เรื่องเล่าของสโมสรที่หายไป : Thai Farmer เหรอ... คุณเอาชาวนามาเล่นหรืออย่างไร?

นี่ คือ เรื่องราวของอดีตสโมสรที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประเทศไทย…

ทีม “ตรารวงข้าว” สโมสรกสิกรไทย ทีมฟุตบอลที่เริ่มต้นจากศูนย์มีเพียงแค่ใจกับความบ้าระห่ำของผู้บริหารเท่านั้นที่ขันอาสาปั้นเด็กวัยรุ่นทั่วประเทศที่อยากเล่นฟุตบอลซึ่งใช้ระยะเวลาไม่กี่ปีสามารถสร้างความยิ่งใหญ่กวาดแชมป์มาทุกรายการในประเทศและระดับทวีปเอเชีย

จารึกตำนานไว้ให้กับวงการฟุตบอลไทยให้แฟนบอลรุ่นหลังได้รู้ว่าครั้งหนึ่งประเทศไทยเคยมีสโมสรฟุตบอลระดับพระกาฬที่ชื่อ “ธนาคารกสิกรไทย”

องค์ที่ 1 : ความสูญเสียนำสู่จุดกำเนิด

ย้อนหลังกลับไปเมื่อราว พ.ศ. 2530 บัณฑูร ล่ำซำ ผู้บริหารระดับสูงของธนาคารกสิกรไทยมีนโยบายอยากจะสร้างสโมสรฟุตบอลภายใต้ชื่อ “ธนาคารกสิกรไทย” หรือ Thai Farmer Bank ขึ้นโดยเริ่มต้นส่งทีมเข้าร่วมทำการแข่งขันตั้งแต่ถ้วย ง ตั้งเป้าหมายว่าภายในระยะเวลา 4-5 ปีต้องไต่เต้าถึงระดับ ถ้วย ก ให้ได้

ด้วยความที่เป็นทีมในเครือของธนาคารทำให้สโมสรฟุตบอลแห่งนี้มีเม็ดเงินมากพอที่จะสามารถบริหารจัดการทีมให้ดี พร้อมกับมีการดึงโค้ชที่มีความรู้ความสามารถในชั้นเชิงของลูกหนังในยุคนั้นอย่าง  แก้ว โตอดิเทพ อดีตนักเตะทีมชาติไทย ซึ่งถือว่าเป็นโค้ชคนแรกของทีม ธนาคารกสิกรไทย ที่ว่ากันว่าเป็นผู้ปั้นทีมมาจากฟุตบอลชิงถ้วยพระราชทาน ประเภท ง มาทำหน้าที่กุนซือรับนโยบายจากนายใหญ่ “ตรารวงข้าว” จากทีมรากหญ้าสู่สโมสรฟุตบอลอาชีพ

อย่างไรก็ตามเพียงแค่เริ่มต้นแก้ว โตอดิเทพ เฮดโค้ชของทีมก็ได้เสียชีวิตลง...มันกลายเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของสโมสร เมื่อสโมสรตัดสินใจดึงตัวกุนซือวัย 30 เศษๆ “โค้ชหรั่ง” ชาญวิทย์ ผลชีวิน เฮดโค้ช

หนุ่มในขณะนั้น ซึ่งทำงานให้กับสังกัดกองการกีฬากรมพละศึกษา ถูกดึงตัวมาแทน และนั่นกลายเป็นจุดเริ่มต้นที่ยิ่งใหญ่ของธนาคารกสิกรไทย…

“หลังจากเรียนจบ ปริญญาตรี ทางด้านพละศึกษาจาก มหาวิทยาลัยศรีนครินทร์วิโรฒ (มศว.)สมัยก่อนยังใช้พื้นที่ของ จุฬาลงกรณ์มหาวืทยาลัย ภายในสนามศุภชลาศัย เป็นอาคารเรียนผมก็ได้สอบบรรจุงานในกองการกีฬากรมพละศึกษา และเรียน ปริญญาโท ด้านพละศึกษาจาก จุฬาลงกรณ์ ฯไปด้วย”

“ตอนนั้นผมได้รับการทาบทามจาก ดร.วิชิต  แย้มบุญเรือง อดีตประธานทีพีแอล ซึ่งตอนนั้นท่านเป็นที่ปรึกษาใหญ่ ธนาคารกสิกรไทยให้มาทำทีม ธนาคารกสิกรไทย” อ.หรั่ง เผยถึงที่มาก่อนได้รับมอบหมายให้ทำหน้าโค้ชครั้งสำคัญของชีวิตกับทีมธนาคารกสิกรไทย

