FourFourTwo จัดเต็ม 50 สุดยอดกุนซือลูกหนังโลก 2015: อันดับ 2

Lee Roden gives the rundown on the Spanish genius who finishes runner-up in our list of the best managers in world football...

มาตรฐานการตัดสินความสำเร็จที่ถูกใช้นำมาใช้กับเป๊ป กวาร์ดิโอลา นับเป็นเรื่องหนักหนาเกินคาดคิด เพราะแม้จะประสบความสำเร็จกับลีกในประเทศและผลงานที่ไม่เลวร้ายในถ้วยยุโรป ยังทำให้กวาร์ดิโอลาถูกมองว่าล้มเหลวในบางจุด ในขณะที่หากเปลี่ยนเป็นโค้ชคนอื่น ก็อาจจะได้รับคำชมจนหูอื้อหากสามารถทำทีมให้ประสบความสำเร็จในระดับนี้

บาเยิร์นมิวนิคคว้าแชมป์บุนเดสลีกาโดยทำคะแนนทิ้งห่างอันดับ 2 ถึง 10 แต้ม และผ่านเข้าไปถึงรอบรองชนะเลิศฟุตบอลถ้วยเดเอฟเบ-โพคาล และปิดฉากฟุตบอลยุโรปในรอบรองชนะเลิศเป็นหนึ่งใน 4 ทีมสุดยอดของยุโรป และทั้งหมดนั้นเกิดขึ้นระหว่างที่นักเตะหลายๆ คนต้องพบกับอาการบาดเจ็บ

Pep Guardiola

Surely next season we'll see the best of Pep Guardiola's Bayern side

ทีมแคว้นบาวาเรียนไม่เพียงแต่เสียนักเตะหลายคนให้กับอาการบาดเจ็บเกือบตลอดทั้งปี แต่ที่บาดเจ็บนั้นก็เป็นนักเตะคนสำคัญด้วย รวมถึงตัวหลักๆ ของระบบฟุตบอลของกวาร์ดิโอลา เช่นดาบิด อลาบา, อาร์เยน ร็อบเบน, ฟร็องค์ ริเบรี่, ติอาโก้ อัลกันตารา และฮาวี่ มาร์ติเนซ ที่ไม่สามารถลงสนามช่วยทีมได้เมื่อทีมต้องการความสามารถของพวกเขามากที่สุด

Daring domination

และเนื่องจากปัญหาความฟิตของนักเตะที่กล่าวมาแล้ว เราจึงยังไม่ค่อยจะได้เห็นความสามารถที่แท้จริงของบาเยิร์นมิวนิคภายใต้การคุมทีมของกวาร์ดิโอลา แต่บางครั้งเรายังได้เห็นลางๆ ว่าหากทีมนี้พร้อมเต็มที่ก็มีความเป็นไปได้ที่จะเป็นทีมที่เหนือชั้นอย่างไม่มีใครเทียบ ยกตัวอย่างเช่นครึ่งแรกของเกมที่ถล่มเอาชนะโรมา 7-1 ที่สนามสตาดิโอ โอลิมปิโกเมื่อเดือนตุลาคมเป็นเกมที่สุดยอดอย่างไม่ต้องสงสัย เป็นบทเรียนชั้นเยี่ยมว่าจะทำอย่างไรให้สามารถเล่นเหมือนมีตัวนักเตะมากกว่าด้วยการเคลื่อนที่อย่างฉลาดและปรับเปลี่ยนแผนการเล่น เช่นเดียวกับการโชว์ฟุตบอลวัน-ทัช แตะบอลจังหวะเดียวสั้นๆ ที่เป็นจุดเด่นของทีมแคว้นบาวาเรียที่มักจะทำได้ดีทุกครั้งหากนักเตะตัวเก่งฟิตเต็มที่ในเกม (หรือพูดอีกที เมื่อนักเตะตัวเก่งส่วนมากฟิตเต็มที่ เพราะในเกมนั้นติอาโก้ไม่ได้ลงสนามเลย)

Pep Guardiola on the the training pitch

The intense Spanish coach goes through some drills on the training pitch

At their fleeting fittest and best in 2014/15, Guardiola’s team were the most versatile and most complex in Europe

