Stories

จากปากแข้งไทยในไอซ์แลนด์ : พวกเขาทำอย่างไรถึงไปฟุตบอลโลก?

เพราะเหตุใดไอซ์แลนด์ถึงได้ไปฟุตบอลโลก? วันนี้เราจะมาไขความจริงให้กระจ่างกับ รณรงค์ วงศ์มหาดไทย แข้งไทยที่เล่นอยู่ที่นั่นมานานนับสิบปี

We are part of The Trust Project What is it?

ไอซ์แลนด์ ประเทศที่เล็กกว่าภาคอีสานของไทย และมีประชากรไม่ถึง 350,000 คน ได้สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้กับตัวเองขึ้นมาอีกครั้งด้วยการผ่านเข้าสู่รอบสุดท้ายฟุตบอลโลกได้สำเร็จเป็นหนแรก และยังเป็นประเทศที่เล็กที่สุดที่เข้าร่วมเผดียงแข้งในทัวร์นาเม้นต์ระดับโลกรายการนี้ด้วย

โดยเมื่อปีที่แล้ว พวกเขาก็ได้เล่นในยูโร รอบสุดท้าย เป็นหนแรก และทะลุเข้าสู่รอบ 8 ทีมสุดท้าย หลังจากที่หักด่านประเทศที่ขึ้นชื่อว่าเป็นต้นตำรับแห่งฟุตบอลสมัยใหม่อย่างอังกฤษในรอบก่อนหน้า

ทั้งที่สมัยก่อนนักเตะทีมชาติยังต้องมีอาชีพเสริม อย่างผู้รักษาประตูมือหนึ่ง ฮันเนส โฟร์ ฮอลล์ดอร์สสัน ที่เคยกำกับภาพยนตร์เป็นงานพาร์ทไทม์ก่อนจะเทิร์นโปรเต็มตัว หรือแม้แต่กุนซือคนปัจจุบันอย่าง เฮเมียร์ ฮัลล์กริมส์สัน ก็ยังเคยเป็นทันตแพทย์ควบคู่กับทำงานโค้ชมาก่อน

และในปัจจุบัน ฟีฟ่า แรงกิ้ง ของพวกเขาก็พุ่งกระฉูดจากอันดับที่ 133 เมื่อ 5 ปีก่อน กระโดดขึ้นมาเป็น 21 ได้อย่างน่าชื่นชม

แน่นอนว่า ตลอดระยะเวลา 2 ปีที่ผ่านมา ไอซ์แลนด์ได้แสดงเห็นแล้วว่า มันไม่ใช่เรื่องบังเอิญ หรือเทพนิยาย เพราะเบื้องหลังคือความตั้งใจล้วนๆ

ซึ่งทีมงาน FourFourTwo Thailand ก็ได้สอบถามไปยัง รณรงค์ วงศ์มหาดไทย นักเตะไทยผู้ค้าแข้งในลีกไอซ์แลนด์กับ อัล์ฟตาเนส (Álftanes) ถึงประสบการณ์ตรงที่เจอกับตัว ถึงพัฒนาการด้านฟุตบอลของประเทศนี้

ว่าทำไม...ไอซ์แลนด์ถึงได้ไปบอลโลก…

เริ่มต้นที่โค้ช

“ไอซ์แลนด์ไม่ใช่ประเทศที่กีฬาฟุตบอลเป็นอันดับหนึ่งนะครับ แต่ก็ใช่ว่าเขาจะไม่เก่ง” รณรงค์ หรือ “อ๊อฟ” ปีกวัย 29 ปีกล่าวกับโฟร์โฟร์ทู

ปฏิเสธไม่ได้ว่า การจะทำให้นักเตะซึ่งถือเป็นผลผลิตออกมาดีได้นั้น วัตถุดิบคือเรื่องสำคัญ เพราะฉะนั้นสมาคมฟุตบอลของไอซ์แลนด์จึงเน้นไปที่การสร้างโค้ชให้มีคุณภาพตลอด 15 ปีที่ผ่านมา

โครงการฝึกอบรมโค้ชทั่วประเทศ ในปี 2016 พวกเขามีโค้ชที่ได้ไลเซนส์ 600 คน จากประชากรทั้งหมด 335,000 คน เป็นโปร ไลเซนส์ซะ 15 คน เอ ไลเซนส์ ราว 180 คน ส่วนอีก 400 คนถือ ยูฟ่า บี ไลเซนส์ ดังนั้นประชากรของไอซ์แลนด์ราว 800 คน จะมีโค้ชระดับ บี ไลเซนส์ 1 คน

