Talentspotter

อภิสิทธิ์ โสรฎา : ทางเลือกกราบซ้าย “ช้างศึก” ในอนาคตจาก “รังกระต่ายแก้ว”

เขาใช้เวลา 2 ปีเพื่อพิสูจน์ตัวเองกับ “อินทรีทัพฟ้า” ก่อนได้รับโอกาสสำคัญเมื่อ “เดอะ แรบบิท” ดึงเข้ามาสู่ทีม จนได้เล่นลีกสูงสุดครั้งแรกในชีวิตในซีซั่นนี้

We are part of The Trust Project What is it?

ชีวิตก้าวแรกกับเส้นทางนักฟุตบอลอาชีพเป็นอย่างไร? อะไรที่ผลักดันให้เขามีวันนี้? ติดตามเรื่องราวของ “เจมส์” อภิสิทธิ์ โสรฎา ได้ที่นี่

เรื่องเล่า 60 วินาที

จุดเริ่มต้นก่อนจะมีวันนี้ของแข้งดาวรุ่ง “กระต่ายแก้ว” ต้องย้อนกลับไปวัยเด็ก เขาชื่นชอบฟุตบอลมาตั้งแต่เล็ก ก่อนจะได้มีโอกาสเล่นฟุตบอลอย่างจริงจังหลังคุณพ่อพาไปคัดตัวที่โรงเรียนกีฬาจังหวัดตราดช่วงม.1 ซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่ “เจมส์” ต้องห่างบ้านเกิดจังหวัดสมุทรสาคร และพ่อแม่ไปใช้ชีวิตตัวคนเดียวในต่างเมือง

หลังอยู่ได้เพียงปีเดียว “เจมส์” ตัดสินใจค้นหาความก้าวหน้าที่จะต่อยอดให้เขาเป็นนักฟุตบอลที่ดีขึ้นด้วยการไปคัดตัวกับโรงเรียนกีฬานครปฐม และได้มีโอกาสลงเล่นรายการเยาวชนที่ใหญ่ที่สุดอย่างศึกโค้ก คัพ นั่นทำให้เขาเริ่มมีความคิดที่แน่วแน่ว่า จะต้องเป็นนักฟุตบอลอาชีพให้ได้เพื่อจะได้ทำในสิ่งที่รัก และหาเงินมาช่วยเหลือครอบครัวที่ฐานะทางบ้านก็ไม่ได้ดีนัก

หลังเรียนจบชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายเขาได้เดินทางไปคัดตัวในสโมสรระดับอาชีพที่แรกกับกรุงธนบุรี เอฟซี ในลีกดิวิชั่น 2 แต่ก็ต้องผิดหวัง อย่างไรก็ตามประตูเส้นทางนักเตะอาชีพเปิดต้อนรับ “เจมส์” อีกครั้งหลังได้ร่วมคัดตัวกับสโมสร แอร์ฟอร์ซ เซ็นทรัล เอฟซี ภายใต้การคุมทัพของ “โค้ชเตี้ย” สะสม พบประเสริฐ ที่เห็นของดีในตัวเขาจึงจับเซ็นสัญญา และทำให้เส้นทางลูกหนังของ “เจมส์” อภิสิทธิ์ โสรฎา ได้เริ่มต้นขึ้น

ยึดแบ็คซ้ายตัวจริงของ "อินทรีทัพฟ้า" ในวัยเพียง 19 ปี

เหตุผลที่ต้องรู้จักเขา

“จริงๆวันแรกที่มาคัดตัวผมตื่นเต้นมาก แต่ก็ไม่กล้าจะคาดหวังอะไรเกินไปคิดแค่จะเล่นให้เต็มที่ มันเป็นการคัดกับทีมใหญ่ครั้งแรก แต่บรรยากาศโอเคกว่าที่คิดไว้พี่เตี้ยเขาก็ให้โอกาสด้วย พอมีชื่อติดก็พยายามอยากอยู่ในทีมไม่อยากโดยปล่อยยืมไปที่อื่น” อภิสิทธิ์ เล่าถึงวันแรกที่ก้าวเข้ามาสู่สโมสรแห่งนี้ในฐานะแข้งดาวรุ่งผู้ล่าฝันการเป็นนักเตะอาชีพ

