ได้โหม่งแต่ยังตรงตัว เคย์เลอร์ นาบาส รับติดมือ

นาทีถัดมาม้าลายมีโอกาสอีกครั้ง จากจังหวะที่ อิกวาอิน เลี้ยงแหวกแนวรับมาดริดก่อนจะลองส่องไกลด้วยขวาลูกพุ่งจนทำให้ นาบาส รับกระฉอกเล็กน้อยแต่ยังตามไปตะครุบเข้าซองได้ทัน

จากนั้นนาทีที่ 6 ยังเป็นเบียงโคเนรีที่บุกได้วูบวาบกว่าชัดเจน และมีโอกาสหวาดเสียวอีกครั้ง จากจังหวะที่ มานด์ซูคิช เปิดบอลทางกราบซ้ายเข้าเขตโทษไปโดน ราฟาแอล วาราน โหม่งเคลียร์ทิ้งไปเข้าทาง มิราเล็ม ปยานิช วอลเลย์เน้นๆด้วยขวา แต่ก็ยังไม่ผ่านมือ นาบาส ที่พุ่งปัดทิ้งไปได้อย่างยอดเยี่ยม

แต่แล้วกลับกลายเป็นฝั่งของราชันชุดขาวในชุดเยือนสีม่วงที่เด็ดขาดกว่า สามารถพังประตูขึ้นนำได้สำเร็จ ในนาทีที่ 20 จากจังหวะที่ การ์บาฆาล ไหลบอลบริเวณริมกรอบเขตโทษฝั่งขวาย้อนเข้ากลาง คริสเตียโน โรนัลโด้ ตวัดยิงเรียดด้วยขวาแฉลบปลายเท้าของ โบนุชชี เล็กน้อยเข้าไป ส่งให้แชมป์เก่าออกนำ 1-0

อย่างไรก็ตาม ยูเวนตุสก็ยังไม่ละความพยายามในการเปิดเกมรุก จนกระทั่งนาทีที่ 27 ก็มาจัดการตามตีเสมอได้แบบทันควัน จากจังหวะที่ อเล็กซ์ ซานโดร เคาะบอลทางริมกรอบเขตโทษฝั่งซ้ายเข้ากลางให้ อิกวาอิน แต่งลูกก่อนจะเดาะชงต่อให้ มานด์ซูคิช พักอกแล้วเอี้ยวตัววอลเลย์ด้วยขวาย้อยข้ามมือ นาบาส เสียบคานเข้าไปอย่างสวยงาม ทำให้สกอร์กลับมาเท่ากันอีกครั้งที่ 1-1

หลังตีเสมอได้ รูปเกมยังคงเป็นแชมป์ลีกแดนมะกะโรนีที่ครองบอลบุกแบบได้น้ำได้เนื้อมากกว่า แต่แนวรับของโลส บลังโกสก็ยังรับมือได้ดีไม่มีผิดพลาดเป็นครั้งที่สอง ทำให้จบ 45 นาทีแรกด้วยสกอร์ 1-1

ครึ่งหลังมาดริดเริ่มมีการปรับแผนมาเน้นเกมรุกมากขึ้นกว่าเดิม โดยมีโอกาสลุ้นจากจังหวะที่ลองส่องไกลด้วยซ้ายของ ลูก้า โมดริช ในนาทีที่ 54 แต่บอลยังพุ่งไม่หนีมือ บุฟฟอน มากนัด คว้าติดมือมือหนึบ

รูปเกมของราชันชุดขาวกลับมาเหนือกว่าขึ้นอย่างเห็นได้ชัด จนกระทั่งนาทีที่ 61 ก็จัดการพังประตูขึ้นนำได้อีกครั้ง จากจังหวะที่ คาเซมิโร ซัดไกลด้วยขวาเต็มข้อไปแฉลบ ซามี เคดิรา ทำให้ลูกเปลี่ยนทางเบียดเสาเข้าไปชนิดที่ บุฟฟอน หมดสิทธิ์ป้องกัน ส่งให้แชมป์เก่านำ 2-1

3 นาทีต่อมา โลส บลังโกสเริ่มได้ใจ เมื่อมาบวกลูกสามเพิ่มได้อีก จากจังหวะที่ ลูก้า โมดริช เปิดบอลทางสุดเส้นหลังฝั่งขวาเข้ากลางให้ โรนัลโด้ วิ่งโฉบมาตวัดแปด้วยขวาระยะเผาขนตุงตาข่าย ช่วยให้แชมป์ลีกแดนกระทิงดุหนีห่างเป็น 3-1

ช่วงท้ายเกมนาทีที่ 84 สถานการณ์ของยูเวนตุสย่ำแย่เข้าไปอีก เมื่อต้องมาเหลือผู้เล่นแค่ 10 คน จากจังหวะที่ ฮวน กัวดราโด้ ไปเล่นนอกเกมใส่ เซร์คิโอ รามอส จนโดนใบเหลืองที่สองเป็นใบแดงไล่ออกไป

นาทีที่ 90 สุดท้ายของก่อนทดเวลา โลส บลังโกส มากดประตูที่ฉีกหนีได้อีก จากจังหวะที่ มาร์เซโล ไหลบอลจากสุดเส้นหลังฝั่งซ้ายเข้ากลางให้ มาร์โก อเซนซิโอ ตวัดยิงด้วยซ้ายข้างถนัดเน้นๆตุงตาข่าย ส่งให้แชมป์เก่านำห่าง 4-1

สุดท้ายไม่มีประตูเกิดขึ้นเพิ่มเติมอีก ส่งผลให้จบเกมเป็นเรอัล มาดริดที่เอาชนะไปได้สำเร็จ 4-1 คว้าแชมป์ไปครองเป็นสมัยที่ 12 มากที่สุดตลอดกาล รวมถึงกลายเป็นทีมแรกที่ป้องกันแชมป์ได้ นับตั้งแต่เปลี่ยนมาใช้ชื่อ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก อีกด้วย