โดยพวกเขาใช้เงินค่าลิขสิทธิ์โทรทัศน์ที่ยูฟ่ามอบให้เป็นเงินอุดหนุนนี่ล่ะ ทำโครงการฝึกอบรมโค้ชทั่วประเทศ ในปี 2016 พวกเขามีโค้ชที่ได้ไลเซนส์ 600 คน จากประชากรทั้งหมด 335,000 คน เป็นโปร ไลเซนส์ซะ 15 คน เอ ไลเซนส์ ราว 180 คน ส่วนอีก 400 คนถือ ยูฟ่า บี ไลเซนส์ ดังนั้นประชากรของไอซ์แลนด์ราว 800 คน จะมีโค้ชระดับ บี ไลเซนส์ 1 คน

และทางสมาคมฯ ก็จะแบ่ง 400 คนนี้ไปสอนในระดับ 10 ขวบขึ้นไปครึ่งหนึ่ง ส่วนอีกครึ่งก็เทรนในรุ่นอายุที่ต่ำลงมา นั่นทำให้แม้แต่เด็ก 4-5 ขวบ หรือแม้แต่ 3 ขวบ ก็ได้เรียนกับโค้ชระดับมืออาชีพ โดยจะมีการสอนบอลให้ปีละ 11 เดือน สัปดาห์ละ 6 ครั้ง ซึ่งทางพ่อแม่จะจ่ายเงินเป็นรายปีในเรตที่ถูกเนื่องจากไม่ได้ทำเพื่อแสวงหากำไร จึงทำให้เด็กท้องถิ่นมีพิ้นฐานแน่นตั้งแต่อายุยังน้อย

ซึ่งตอนที่อ๊อฟตามคุณแม่มายังไอซ์แลนด์ใหม่ๆ เขาก็ได้เห็นแววของสตาร์ทีมชาติไอซ์แลนด์ตั้งแต่ยังเด็ก

“ตอนนั้นผมอายุได้ 15 ก็เริ่มเล่นฟุตบอลในระดับโรงเรียน จนกระทั่งมีคนจากสโมสรอาฟริกา (Afríka) ติดต่อผมเข้ามาทางแมสเสจ ซึ่งผมก็ไม่รู้ว่าได้เบอร์ผมไปยังไงนะ ผมเลยได้เล่นในทีมชุดใหญ่ตั้งแต่อายุยังไม่ถึง 20”

“แต่ก็ยังมีอายุน้อยกว่าผมอีกนะ อย่าง โยฮันน์ กุ๊ดมุนด์สสัน กองกลางทีมชาติไอซ์แลนด์เบอร์ 7 นี่เล่นให้ไบรดาบลิกตั้งแต่อายุ 15-16 เขาเก่งตั้งแต่เด็กแล้ว นัดที่ผมเจอกับเขา เขายิงคนเดียว 3-4 ลูก” รณรงค์รำลึกความหลัง

สร้างศูนย์ฝึกทั่วประเทศ

เงินอุดหนุนจากยูฟ่าที่ทางสมาคมฯนำมาใช้อีกด้านก็คือโครงสร้างพื้นฐาน โดยสมาคมฟุตบอลไอซ์แลนด์จับมือกับสโมสรและองค์การบริหารส่วนท้องถิ่นสร้างศูนย์ฝึกฟุตบอลในร่มที่มีฮีทเตอร์ในตัว เปิดให้โค้ชและเด็กๆซ้อมบอลกันได้ตลอดทั้งปี จากที่สมัยก่อนเล่นได้เฉพาะในหน้าร้อนเท่านั้นเนื่องจากสภาพอากาศอันหนาวเหน็บเกือบตลอดทั้งปี

นอกจากนี้ทางสมาคมฯยังซื้อที่บริเวณข้างๆโรงเรียน สร้างสนามหญ้าเทียมขนาดย่อม เพื่อให้เด็กๆสามารถเล่นฟุตบอลได้ตลอดทั้งปี ซึ่งถือเป็นการใช้เงินได้อย่างถูกจุด แทนที่จะเอาไปสร้างซูเปอร์สเตเดี้ยมอันหรูหรา แต่ก่อให้เกิดประโยชน์โดยรวมน้อย