แน่นอนว่าเส้นทางนี้ไม่มีอะไรได้มาง่ายๆ เพราะช่วงแรกหลังได้เซ็นสัญญาเป็นสมาชิกใหม่ของ “อินทรีทัพฟ้า” เขายังไม่ได้รับโอกาสลงสนามมากนัก กระทั่งเข้าสู่ขวบปีที่สองในช่วงครึ่งหลังของซีซั่น 2016 “โค้ชเตี้ย” ส่งเขาลงสนามเป็นตัวจริงในศึกดิวิชั่น 1 นัดที่เจอ ระยอง เอฟซี ซึ่งเจ้าตัวทำผลงานได้ดี และช่วยให้ทีมเอาชนะ “ม้านิลมังกร” ไป 4-1 หลังจากนั้นเป็นต้นมา “เจมส์” สามารถยึดตำแหน่งแบ็คซ้ายของทีมอย่างเหนียวแน่นด้วยวัยเพียงแค่ 19 ปี เท่านั้น

จากผลงานที่ดีในสโมสรทำให้ประตูทีมชาติเปิดรับเขาเป็นครั้งแรก เมื่อ “โค้ชจุ่น” อนุรักษ์ ศรีเกิด กุนซือช้างศึกU19 เรียกเขาติดทีมลุยรายการชิงแชมป์เอเชีย 2016 ที่ประเทศบาเรนห์ แม้จะได้ลงสัมผัสเกมเพียงนัดเดียว แต่ก็ถือว่าเป็นประสบการณ์คุ้มค่ากับการได้เจอสิ่งใหม่ๆในเกมระดับที่สูงขึ้น

ติดทีมชาติไทยครั้งแรกลุยศึกชิงแชมป์เอเชีย 2016 ที่ประเทศบาเรนห์

เส้นทางลูกหนังของเขาเริ่มดีวันดีคืน เพราะเข้าสู่ฤดูกาล 2017  บางกอกกล๊าส เอฟซี สโมสรยักษ์ใหญ่ในโตโยต้า ไทยลีก ยื่นข้อเสนอมาถึงแอร์ฟอร์ซหวังดึงเขาไปร่วมทีมเพื่อช่วยสู้ศึกฤดูกาลใหม่ที่กำลังจะมาถึง

จริงๆแล้วผมอยากอยู่กับ แอร์ฟอร์ซ อีกสักปี เพราะเป้าหมายของเราคืออยากมีชื่อพาทีมเลื่อนชั้น อยากตอบแทนสิ่งที่เราเคยได้รับโอกาสจากสโมสร

“จริงๆแล้วผมอยากอยู่กับ แอร์ฟอร์ซ อีกสักปี เพราะเป้าหมายของเราคืออยากมีชื่อพาทีมเลื่อนชั้น อยากตอบแทนสิ่งที่เราเคยได้รับโอกาสจากสโมสร พอบีจีติดต่อผมก็เลยให้ทางผู้ใหญ่เขาตัดสินใจกันเองสุดท้ายก็ได้ย้าย เพราะผู้ใหญ่เขาก็อยากให้เราได้ดีด้วย แต่ก็เป็นการตัดสินใจที่ยากจริงๆ”

ซีซั่น 2017 “เจมส์” กลายเป็นสมาชิกใหม่ของทัพ “กระต่ายแก้ว” และได้ประเดิมสนามนัดแรกเป็นตัวจริงในเกมที่เจอกับสุพรรณบุรี เอฟซี แทนที่แบ็คซ้ายรุ่นพี่อย่าง ศุภชัย คมศิลป์ และมงคล นามนวด ที่มีอาการบาดเจ็บ แต่หลังสองแข้งรุ่นพี่สลัดอาการเดี้ยงกลับมา โอกาสของเขาก็ลดน้อยลงไป และต้องรอนานจนถึงช่วงเลกสองกว่าที่ ออเรลิโอ วิดมาร์ จะให้โอกาสกับเขาอีกครั้ง

