ไทยลีก 4.0 : แข้งแอฟริกันหายไปไหน?

ยุคหนึ่งไทยลีกเคยถูกขนานนามว่า “แอฟริกาครองเมือง” จากอิทธิพลของนักเตะกาฬทวีปจำนวนมากที่มาค้าแข้งที่นี่ แต่เหตุใดกัน? ทุกวันนี้ผู้เล่นจากจากแอฟริกาถึงหายไปจนเกือบเกลี้ยง ค้นหาความจริงไปกับเราได้ที่นี่

ในฤดูกาล 2017 ปริมณฑลโตโยต้า ไทยลีก เหลือผู้เล่นที่มาจากทวีปแอฟริกา เพียง 10 ราย จาก 18 สโมสร ลดลงเกือบ 4 เท่า หากเทียบกับ ปี 2012 ที่มีนักเตะแอฟริกัน เล่นบนลีกสูงสุดไทยถึง 38 ราย

หรือหากเปรียบให้เห็นภาพแค่เฉพาะ แคมเมอรูน ชาติเดียว ในปีนั้น (12 ราย) ยังมีจำนวนมากกว่า ผู้เล่นแอฟริกาทั้งทวีปรวมกัน ในฤดูกาลปัจจุบัน ของลีกสูงสุดเมืองไทย ซะอีก

เพียงช่วงเวลาแค่ 5 ปี เท่านั้น “โตโยต้า ไทยลีก” ก็ไม่ใช่แหล่งทำกิน ของนักเตะจากทวีปนี้อีกต่อไปแล้ว?

โฟร์โฟร์ทู ไทยแลนด์ จะร่วมไขคำตอบ และค้นหาความจริง เกี่ยวกับคำถามปลายเปิดที่ว่า “ผู้เล่นจากดินแดนกาฬทวีป” หายไปไหน?  ผ่าน 6 ผู้เกี่ยวข้องกับแวดวงลูกหนังและคลุกคลีกับนักฟุตบอลแอฟริกัน ทั้ง ผู้เล่นแอฟริกันระดับตำนาน, เฮดโค้ช, ผู้บริหารสโมสร, สื่อมวลชน ตลอดจนถึงตัวนักเตะเองที่ยังยืดหยัดค้าแข้งในลีกอาชีพไทย

ทำไมแอฟริกาต้องพลัดถิ่น

เมื่อกล่าวถึงทวีปแอฟริกา คุณถึงอะไร? แหล่งธรรมชาติอันสมบรูณ์, วิถีชีวิตของผู้คนอันแสนลำบาก ความยากจน ความแร้นแค้น บนเนื้อที่ของทวีปขนาดใหญ่สุดอันดับ 2 ของโลก ที่มีประชากรอาศัยอยู่จำนวนมาก

ที่ว่ามา ก็อาจจะจริง แต่แค่บางส่วน เพราะไม่ใช่ทุกประเทศในทวีปนี้ จะต้องเผชิญกับความยากลำบาก อย่างที่เราเห็นตามสารคดีหรอกนะ

แต่อีก 40 กว่าประเทศ ในพื้นที่ตั้งแต่แอฟริกากลาง ลงไปจนถึงแอฟริกาใต้ ก็ไม่อาจปฏิเสธได้ว่า ส่วนใหญ่ ทั้งภาคสังคม การเมือง และเศษฐกิจ ยังไม่ได้ดีมากนัก วีถีชีวิตของผู้คนในหลายประเทศ ยังคงต้องดิ้นรน หลายประเทศ มีค่า GDP ที่ต่ำเตี้ยเรี่ยดิน รั้งอันดับท้ายๆของโลก

ผู้คนจำนวนไม่น้อยในภูมิภาคนี้ จึงต้องออกจากบ้านเกิดเมืองนอก ไปยังประเทศอื่นๆ เพื่อหางานทำและชีวิตที่ดีกว่า