และเมื่อมีคนช่วยลงขันเรื่องฮาร์ดแวร์ให้ ก็ทำให้สโมสรนำเงินไปลงทุนกับโค้ชดีๆ เพื่อสร้างเด็กให้มีคุณภาพมากขึ้น

“ทุกๆซัมเมอร์ ทางสโมสรในไอซ์แลนด์จะนำโค้ชจากสโมสรชั้นนำของยุโรปอย่าง อาร์เซนอล และ บาร์เซโลน่า มาสอนฟุตบอลให้กับเด็ก” รณรงค์อธิบาย

ทางสมาคมฯยังซื้อที่บริเวณข้างๆโรงเรียน สร้างสนามหญ้าเทียมขนาดย่อม เพื่อให้เด็กๆสามารถเล่นฟุตบอลได้ตลอดทั้งปี

“ก็จะเป็นเหมือนกับคลีนิคฟุตบอลที่เปิดกว้างให้เด็กๆ ทุกคน ไม่ใช่เฉพาะเด็กในอะคาเดมี่เท่านั้น เยาวชนทั่วไปก็ได้รับประโยชน์ด้วย”

นั่นคือเหตุผลที่ว่าทำไม แกนหลักของทีมชาติชุดนี้อย่าง กิลฟี่ ซิเกิร์ดส์สัน, อัลเฟร็ด ฟินน์โบเกสัน หรือแม้กระทั่ง กุ๊ดมุนด์สสัน มาจากทีมรุ่นอายุไม่เกิน 21 ปี ที่ได้ไปเล่นยูโร ยู-21 ที่เดนมาร์กปี 2011 อันเป็นทัวร์นาเม้นต์รอบสุดท้ายที่ไอซ์แลนด์ได้ไปเล่นทัวร์นาเม้นต์แรกในประวัติศาสตร์ ซึ่งเด็กชุดดังกล่าวได้รับฉายาว่าเป็น “เด็กอินดอร์” หรือ The Indoor Kids นั่นเอง

ระบบลีกเอื้อต่อการโกอินเตอร์

จริงอยู่ที่สภาพอากาศอันหนาวเหน็บของไอซ์แลนด์ ทำให้ไม่มีสโมสรอาชีพอย่างลีกใหญ่บนภาคพื้นทวีปยุโรป เพราะทั้งฤดูกาลแต่กันแค่ 5 เดือน แต่คลับ ไลเซนซิ่ง ที่ยูฟ่าริเริ่มให้ใช้ในดินแดนแห่งน้ำแข็งตั้งแต่ปี 2001 ก็ทำให้พวกเขามีมาตรฐานขั้นพื้นฐานเทียบเท่าสากล แม้ในลีกล่างๆ

ซึ่งรณรงค์ก็ได้เปรียบเทียบต้นสังกัดของตนที่ไอซ์แลนด์กับทีมในไทยลีกอย่าง สุพรรณบุรี เอฟซี ที่เคยไปซ้อมให้ฟังว่า “พวกเขาไม่ได้เล่นกันก๊อกแก๊กอย่างที่เข้าใจนะครับ เกมฟุตบอลในลีกไอซ์แลนด์ถือว่ามีคุณภาพเลยล่ะ แม้แต่ในลีกล่างๆ”

“การฝึกซ้อมต่างๆ ก็คล้ายคลึงกันนะ โดยตอนนั้นผมซ้อมกับสุพรรณช่วงที่โค้ชโย่ง (วรวุธ ศรีมะฆะ) คุมทีมอยู่ แต่ต้องยอมรับว่าทีมในไทยลีกพร้อมกว่าในเรื่องของสิ่งอำนวยความสะดวกและบุคลากร ส่วนทีมที่ผมอยู่เป็นทีมระดับดิวิชั่น 4 ก็จะเป็นสเกลที่เล็กกว่า มีแค่โค้ช, นักฟิตเนส, นักกายภาพ ส่วนเสื้อผ้าต้องเอากลับไปซักเอง (หัวเราะ)”

“เรื่องค่าเหนื่อยก็อยู่ในระดับที่อยู่ได้แบบไม่เดือดร้อน ในระดับพรีเมียร์ลีกก็เงินเดือนระดับแสนบาท อย่าง กุ๊ดยอน ปีเตอร์ ลีดส์สัน อดีตเพื่อนร่วมทีมของผมที่ตอนนี้อยู่กับวาลูร์เขาก็ได้เยอะ เขาถือเป็นตัวท็อปของทีมเลยล่ะ เล่นคล้ายๆ กับ กิลฟี่ ซิเกิร์ดส์สัน เลี้ยงดี จ่ายบอลได้ ยิงฟรีคิกก็แม่น แต่ก็ยังทำงานพิเศษนะ ทั้งๆที่ได้เงินเยอะ ผมเองก็เช่นกัน”

