ระวังพม่าให้ดี : พูดคุยกับแข้งเจทูชาวเวียดนามและความคาดหวังในซูซูกิ คัพ

มิดฟิลด์ทีมชาติเวียดนามชี้ต้องชนะพม่าให้ได้หากหวังจะผ่านรอบแบ่งกลุ่ม ซูซูกิ คัพ 

FFT มีโอกาสได้พูดคุยกับ เหงียน ตวน อันห์ มิดฟิลด์วัย 21 กะรัตของทีมชาติเวียดนามที่มีโอกาสไปค้าแข้งอยู่กับทีม โยโกฮาม่า เอฟซี ในฤดูกาลที่ผ่านมา โดยเจ้าตัวก็หวังว่าจะสามารถช่วยทีมลุยศึกซูซูกิ คัพ 2016 ครั้งนี้ด้วย

"สำหรับผม พม่าคือทีมที่อันตรายที่สุดในกลุ่มของเรา เพราะขณะนี้ อย่างที่รู้ๆ กันว่ามาเลเซียกำลังมีปัญหากันภายในอยู่" กองกลางรายนี้เริ่มกล่าวกับ FFT

"พวกเขา (พม่า) มีการเตรียมตัวที่ดี แถมระบบเยาวชนของพวกเขายังยอดเยี่ยมมากๆ ด้วย เห็นได้จากที่พวกเขาผ่านเข้าไปเล่นฟุตบอลโลก ยู-20 ได้ปีที่แล้ว" 

"ด้วยเหตุนี้ ผมจึงคิดว่าพวกเขาจะต้องมีนักเตะดาวรุ่งทีเ่ปี่ยมไปด้วยทักษะอันยอดเยี่ยม แถมอย่าลืมว่าพวกเขาได้เล่นในบ้านด้วย พวกเขาจะได้เปรียบพอสมควรเลยล่ะ ดังนั้นผมจึงคิดว่าพวกเขาคือทีมที่น่ากังวลมากที่สุด"

ผมชื่นชอบ ซิเนอดีน ซีดาน และ เมซุต โอซิล และมันคือความฝันของผมที่จะเล่นให้ได้แบบเดียวกับพวกเขา

แม้ว่าจะได้รับการยกย่องให้เป็น 1 ในแข้งดาวรุ่งที่ฟอร์มแรงที่สุดคนหนึ่งของชาติ แต่ทว่าโอกาสของเขาในซูซูกิ คัพครั้งนี้ก็ยังไม่แน่นอน เพราะเจ้าตัวเพิ่งจะได้รับบาดเจ็บที่ขาระหว่างฝึกซ้อมกับต้นสังกัด

ซึ่งถ้าหากว่าเขาหายไม่ทันจริงๆ จะนับเป็นความเสียหายอย่างมากต่อทัพดาวทองอย่างแน่นอน

แม้ว่าเจ้าตัวจะไม่ได้รับโอกาสมากนักนับตั้งแต่ย้ายมาจากฮองอันห์ยาลายในวีลีกแบบยืมตัว แต่เขาก็โชว์ฟอร์มได้ดีทีเดียวในรายการ เอ็มเพเรอร์ส คัพ ในเดือนกันยายนที่ผ่านมา แถมเจ้าตัวยังยอมรับอีกว่าตัวเองพัฒนาขึ้นมากนับตั้งแต่มาร่วมทัพทีมแดนอาทิตย์อุทัย

"คนที่นั่นละเอียดมากๆ ไม่ว่าจะเป็นการวอร์มอัพ หรือการออกกำลังกาย พวกเขาใส่ใจทุกอย่างจริงๆ ซึ่งมันทำให้นักเตะที่นี่แข็งแกร่งมากๆ"

"คุณอาจจะได้เห็นผู้เล่นที่เทคนิคดีๆ หลายๆ คนในเวียดนาม เช่นเดียวกับที่ญี่ปุ่น แต่สิ่งหนึ่งที่ต่างกันคือ ร่างกายของคนญี่ปุ่นที่ดูจะแข็งแกร่งกว่า ซึ่งนั่นทำให้พวกเขาสามารถเล่นในระดับที่สูงกว่าพวกเราได้" 

"นอกจากนั้น สถานที่ฝึกซ้อมของพวกเขาก็ดีกว่าเราอีกด้วย สนามแข่ง, ศูนย์บำบัดอาการบาดเจ็บเองเช่นกัน ในตอนแรกที่ผมมาที่นี่ ผมรู้สึกว่าผมยังเด็กมากๆ และตอนนี้ผมเติบโตขึ้น ที่นี่ดูจะมีความเป็นมืออาชีพมากกว่าที่เวียดนามเสียอีก" เจ้าตัวกล่าว

สำหรับตวนอันห์นั้นเกิดขึ้นในเมืองเล็กๆ ทางเหนือของเวียดนาม ในครอบครัวที่มีคุณพ่อเป็นหมอ นั่นทำให้เขาต้องรับแรงกดดันอย่างหนักจากครอบครัว