ซูมาโฮโร ยายา, ดานโญ เซียกา, อาเรียน อากัสซู, ดิยุฟ บิรัม, คริสเตียน เคาคู ฯ ล้วนผ่านการคัดกรองมาจาก โรเบิร์ต โปร์คูเรอร์ โดยอาศัยใช้ความเข้าใจธรรมชาติ และรู้ความต้องการผู้เล่นเหล่านี้

ทุกภาคส่วนบนโลก ล้วนเชื่อมโยงกันหมด และเลี่ยงไม่ได้ที่จะส่งผลกระทบมายัง ฟุตบอลอาชีพของประเทศต่างๆ ในทวีปนี้ แม้พระเจ้าจะประทาน สรีระ ร่างกาย ความปราดเปรียว กล้ามเนื้อทุกมัดที่มีความแข็งแกร่ง ทนทาน แก่คนเชื้อสายนิกรอยด์ (ซึ่งเป็นมีจำนวนมากในทวีป) แต่ทว่าปัจจัยทางสังคม และเศรษฐกิจ กลับไมได้เอื้อให้ “ฟุตบอลในประเทศ” เป็นกีฬาที่สร้างรายได้แก่พวกเขา

“ความฝันของเด็กแอฟริกาทุกคน คือการไปเล่นยุโรป” โรเบิร์ต โปร์คูเรอร์ ผู้อำนวยสโมสร และผู้จัดการราชบุรี มิตรผล เอฟซี ในปัจจุบัน สะท้อนความจริงข้อหนึ่งของผู้เล่นจากภูมิภาคนี้

พ่อมดลูกหนังชาวเบลเยียม คือหนึ่งในตัวละครสำคัญ เขาคือผู้อยู่เบื้องหลัง ในการนำเข้า นักเตะแอฟริกันจำนวนมาก มาเล่นในไทยลีก นับตั้งแต่การสร้างปรากฏการณ์ จากการนำแข้งแอฟริกัน มาสร้างจุดเริ่มต้นความยิ่งใหญ่ของ เมืองทอง ยูไนเต็ด ที่ไต่เต้ามาจากลีกภูมิภาค จนถึงวันที่ผงาดคว้าแชมป์ไทยลีก มาครอง 2 ปีซ้อน

นักเตะอย่าง ซูมาโฮโร ยายา, ดานโญ เซียกา, อาเรียน อากัสซู, ดิยุฟ บิรัม, คริสเตียน เคาคู ฯ ล้วนผ่านการคัดกรองมาจาก โรเบิร์ต โปร์คูเรอร์ โดยอาศัยใช้ความเข้าใจธรรมชาติ และรู้ความต้องการผู้เล่นเหล่านี้ ซึ่งลีกไทย แม้จะไม่ใช่ดินแดนในฝัน แต่ก็สามารถตอบสนองในเรื่องรายได้ที่สูงกว่า ให้แก่ผู้เล่นเหล่านี้ได้

ซึ่ง ดานโญ เซียก้า ตำนานนักเตะเมืองทอง ยูไนเต็ด ที่อยู่โยงค้าแข้งกับทีมนานถึง 7 ปี คือคนที่ยืนยันเรื่องนี้ได้เป็นอย่างดี "ดานโญว่า ที่แอฟริกามีนักบอลเก่งเยอะๆ แต่ระบบบลีกไม่ดี รายได้ไม่ดี ผมเชื่อว่าเด็กทุกคนอยากไปเล่นที่ฝรั่งเศส อยากไปยุโรป ไม่ใช่แค่ผมหรอก เพราะการที่เราได้ไปเล่นต่างประเทศ ในลีกท็อปๆ ย่อมมีโอกาสที่จะถูกเรียกติดทีมชาติ มากกว่าเล่นในลีก ไอวอรี โคสต์ ถ้าลองไปถามเด็กๆที่เล่นฟุตบอลในประเทศผม ทุกคนคงตอบว่า อยากไปเล่นต่างประเทศเหมือนกันหมดแหละ”