ในเกมนั้นเอง ก่อนที่นักเตะตัวหลักจะเริ่มบาดเจ็บจนทีมง่อยเปลี้ย จึงเป็นเกมที่แสดงให้เห็นแนวโน้มของความสำเร็จสำหรับกวาร์ดิโอลาที่จะสามารถพัฒนาเกมการเล่นของทีมนี้ และแม้จะอยู่ในช่วงเวลามืดมนแต่หลายครั้งหลายหนก็ยังมีจังหวะสดใส อย่างเช่นในเกมที่เปิดสนามอลิอันซ์อารีน่าถล่มเอาชนะปอร์โต้ 6-1 ชัยชนะครั้งนั้นไม่ได้มาจากการเล่นฟุตบอลจังหวะเดียวแต่เป็นการเปิดเกมออกปีกบวกกับการวางจังหวะเข้าทำที่แม่นยำของมิดฟิลด์ การได้ตัวติอาโก้ที่ได้รับไฟเขียวจากคณะแพทย์ให้ลงสนามก็เป็นอีกหนึ่งกุญแจสำคัญ แม้ในเกมที่ถล่มเอาชนะปอร์โต้จะแตกต่างกับเกมที่ถล่มเอาชนะโรมาก่อนหน้านี้ แต่ทั้งสองเกมก็เป็นบาเยิร์นที่แสดงความเหนือชั้นไม่ต่างกัน

ในช่วงปี 2014/15 ที่ฟิตเต็มร้อยและฟอร์มแรงสุดขีด ทีมของกวาร์ดิโอล่าเป็นทีมที่พลิกแพลงได้หลากหลายและเป็นทีมที่มีความซับซ้อนที่สุดในยุโรป ความสามารถในการปรับเปลี่ยนระบบการเล่นและเป้าหมายของเกมทำได้ในพริบตาที่ได้รับสัญญาณจากนายใหญ่ชาวกาตาลันที่ยืนคุมเกมริมเส้น และทีมที่จะทำเช่นนั้นได้ก็ต้องเป็นทีมที่มีสุดยอดนักเตะอยู่ในทีม และก็นับเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้เลยที่จะเห็นประสิทธิภาพของทีมลดน้อยลงโดยมีสาเหตุมาจากอาการบาดเจ็บของนักเตะตัวหลักจนทีมต้องถูกบังคับให้ใช้นักเตะที่มีความสามารถน้อยกว่าลงเล่นแทน สิ่งที่เกิดขึ้นนี้จะเกิดกับทีมไหนก็ได้ทั้งนั้น

Barça blues

ยกตัวอย่าง ลีโอเนล เมสซี่, เนย์มาร์ และเฆราร์ ปิเก้ 3 นักเตะคนสำคัญของบาร์เซโลน่าภายใต้การคุมทีมของหลุยส์ เอ็นริเก้ ซึ่งหากนำมาเทียบกันแล้วก็มีความสำคัญกับทีมแคว้นคาตาโลเนียมากพอๆ กับความสำคัญของอลาบา, ร็อบเบน และริเบรี่ ที่เมืองมิวนิค และหากขาดทั้ง 3 คนนั้นไป ก็จะมีผลกับมาตรฐานฟุตบอลของบาร์เซโลนา แต่ด้วยเหตุผลบางประการ เมื่อบาเยิร์นขาดนักเตะตัวหลัก 3 รายนั้นไปจากทีม กลับไม่ได้ถูกนำมาเป็นส่วนหนึ่งของวิเคราะห์วิจารณ์ว่าเพราะอะไรบาเยิร์นถึงไม่สามารถเล่นได้เหนือว่าบาร์ซ่าในการพบกันเมื่อเดือนพฤษภาคม

แล้วทำไมต้องพูดถึงการแข่งขันคู่นี้ล่ะ? สำหรับคนที่ไม่ได้ติดตามดูผลงานของบาเยิร์นมิวนิคในบุนเดสลีกา เกมกับบาร์เซโลนาดูเหมือนจะเป็นเกมที่ถูกใช้ประเมินผลงานตลอดทั้งปีของกวาร์ดิโอลา และถึงตอนนี้ก็กลายเป็นที่จดจำไปแล้วในฐานะเกมของบาร์ซาข้างเดียว ซึ่งในความเป็นจริงแล้วลูกตุ้มในเกมก็แกว่งไปมาทั้งสองด้าน ในครึ่งแรกบาร์ซ่าเปิดเกมได้ดีกว่า แต่กลับเป็นฝ่ายบาเยิร์นที่ทำเกมได้เฉียบคมกว่าในครึ่งหลัง