“ดร.วิชิต ท่านก็เรียกให้ผมไปคุยเป็นการส่วนตัวว่าผู้บริหารของทีม ธนาคารกสิกรไทย ซึ่งตอนนั้น “คุณปั้น” บัณฑูร ล่ำซำ มอบหมายงานให้ คุณ ชนะ รุ่งแสง ประธานกิจการกองการกีฬา ธนาคารกสิกรไทยเป็น ผู้จัดการทีมเขาอยากจะได้โค้ชมาทำทีมแทน “พี่แก้ว” ที่เสียชีวิตลง ตอนนั้นผมก็แบ่งรับแบ่งสู้เพราะเราเพิ่งเป็นนักฟุตบอลที่แขวนสตั๊ดใหม่ๆยังอ่อนพรรษามากกับการทำทีมฟุตบอลอาชีพ”

อ.หรั่ง บอกว่าเขายังประหลาดใจไม่หาย ที่มีคนกล้ามอบหมายงานชิ้นสำคัญให้ทำ ทั้งๆที่เป็นโค้ชที่โนเนมมากแถมอ่อนประสบการณ์ แต่ความจริงแล้วตอนนั้น อดีตกุนซือทีมชาติไทยอยู่ในช่วงร้อนวิชา ปี พ.ศ. 2528 เขาแอบไปคุมทีม “นิสสัน” ที่กวาดต้อนเด็กวัยรุ่นฝีเท้าดีผ่านเวทีลูกหนังนักเรียนกรมพละศึกษาใหม่ๆมารวมตัวกันฝึกซ้อมก่อนส่งลงบู๊แข้งกับพวกผู้ใหญ่ในฟุตบอลชิงถ้วยพระราชทานประเภท ง

“ด้วยความที่เราทำงานอยู่กับกรมพละศึกษา มีหน้าที่จัดทัวร์นาเมนต์ฟุตบอลกรมพละศึกษา และทำทีมนักเรียนไทย รุ่นอายุ18ปี ร่วมกับพวก อ.สุพนธ์ มณีธีระกุล ทำให้ได้คลุกคลีกับเด็กวัยรุ่นอายุ 18 ปี ซึ่งฝีเท้าดีมีอนาคตอย่างพวก สะสม พบประเสริฐ ,สุรชัย จตุรภัทรพงศ์, ถาวร สุริยผล สมัยนั้นเป็นเด็กสโมสร การท่าเรือ ซึ่งไม่สามารถจะเบียดรุ่นพี่เล่นถ้วยในระดับสูง อย่างพวก ถ้วย ก และ ถ้วย ข ได้ ผมก็เลยดึง มาเล่นทีม “นิสสัน” ร่วมกับพวก สิงห์ โตทวี, จตุพร ประมลบาล, สุขสันต์ คุณสุทธิ์ พวกเขายังเด็กอยู่เลย แต่ก็สามารถสู้กับทีมฟุตบอลพวกผู้ใหญ่ได้สนุก กระทั้งพาทีมเข้าชิงชนะเลิศกับทีม สถานีโทรทัศน์กองทัพบกช่อง 7 สี แต่ก็จบด้วยการเป็นรองแชมป์ในครั้งนั้น” ชาญวิทย์ เล่าถึงเหตุการณ์ตอนร้อนวิชาได้ทำทีมนิสสัน

กระนั้นก็ดีก้าวแรกของการย้ายมาเป็นเฮดโค้ชของ ธนาคารกสิกรไทย “อ.หรั่ง” ย้ำชัดว่าเขาไม่ได้เข้ามาเพราะว่าเป็นทีมในเครือธนาคารต้องมีสวัสดิการเงินเดือนดีแน่ หากแต่เป็นเพราะผู้บริหารทีมมีอุดมการณ์อยากทำทีมฟุตบอลให้เป็นสโมสรฟุตบอลอาชีพแห่งแรกของประเทศไทย ไม่ใช่เงินทุ่มซื้อนักเตะเก่งๆมาเล่นเหมือนสมัยนี้เพื่อเป็นทางลัดสู่ลีกที่สูงขึ้น