ไทยลีก เริ่มรู้จักนักเตะแอฟริกา มาตั้งแต่ช่วงยุค 2000 ต้นๆ โดยมี อเดบาโย กาเดโบ อดีตผู้เล่นดีกรีเยาวชนทีมชาติไนจีเรีย เป็นหนึ่งในนักเตะที่เข้ามาบุกเบิก แม้เวลานั้น ลีกไทย จะยังไม่ได้เป็นลีกอาชีพเต็มตัว แต่ด้วยค่าตอบแทนที่สูง จากทีม “เจ้าบุญทุ่ม” บีอีซี เทโรศาสน ก็ทำให้ อเดบาโย ปฏิเสธไม่ลง

ตอน กีย์ อยู่ที่ มาดากัสการ์ กีย์ เล่นให้ทีมในลีกสูงสุด พวกเราได้เป็นตัวแทนประเทศไปแข่ง ชิงแชมป์สโมสรทวีป เหมือนกับ ยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก นั่นแหละ แต่เชื่อไหมว่า เงินเดือนพวกเราน้อยมาก

“เหตุผลที่พวกเราต้องออกมานอกประเทศ คือหนึ่งในแอฟริกา ลีกฟุตบอลไม่ได้มีการพัฒนาเท่าที่ควร ดังนั้นความฝันของพวกเราคือ อันดับแรกต้องมีชื่อติดทีมชาติ และสองคือการออกไปค้าแข้งต่างประเทศ เพื่อรายได้ และความเป็นอยู่ที่ดีกว่า เหตุผลที่ อเด มาอยู่เมืองไทย ก็เพราะได้การติดต่อจาก คุณวรวีร์ (มะกูดี) สมัยเล่นที่ลีกเลบานอน ให้ย้ายมา บีอีซี เทโรฯ ตอนนั้น อเด ไม่รู้จักประเทศไทยหรอก แต่ค่าตอบแทนมันดีมากๆ ก็เลยตัดสินใจมา”

เช่นเดียวกับรุ่นน้องอย่าง กีย์ ฮูแบร์ ดาวเตะชาวมาดากัสการ์ ที่ย้ายมาเริ่มต้นเล่นในเมืองไทย กับ บีอีซี เทโรศาสน ในหลายปีต่อมา ก็ด้วยเหตุผล เรื่องของรายได้เช่นกัน

“ตอน กีย์ อยู่ที่ มาดากัสการ์ กีย์ เล่นให้ทีมในลีกสูงสุด พวกเราได้เป็นตัวแทนประเทศไปแข่ง ชิงแชมป์สโมสรทวีป เหมือนกับ ยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก นั่นแหละ แต่เชื่อไหมว่า เงินเดือนพวกเราน้อยมาก นี่ขนาดเป็นทีมใหญ่นะ และอีกอย่าง ลีกบ้านกีย์ ก็มีปัญหาเยอะ เลยคิดเสมอว่า จะพยายามหาทางออก ไปเล่นต่างประเทศให้ได้”

สถานีต่อไป ไทยแลนด์

อัฐชพงษ์ สีมา หรือ “น้าหัง” ผู้บรรยายกีฬาที่ได้เห็นฟุตบอลไทยมาอย่างยาวนาน มองว่า การเข้ามาของผู้เล่นต่างชาติในยุคนั้น เป็นการชักชวนแบบปากต่อปาก มากกว่า เพราะในเวลานั้นลีกอาชีพไทย ยังไม่มีระบบสเกาท์หรือเอเยนต์

“นักเตะแอฟริกา เข้ามาในเมืองไทยนานแล้วตั้งแต่ช่วงต้นปี 2000 เพียงแต่ว่า มีหลายเกรด ขึ้นอยู่กับแต่ละสโมสรว่า ใครจะตาตีได้ ตาร้ายเสีย”