"พ่อของผมเป็นหมอ และเขาอยากให้ผมเป็นหมอเหมือนกับเขา แต่ความฝันของผมคือการเป็นนักฟุตบอล"

"ผมชื่นชอบ ซิเนอดีน ซีดาน และ เมซุต โอซิล และมันคือความฝันของผมที่จะเล่นให้ได้แบบเดียวกับพวกเขา"

"ผมมีความฝันนี้มาตั้งแต่ 4-5 ขวบแล้ว แต่ผมคิดว่าผมเริ่มเล่นบอลก่อนหน้านั้นอีกนะ บางทีอาจจะตั้งแต่ 2-3 ขวบเลยก็ได้ และตอนนี้ พ่อของผมก็คอยอยู่ข้างๆ และสนับสนุนผมเสมอ ดังนั้นผมว่ามันกำลังไปได้สวยเลยละ"

จากการที่ฉายแววตั้งแต่เด็กๆ ทำให้เขาได้โอกาสย้ายไปร่วมอะคาเดมี่ของฮงออันห์ยาลายตั้งแต่ 11 ขวบ และใช้เวลา 5-6 ชั่วโมงต่่อวัน 6 วันต่อสัปดาห์ในการฝึกซ้อมอยู่ที่นั่น"

"ในตอนเช้า เราจะไปโรงเรียนตั้งแต่ 7 โมง พอ 10.30 เราก็กลับมาที่อะคาเดมี่และเริ่มฝึกซ้อม" เจ้าตัวเผยต่อ

"พอเที่ยง เราก็กลับไปโรงเรียน และอยู่ที่นั่นจนถึงบ่ายสามและกลับมาซ้อมฟุตบอลจนพระอาทิตย์ตก"

"ผมทำแบบนี้อยู่ที่นั่นตั้งแต่ 11 ขวบจนกระทั่ง 19 ผมได้กลับไปเยี่ยมบ้านเกิดของผมแค่ 1-2 ครั้งต่อปีเท่านั้น มันเป็นเรื่องที่ยากมากๆ สำหรับเด็กคนหนึ่ง แต่มันก็ทำให้ผมเก่งขึ้นในฐานะนักฟุตบอลคนหนึ่ง"

คุณอาจจะได้เห็นผู้เล่นที่เทคนิคดีๆ หลายๆ คนในเวียดนาม เช่นเดียวกับที่ญี่ปุ่น แต่สิ่งหนึ่งที่ต่างกันคือ ร่างกายของคนญี่ปุ่นที่ดูจะแข็งแกร่งกว่า ซึ่งนั่นทำให้พวกเขาสามารถเล่นในระดับที่สูงกว่าพวกเราได้

หลังจากที่เรียนจบ ตานอันห์ก็ได้โอกาสเลื่อนขึ้นไปติดทีมชุดใหญ่ของฮองอันห์ยาลายทันที ก่อนที่ล่าสุดในฤดูกาลนี้ เขาจะถูกสโมสร โยโกฮาม่า เอฟซี ยืมตัวไปใช้งาน 

สำหรับฟุตบอลซูซูกิ คัพ ครั้งนี้ เจ้าตัวเองก็คิดว่าเวียดนามก็มีโอกาสที่จะคว้าแชมป์ได้เหมือนกัน แม้ว่านั่นจะหมายความว่าพวกเขาต้องแย่งแชมป์จากแชมป์เก่าอย่างทีมชาติไทยที่แข็งแกร่งขึ้นมาให้ได้

"ผมคิดว่าทีมชาติไทยนั้นอยู่ในระดับที่เหนือกว่าทุกๆ ทีมในภูมิภาคนี้ พวกเขาเป็นประเทศที่หลงรักฟุตบอล ลีกของพวกเขามีคุณภาพ แถมยังมีอะคาเดมี่หลายๆ แห่งที่พยายามพัฒนาดาวรุ่งอย่างต่อเนื่องด้วย"

"ตอนนี้ ผมคิดว่าเกมรับของเรายังมีปัญหาอยู่ ซึ่งส่วนหนึ่งอาจจะเป็นเพราะทีมของเรามีนักเตะดาวรุ่งจำนวนมาก ทำให้บางทีมันอาจจะต้องใช้เวลาอีก 2-3 ปีในการรอให้พวกเขาสั่งสมประสบการณ์ก่อนที่จะถึงจุดที่ดีที่สุดของเรา" 

"แน่นอนว่าพวกเขาก็เคยประสบความสำเร็จในรายการนี้มาเหมือนกัน ดังนั้นผมคิดว่าเรามีโอกาสที่จะผ่านไปถึงรอบรองชนะเลิศหรือลึกกว่านั้นได้" 

แฟนบอลเวียดนามก็คงต้องหวังให้มิดฟิลด์ดาวรุ่งรายนี้ฟิตทันการแข่งขันที่ใกล้เข้าแล้ว และเป็นกำลังสำคัญ พาทีมประสบความสำเร็จให้ได้