แล้วสุดยอดนักเตะคนหนึ่ง-คนที่ได้ชื่อว่าเป็นสุดยอดนักเตะของโลกนั่นแหละ-ก็เป็นคนที่ปิดฉากเกมนั้นในเวลาเพียง 13 นาที แต่การที่จะนำเกมนี้ไปเปรียบเทียบกับเกมที่พ่ายแพ้อย่างน่าอับอายให้กับเรอัลมาดริดเมื่อฤดูกาลที่แล้วก็เรียกได้ว่าเป็นคนละเรื่องกันเลยทีเดียว

Problems at Bayern

เสียงวิจารณ์หลักๆ ที่พอจะเรียกได้ว่ามีมูลสำหรับกวาร์ดิโอลาในเกมกับบาร์เซโลนาก็คือ เกมนั้นเป็นข้อยืนยันว่าบาเยิร์นมิวนิคที่ไม่มีอาร์เยน ร็อบเบน และฟร็องค์ ริเบรี่ มักจะเสียระบบในยามที่ต้องสู้กับทีมชั้นยอด และนักเตะคนอื่นๆ ในทีมก็ไม่สามารถเล่นเกมที่ต้องมีความเร็วและปรับเปลี่ยนได้ว่องไวในพื้นที่หน้าประตูทีมคู่แข่ง และถ้าฤดูร้อนนี้เป๊ป กวาร์ดิโอลาไม่ได้ลงมือทำอะไรสักอย่างเพื่อแก้ปัญหานี้ ก็คงนับว่าเป็นเรื่องช็อคแฟนฟุตบอลพอควร 

Pep Guardiola

Guardiola's passion for coaching is plain to see

The quality of some of Bayern’s midfield play over the two legs was excellent, contradicting the square pegs, round holes theory often lazily levelled

แต่ทั้งๆ ที่ทีมต้องตกอยู่ในวังวนของปัญหาดังกล่าว ก็ยังคงมีเรื่องดีๆ อยู่บ้าง อย่างเช่นความสามารถของนักเตะบาเยิร์นในตำแหน่งมิดฟิลด์ ที่เห็นได้ชัดว่ายอดเยี่ยม ซึ่งนั่นเป็นการตอกหน้านักวิจารณ์ที่เคยกล่าวว่าฟุตบอลของเป๊ป กวาร์ดิโอลากับทีมจากแคว้นบาวาเรียเป็นการเล่นแบบผิดฝาผิดตัว แบบน็อตเหลี่ยมใส่รูกลม หรืออะไรทำนองนั้น

การมีชาบี้ อลองโซ่, ติอาโก้ และฟิลิปป์ ลาห์ม เล่นด้วยกันกลางสนาม ทำให้บาเยิร์นมีมิดฟิลด์ที่แข็งแกร่งพอที่จะครองบอลและเดินเกมบุก แม้จะเป็นการเล่นกับทีมความสามารถสูงอย่างบาร์เซโลนา และนั่นก็น่าจะต้องยกเครดิตคำชมเชยให้กับโค้ช

ปีนี้ของกวาร์ดิโอลาจะยังมีจุดบกพร่องอยู่บ้าง แต่มีเพียงหลุยส์ เอ็นริเก้คนเดียวเท่านั้นที่ฉวยโอกาสจากข้อบกพร่องนั้น และและเมื่อมองให้ลึกๆ ลงไปก็จะได้เห็นสัญญาณการพัฒนาที่ค่อนข้างชัดเจนของทีมแคว้นบาวาเรีย กวาร์ดิโอลายังคงเป็นกุนซือที่กล้าและเรียกร้องผลงานจากลูกทีมมากที่สุดในบรรดาโค้ชระดับเดียวกัน ซึ่งหากสามารถสร้างผลงานได้ดีโดยไม่มีปัญหาอาการบาดเจ็บคุกคามในฤดูกาล 2015/16 เราก็คงจะได้เห็นทิศทางที่ชัดเจนขึ้นว่าบาเยิร์นที่มีความสามารถเต็มเปี่ยมจะเดินหน้าไปในทิศทางใด