“อย่างสมัยก่อน ไทยลีก ยังไม่มี เอเยนต์ หรือการนำเข้าต่างชาติเกรดดีๆ ลีกก็ยังไม่ได้เติบโต พวกนี้ก็เลยเหมือนมองว่า ไทย คือแหล่งขุดทองที่ดี ประมาณว่านักเตะคงจะคุยกันว่า ประเทศไหน ลีกกำลังมา ถ้าไปแล้วดี ก็มาบอกต่อ ชักชวนให้ไปเทสต์กัน ได้บ้าง ไม่ได้บ้าง เพราะพวกนี้จะเรียกค่าตอบแทนไม่สูงมาก บางคนที่เล่นได้ดี ก็สามารถอยู่ยาวๆได้ อย่าง อเดบาโย, โคเน โมฮาเหม็ด, มุสซา ซิลลา หรือ ดานโญ เซียก้า เป็นต้น”

ด้าน อเดบาโย กาเดโบ ผู้เล่นต่างชาติยุคบุกเบิก กล่าวถึงการนำเข้านักเตะแอฟริกันในยุคนั้นว่า “หลังจากที่ผมย้ายมาเล่นให้เทโรฯ ต่อมาก็มีประมาณ 4-5 ทีม ที่ดึงนักเตะจากแอฟริกามาเล่น เมื่อก่อนบอลไทย ยังเตะแค่สนามเทพหัสดินสนามเดียว การแข่งขันยังไม่ได้สูงขนาดนี้ ลีกยังไม่ได้รับความนิยม หรือมีนักเตะต่างชาติมากอย่างทุกวันนี้” 

ในปี 2009 ถือเป็นยุคใหม่ของ ไทยลีก มีการยกระดับลีกสู่เป็นสากลและมืออาชีพยิ่งขึ้น มีการเกิดขึ้นของลีกภูมิภาค มีการถ่ายทอดสด ถือเป็นปีแห่งความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของ ฟุตบอลลีกอาชีพไทยอย่างแท้จริง ในยุคที่ลีกกำลังจะเริ่มเติบโต และการลงทุนยังไม่ได้สูงมากนัก “ผู้เล่นจากแอฟริกา” จึงกลายเป็นสินค้าที่ต้องการของตลาด

“นักฟุตบอลแอฟริกามีความแข็งแกร่ง, มีความเร็วความคล่องตัว ที่มากกว่านักฟุตบอลท้องถิ่น (ไทย) และพวกเขามีพรสวรรค์ แถมค่าจ้างก็ถูก โดยเฉพาะพวกดาวรุ่ง นี่คือสาเหตุที่ผมเริ่มนำผู้เล่นชาวแอฟริกันเข้ามา เพราะผมมีเครือข่าวคอนเนคชั่นที่ทวีปแอฟริกาเยอะ” โรเบิร์ต โปรคูเรอร์ เริ่มร่ายถึงเหตุผลที่ตัดสินใจคว้าตัว นักเตะแอฟริกันอายุน้อย มาเล่นในลีกไทย

“ผมรู้จัก ฌอง มาร์ค กิลลู (Jean Marc Guillou - อดีตนักเตะทีมชาติฝรั่งเศส) เขา คือ คนที่ก่อตั้ง JMG อะคาเดมี่ และเป็นที่โด่งดังใน ไอวอรี่ โคสต์ ด้วย และเขาก็คือคนที่ชักชวนให้ผมมาเปิด JMG อะคาเดมี่ ที่เมืองไทย เช่นกัน”

“ด้วยความที่เรามีเครือข่ายระหว่าง JMG ที่แอฟริกา ทำให้เหมือนกับผม มีแมวมองอยู่ที่นั่น ผมใช้วิธีดึงพวกผู้เล่นดาวรุ่งที่มีศักยภาพ แต่ยังไม่มีชื่อเสียงใดๆ เข้ามาที่เมืองไทย อย่าง ดานโญ่ เซียก้า, ซูมาโฮโร่ ยาย่า, หรือกระทั่ง อาเรียน อากัสซู ตอนที่พวกเขามาที่นี่ เริ่มแรกรับเงินกับเมืองทองฯ แค่ประมาณ 20,000 บาท เท่านั้น ถูกมากใช่ไหม?” 