“ผมได้ตกปากรับคำ “ดร.วิชิต” ไปว่าจะทำทีมธนาคารกสิกรไทย ซึ่งตอนนั้น “พี่แก้ว โตอดิเทพ” พาทีมขึ้นมาเล่น ถ้วย ข แล้ว ทีมมีโค้ชแต่นักเตะยังหาไม่ได้ ก็เลยตัดสินใจดึงเด็กๆที่ร่วมงานด้วยกันในทีม “นิสสัน”อย่างพวก สะสม พบประเสริฐ, สุรชัย จตุรภัทรพงศ์ , ถาวร สุริยผล , สิงห์ โตทวี, จตุพร ประมลบาล, สุขสันต์ คุณสุทธิ์, สัจจา ศิริเขตต์ ซึ่งมีดีกรีนักเรียนไทย รุ่นอายุ 18 ปี แต่ไม่มีใครกล้าผลักดัน เพียงเพราะเกรงว่าพวกมันยังเด็กสู้แรงเบียดแรงปะทะกับผู้ใหญ่ไม่ได้”

“ทีมฟุตบอลไทยสมัยนั้นต้องยอมรับว่าหินจริงๆแม้จะเป็นถ้วย ข แต่ทุกสโมสรต้องส่งอย่างพวก ราชประชา, ทหารอากาศ, ธนาคารกรุงเทพ, ราชวิถี, ทหารบก, ราชนาวี, การท่าเรือ จะใช้นักเตะที่ไม่ได้ลงเล่นถ้วย ก เป็นตัวสำรอง หรือเพิ่งหายเจ็บเรียกความฟิตกลับมา ตัวผู้เล่นมีประสบการณ์แข็งแกร่งกว่าเรา แต่เราก็ประสบความสำเร็จได้แชมป์ถ้วย ข ในปี พ.ศ.2533” อ.หรั่ง พูดถึงความประทับใจกับก้าวแรกในการเป็นโค้ช “ตรารวงข้าว”

แทบไม่น่าเชื่อว่านักเตะที่ได้ชื่อว่าโนเนม แต่มีของดีอยู่ในตัว ซึ่งผ่านการคัดกรองด้วยสายตาอันเฉียบแหลมของ “อ.หรั่ง”จะพาทีมเลื่อนชั้นสู่ถ้วย ก ในปี พ.ศ. 2534

“ขึ้นชื่อว่าฟุตบอลชิงถ้วย ก สมัยนั้นหินสุดๆ ราชประชา เป็นทีมที่ได้ชื่อว่ามีนักเตะทีมชาติอยู่เกือบทั้งทีม แข็งแกร่งต่อเนื่องมาตั้งแต่สมัยยุค วิทยา เลาหกุล ยังมี ทหารอากาศ ได้ ปิยะพงษ์  ผิวอ่อน ยังเล่นอยู่เป็นตัวชูโรง ธนาคารกรุงเทพ มี “หลอเรดาร์” พิชัย  คงศรี , “มิดฟิลด์เท้าชั่งทอง” เฉลิมวุฒิ สง่าพล เป็นตัวเก๋าซึ่งใกล้จะเลิกเล่นช่วยคุมน้องๆการท่าเรือ พูดชื่อนักเตะแฟนบอลชาวไทยเป็นต้องรู้จักกันหมดทุกคน”

“แต่เราเองถือว่าโชคดีด้วยที่ นักเตะที่ปั้นเองมากับมือจากทีมนักเรียนไทยไม่ว่าจะเป็น “เตี้ยสะสม” (สะสม พบประเสริฐ), ง้วนสุรชัย (สุรชัย จตุรภัทรพงศ์), พิเชษฐ์ คงมาก และได้ โย่ง (วรวุธ ศรีมะฆะ) ที่โค้ชเขาส่งมาจาก ร.ร.มหาวชิราวุธ จ.สงขลา ,ครรชิต ดอกไม้คลี่ , “ไอ้อ๋า” (ภานุวัฒน์ ยินผัน) มาจากอีสาน, “อัลเฟรด” (เนติพงษ์  ศรีทองอินทร์) เพิ่งมาจาก ฝรั่งเศส พวกมันเป็นนักเตะที่กำลังห้าวๆอายุราวๆ 20-21 ปี ขึ้นมาสู้กับพวกรุ่นพี่ทีมอื่นๆ”

เด็กหนุ่มผู้ห้าวหาญภายในทีมอาจเป็นหนึ่งในอุปสรรคสำคัญ...แต่สโมสรฟุตบอลธนาคารกสิกรไทย สร้างเรื่องราวที่ไม่มีใครอยากเชื่อ

รูปภาพและเรื่องราวฟุตบอลไทยในอดีต By Tommy Bar

Pages