“ส่วนนักเตะต่างชาติที่เซ็นเข้ามา เขาก็มีรถ มีบ้านให้อยู่ แต่ค่าตัวก็ไม่ได้เฟ้อนะ เต็มที่ก็ 10 ล้านโครนา (ราว 3 ล้านบาทไทย) เท่านั้นเอง”

อย่างไรก็ตามนักเตะต่างชาติไม่ใช่ปัจจัยหลักที่แต่ละสโมสรจะขาดไม่ได้ ลีกไอซ์แลนด์ไม่เหมือนกับพรีเมียร์ลีกอังกฤษ พวกเขามักจะให้โอกาสกับนักเตะดาวรุ่งอายุน้อยๆ อย่างที่กล่าวไว้ข้างต้น แข้งไอซ์แลนด์ได้ประเดิมสนามให้กับทีมชุดใหญ่ตั้งแต่ยังเป็นวัยรุ่น แล้วพออายุสัก 19-20 ก็ปีกกล้าขาแข็งพอที่จะไปค้าแข้งต่างแดนได้แล้ว

ดังนั้นฟุตบอลลีกสำหรับพวกเขาจึงเปรียบเสมือนเป็นบันไดขั้นแรกสู่การโกอินเตอร์มากกว่า เมื่อ 23 ขุนพลของเขาในเกมฟุตบอลโลก รอบคัดเลือก ที่ชนะโคโซโว 2-0 ล้วนค้าแข้งยังต่างแดนทั้งหมด

ทุกๆเกมจะมีแมวมองจากทั้งในประเทศและต่างประเทศมาดูเรา ดังนั้นทุกคนจะได้รับโอกาส” เขากล่าว “มันเป็นเรื่องของฟอร์มล้วนๆ ไม่มีเส้นสาย ใครเล่นไม่ดีก็ถูกดร็อป ใครเล่นดีก็มีโอกาสโชว์ฟอร์มเตะตาทีมใหญ่

และด้วยเครือข่ายแมวมองที่ครอบคลุมทั้งประเทศ ทำให้นักเตะไอซ์แลนด์ทั้งชายและหญิงกว่า 20,000 คนที่ลงทะเบียนกับทางสมาคมฯได้รับโอกาสอย่างทั่วถึง แม้จะเล่นในดิวิชั่นต่ำๆ ก็สามารถอัพเกรดขึ้นไปเล่นในลีกสูงสุดได้ ถ้าฝีเท้าดีพอ เหมือนอย่างเพื่อนของอ๊อฟที่กล่าวไปข้างต้น

“ทุกๆเกมจะมีแมวมองจากทั้งในประเทศและต่างประเทศมาดูเรา ดังนั้นทุกคนจะได้รับโอกาส” เขากล่าว “มันเป็นเรื่องของฟอร์มล้วนๆ ไม่มีเส้นสาย ใครเล่นไม่ดีก็ถูกดร็อป ใครเล่นดีก็มีโอกาสโชว์ฟอร์มเตะตาทีมใหญ่”

ซึ่งรณรงค์ก็เชือว่าหากไทยนำ “ไอซ์แลนด์ โมเดล” มาปรับใช้ก็สามารถทำให้สู้กับทีมมหาอำนาจของทวีปอย่าง ญี่ปุ่น หรือ เกาหลีใต้ ได้สูสีขึ้น “ผมเชื่อว่าเราทำได้นะ ต้องเริ่มตั้งแต่ 7-8 ขวบเลย พ่อแม่ต้องสนับสนุน ไปรับไปส่ง ดูลูกแข่ง และในบริเวณ 1 กิโลเมตรจะต้องมีสนามฟุตบอล”

“ขณะเดียวกันก็อยากให้นักเตะไทยออกมาค้าแข้งต่างแดนเยอะๆ ซึ่งจากประสบการณ์ตรงและติดตามเกมไทยลีกทางอินเตอร์เน็ตมาตลอด ทำให้ผมรู้ว่านักเตะไทยฝีเท้าดีหลายคน ถ้าทำแบบนี้ได้ผมเชื่อว่าบอลไทยจะต้องพัฒนาขึ้นแน่” แข้งวัย 29 ปีกล่าวทิ้งท้าย