“ตอนนั้นผมมองเห็นถึงศักยภาพว่า ฟุตบอลไทยจะเติบโตได้ และผมก็เชื่อมั่น ผมบอกพวกเขา คุณสามารถเป็นซูเปอร์สตาร์ที่นี่ได้ และจะได้เงินเพิ่มมากขึ้นแน่ รวมถึงอาจมีโอกาสได้ไปยุโรป อย่างที่พวกคุณฝันกันได้”

เมื่อช่วงว่างระหว่าง เงินเดือนที่นักบอลแอฟริกัน ควรจะได้ จากลีกบ้านเกิดเกิดขึ้น… มันจึงเป็นโอกาสที่สโมสรในไทยลีก ทีมีกำลังเงินประมาณหนึ่ง จะตักตวงเอาแข้งหนุ่มที่เปี่ยมความสามารถเหล่านี้มาครอบได้ไว้ได้ โดยไม่ยี่หระและกระทบต่อการลงุทนมากนัก

“คริสตอฟ ลาห์รูห์ (อดีตโค้ชเทโร) เดินมาหาแล้วถามว่า สนใจจะไปเล่นเมืองไทยไหม? พวกเขาพร้อมจะจ่ายค่าแรงคุณมากกว่าที่นี่ 6-7 เท่า ผมตาลุกวาวเลย และรีบตกลงพวกเขาทันที คุณจะให้ผมปฏิเสธเงินก้อนนี้ได้อย่างไรเล่า” กีย์ ฮูแบร์ เล่าถึงคำชักชวนของ คริสตอฟ โดยเขารับเงินเดือนก้อนแรกกับ บีอีซี เทโรศาสน จำนวน 30,000 บาทเท่านั้น

ยุครุ่งเรือง

“ช่วงปี 2009-2012 ผมว่าเป็นยุคทองของนักบอลแอฟริกันในไทยเลยก็ว่าได้” ดานโญ เซียก้า แสดงความเห็นถึงจุงสูงสุดของแข้งกาฬทวีปในไทย บนช่วงรอยต่อ สู่การเป็นผ่านจากบอลกึ่งอาชีพ สู่ฟุตบอลอาชีพเต็มตัว

หลังจาก เมืองทอง ยูไนเต็ด ก้าวขึ้นสู่ความยิ่งใหญ่ ในปี 2009-2010 (อาจนับรวมตั้งแต่ 2007 ที่พวกเขาได้แชมป์ดิวิชั่น 2 ก็ได้) โดยมีกลุ่มนักเตะแอฟริกัน เป็นหนึ่งในคีย์แมนสำคัญ

ในปี 2011 ขั้วอำนาจใหม่อย่าง บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ก็จัดการโละทิ้งผู้เล่นแซมบ้ายุคแรก และหันมาใช้โมเดลนำเข้าผู้เล่นจากภูมิภาคนี้ นำโดย เอกควาลา อีฟส์, ฟรองค์ โออ็องด์ซา, แฟรงค์ อาเชียมปง, โจเซป โอบามา รวมถึง ฟรานซิส เมาริซ มาสร้างความสำเร็จ และผงาดคว้าแชมป์ไทยลีกได้สำเร็จ

ประกอบกับ ปี 2011 ยังมีการเปลี่ยนโควต้าต่างชาติเพื่มขึ้นจาก ลงทะเบียนได้ 5 ราย เพิ่มขึ้นเป็น 7 ราย ความสำเร็จของ บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด และเมืองทอง ยูไนเต็ดฯ ส่งผลให้ ฤดูกาลต่อมา ปี 2012 กลายเป็นยุคทองของผู้เล่นแอฟริกันในเมืองไทยก็ว่าได้

นอกจากเรื่องความแข็งแกร่ง รวดเร็วแล้ว นักเตะจากภูมิภาคนี้ยังขึ้นชื่อของการปรับตัว และเรียนรู้ไว ดังตัวอย่างที่ กีย์ ฮูแบร์ นักเตะผู้ค้าแข้งในเมืองไทย นานถึง 8 ปี อธิบายให้เราฟัง