แต่ครั้งนี้เขาถูกเปลี่ยนจากแบ็คซ้ายไปเล่นปีกแทน มันทำให้ได้ลงสนามมากขึ้นพร้อมสามารถยิงหนึ่งประตูในเกมชนะราชนาวี 3-0 จนถึงตอนนี้เขาลงเล่นในลีกให้ “เดอะแรบบิท” ไปแล้ว 4 นัด ก่อนจะมีชื่อเป็นหนึ่งในนักเตะที่  ฆูเลียน มาริน บาซาโล เรียกมาเก็บตัวกับทีมชาติไทย รุ่นอายุไม่เกิน 21 ปี เพื่อเตรียมทำศึกฟุตบอลระดับนานาชาติ

เกมแรกในสีเสื้อ "เดอะ แรบบิท"

จุดแข็ง

จุดเด่นของเขาอยู่ที่ความเร็ว และสามารถพาบอลไปกับตัวได้ดีช่วยให้ทีมเปิดเกมรุกได้มากขึ้น จึงไม่แปลกที่ช่วงหลังเขาจะถูกดันแบ็คซ้ายมาเล่นเป็นปีกอย่างเต็มตัว

จุดอ่อน

อาจจะมีขาดๆอยู่บ้างเรื่องของความแข็งแกร่งที่ต้องเล่นลีกสูงกว่าเดิม รวมถึงการเปิดบอลยังต้องเพิ่มความแม่นยำเพื่อสร้างโอกาสการเข้าทำให้ทีมได้ดีขึ้น

รู้หรือไม่

ก่อนหน้านี้เขาเกือบเคยเป็นหนึ่งในนักเตะชุดป้องกันแชมป์อาเซียนที่ประเทศเวียดนามหลังมีชื่ออยู่ในโผด้วย แต่เวลานั้น แอร์ฟอร์ซ กำลังอยู่ในช่วงลุ้นเลื่อนชั้น และมีเกมสำคัญกับ การท่าเรือ เอฟซี ทำให้เขาตัดสินใจขออยู่ช่วยสโมสรเพื่อทำตามเป้าหมายให้สำเร็จ ก่อนที่รายการต่อมาจะได้เป็นนักเตะชุดลุยศึกชิงแชมป์เอเชีย 2016 ที่ประเทศบาห์เรน

ติดตามตอนต่อไป

2 ปี กับเกมลีกอาชีพครั้งแรกในลีกพระรอง ก่อนจะได้เล่นลีกสูงสุดในปีนี้ นับเป็นก้าวกระโดดที่สร้างความประทับใจ และเซอร์ไพรส์ให้ชีวิตนักฟุตบอลต่างจังหวัดผู้นี้ไม่น้อยทีเดียว

“จริงๆผมตั้งเป้าไว้นะว่าอายุสัก 24-25 ปี ค่อยขึ้นไปเล่นไทยลีก แต่สุดท้ายปีนี้ก็ได้ขึ้นมาเล่นทั้งที่อายุเพิ่ง 20 ปี เอง บางครั้งก็มีท้อบ้างที่ไม่ได้ลงสนาม แต่ทุกครั้งที่ท้อผมจะคิดถึงครอบครัวก่อนเป็นอย่างแรก เพราะนี่คือแรงผลักดันสำคัญที่ช่วยให้ผมมีแรงสู้ต่อไป หลังจากนี้ก็จะพยายามทำให้เต็มที่ทุกครั้งที่ได้โอกาสเพื่อก้าวไปสู่ความสำเร็จยิ่งขึ้น”