มองแท็คติก กับ ไมเคิล ค็อกซ์

ช่วงเวลาการคุมทีมบาเยิร์น มิวนิคของเป๊ป กวาร์ดิโอลา ได้แสดงให้เห็นว่ากุนซือชาวกาตาลันเป็นนักปฏิบัติมากกว่าเมื่อครั้งที่อยู่กับบาร์เซโลน ที่เคยเน้นการครองบอลเป็นหลักเกือบตลอดทั้งเกม

แน่นอนว่าบาเยิร์นยังคงรักษาการครองบอลไว้ได้เป็นส่วนใหญ่ของเกม แต่กวาร์ดิโอลากลับไม่ได้พยายามเปลี่ยนแปลงบาเยิร์นมิวนิคให้เป็นบาร์ซาที่ 2 แต่กุนซือชาวกาตาลันกลับเลือกที่จะเสริมความโดดเด่นในการเลี้ยงบอลของปีกซ้ายขวา ทั้งฟร็องค์ ริเบรี่และอาร์เยน ร็อบเบน และยังคงเลือกที่จะใช้กองหน้าตัวหลักตามสไตล์ดั้งเดิม โดยในช่วงแรกเลือกใช้มาริโอ มันด์ซูคิช ก่อนที่จะเปลี่ยนมาเป็นโรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้

แต่ไม่ว่ากวาร์ดิโอลาจะทำอะไรที่บาเยิร์นมิวนิค สิ่งที่ทำให้ผู้จัดการทีมรายนี้เป็นที่จดจำมากที่สุดก็คือการคุมทีมบาร์เซโลนา เพราะระบบที่เริ่มต้นด้วยการเล่น 4-3-3 แบบธรรมดาๆ ได้ถูกพัฒนาให้กลายเป็นระบบที่สามารถปรับเปลี่ยนให้เป็น 3-4-3 หรือ 4-6-0 หรือ 3-1-4-2 และแม้กระทั่งระบบ 3-3-4 ในบางครั้ง และดูเหมือนว่ากวาร์ดิโอลายังคงมีความพยายามที่จะไล่ล่าเป้าหมายส่วนตัวที่จะใช้ระบบการเล่นที่วูบวาบเร้าใจที่สุดเท่าที่จะได้ทำได้แม้ว่านั่นจะต้องสร้างภาระให้กับมิดฟิลด์ด้วยกันยัดนักเตะลงไปเพิ่มกลางสนามอีก 1 ตัว

 แม้สไตล์การคุมทีมของกวาร์ดิโอลาจะยังอยู่บนพื้นฐานของการพยายามควบคุมเกมด้วยการครองบอล ซึ่งหมายถึงการจ่ายบอลสั้นๆ และการเล่นเกมเพรสซิ่งหนักเพื่อแย่งบอลกลับมาให้ได้โดยเร็วที่สุด แต่กวาร์ดิโอลาก็ยังมองคู่แข่งในมุมที่ต่างไปจากคนอื่น โดยเฉพาะการใช้เวลานานหลายๆ ชั่วโมงในการนั่งดูเทปการแข่งขันของคู่แข่งเพื่อพยายามหาจุดอ่อนของนักเตะแต่ละคนและปรับเปลี่ยนแผนการเล่นให้เหมาะสม และเมื่อมองในมุมนั้น เป๊ป กวาร์ดิโอล่าก็นับเป็นส่วนผสมของสองแนวทางการคุมทีมที่ต่างกัน คือใช้นั่งแนวทางเปิดเกมบุกและตั้งรับตามสถานการณ์มารวมกัน

FourFourTwo ภูมิใจเสนอ 50 สุดยอดกุนซือลูกหนังโลก: 50-46 • 45-41 • 40-36 • 35-31 • 30-26 • 25-21 • 20-16 • 15-11 • 10 • 9 • 8 • 7 • 6 • 5 • 4 • 3 • 2 • 1

#FFT50MANAGERS

อ่านต่อ FourFourTwo จัดเต็ม 50 สุดยอดกุนซือลูกหนังโลก 2015

Check out FourFourTwo Polls and Contests on LockerDome on LockerDome