“กีย์ว่า ธรรมชาติของนักฟุตบอลแอฟริกัน พวกเราพยายามปรับตัวกับทุกๆที่ไป อย่างเรื่องภาษา เราอยู่ประเทศไหน เราต้องพยายามพูดภาษานั้นให้ได้ จะเห็นได้ว่า คนแอฟริกันพูดไทยได้เกือบทั้งหมด เพราะพวกเราพยายามปรับตัว เพื่อที่จะได้สื่อสารและคุยกับเจ้าถิ่นได้ง่ายขึ้น”

“อีกอย่าง คนแอฟริกันไม่ใช่คนไม่เรื่องมาก อะไรก็ได้ เวลาเล่นฟุตบอล โค้ชสั่งให้ทำอะไร เราก็ทำหมด อย่าง กีย์ มาอยู่เมืองไทย กีย์ได้ลงเล่นครบทุกตำแหน่งแล้ว ตอนแรกที่ย้ายมา กีย์เล่น กองกลาง พอเปลี่ยนโค้ชมาเป็นพี่แบน (ธชตวัน ศรีปาน) เขามองว่า กีย์ เหมาะกับ แบ็ก กีย์ก็ไม่มีปัญหา พอย้ายไป ศรีสะเกษ รอยเตอร์ (โมเรรา) บอก กีย์ๆ ไปเล่นกองหลังดีกว่า พอย้ายไป สมุทรสงคราม น้าฉ่วย (สมชาย ชวยบุญชุม) บางนัด กองหน้าเราเก็บบอลไม่ได้ เขาก็บอก กีย์ ไปเล่นกองหน้าสิ พอพี่ลิง (วิมล จันทร์คำ) ทำทีม เขาบอก กีย์ เล่นปีกดีกว่า บางทีโกลเจ็บ กีย์ก็ไปเป็นประตูมาแล้ว”

เรื่องนี้ สมชาย ชวยบุญชุม เทรนเนอร์มากประสบการณ์ของ ราชนาวี ยืนยันได้เป็นอย่างดี “คือสิ่งที่ผมชอบเลยนะ ในตัวนักบอลจากแอฟริกา อันดับแรก พวกนี้วิ่งไม่มีหยุด เชื่อฟังโค้ช ซ้อมหนักได้ ไม่มีอิดออด คือพวกนักเตะตัวขาวๆ น้ำอดน้ำทนไม่ค่อยมี อย่างที่สอง ค่าจ้างไม่แพงมาก แต่ละทีมที่ผมไปทำ สตุ้งสตางค์ไม่ค่อยเยอะมาก พวกนี้ก็เหมาะสม ถึงทุกวันนี้ผมยังเชื่อว่าพวกเขามีดีนะ แต่ต้องเลือกดูหน่อย ของจริงก็มี ของปลอมก็เยอะ”

ปริมาณนักเตะต่างชาติจาก ทวีปแอฟริกา ยังคงหลั่งไหล ผลัดเปลี่ยนเข้ามาสู่ ลีกสูงสุดไทย อย่างต่อเนื่อง ในปี 2013 มีผู้เล่นแอฟริกาในไทยลีก 27 คน โดยทีมอย่าง ชัยนาท ฮอร์นบิล ใส่ผู้เล่นแอฟริกัน มากสุดถึง 4 ราย ตามมาด้วย บีอีซี เทโรศาสน 3 ราย และ สมุทรสงคราม เอฟซี 3 ราย

แต่สัญญาณที่เปลี่ยนไปก็คือ ทีมระดับลุ้นแชมป์อย่าง เมืองทอง ยูไนเต็ด กับ บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด กลับเหลือนักเตะแอฟริกัน รวมกันเพียง 1 รายเท่านั้น (ดานโญ่ เซียกา)

-สัญญาณที่ว่านี้ บ่งบอกถึงยุคล่มสลายของผู้เล่นแอฟริกันบนลีกสูงสุดของไทย อย่างไร ติดตามได้ในหน้าถัดไป-