ศุภวุฒิ เถื่อนกลาง : พ่อมดฟุตซอลไทยรุ่นที่ 2

“หลายปีก่อนผมเปิดอ่านข่าวบนอินเตอร์เน็ต มีใครไม่รู้ว่าเขียนว่าผมจะเป็นพ่อมดฟุตซอลคนต่อไป... ผมก็คิดนะว่า เป็นไปไม่ได้หรอก จะมาเขียนแบบนี้ให้เรากดดันทำไม...”   

ครั้งที่เด็กหนุ่มวัยไม่ถึง 20 ปี ถูกขนานนามจากสื่อให้เป็นพ่อมดฟุตซอลต่อจาก บัง-อนุชา มั่นเจริญ โคตรตำนานโต๊ะเล็กของไทย มันทำให้เขาประหม่า และไม่เข้าใจ

แต่วันนี้ไม่มีใครปฏิเสธได้ว่า อาร์ม-ศุภวุฒิ เถื่อนกลาง กองหน้าฟุตซอลทีมชาติไทยกลายเป็นนักเตะระดับโลก หลังสร้างผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมในการแข่งขันฟุตซอลชิงแชมป์โลกมาถึง 2 ครั้ง 2 ครา ก่อนถูก  “เมส ซันกาน” สโมสรจากอิหร่านคว้าตัวไปพร้อมให้ค่าเหนื่อยสูงถึง 300,000 บาทต่อเดือน เมื่อปลายปี 2016... วันนี้เขากลับมาเมืองไทยอีกครั้ง พร้อมสร้างตำนานบทใหม่กับตัวเองด้วยการพา ชลบุรี บลูเวฟ คว้าแชมป์ชิงแชมป์สโมสรเอเชีย พร้อมสร้างสถิติเป็นดาวซัลโวสูงสุดตลอดกาลของรายการนี้  

และ นี่ คือ เรื่องราวนับตั้งแต่เขาเป็นอัจฉริยะตัวน้อยๆ… จนถึงวันที่กลายเป็นพ่อมดรุ่นที่ 2 แห่งวงการฟุตซอลไทย

ที่มาตำนานหมายเลข 9

“ผมเกิดมาสังคมฟุตบอลอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นรุ่นน้ารุ่นอาก็เล่นฟุตบอลมาตลอด” ศุภวุฒิ เถื่อนกลาง เริ่มเล่าถึงชีวิตวัยเด็กที่อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี 

“ผมก็โดนปลูกฝังมาตั้งแต่เด็ก เล่นฟุตบอลกับคนในครอบครัว พ่อผม (ปัญญา เถื่อนกลาง) มักซื้อลูกฟุตบอลสีๆเบอร์ 3  ติดบ้านไว้ให้ผมเล่นตลอด พอช่วงสักประมาณอนุบาล 3 ตอนนั้นอายุ 5 - 6 ขวบ ผมได้ไปเล่นกีฬาอนุบาลเทศบาลโพธาราม มันเป็นครั้งแรกที่ทำให้ผมรู้สึกดีกับฟุตบอล เพราะผมรู้สึกว่าผมเก่งกว่าคนอื่น มีทักษะมากกว่าคนอื่น ขณะที่เด็กคนอื่นๆยังแปลงร่าง วิ่งเล่นกันสนุกสนาน แต่รายการนั้นผมพาทีมของผมชนะคู่แข่ง 9 - 0 และผมยิงคนเดียว 9 ประตู พอรอบชิงผมยิงอีก 3 ประตูให้ทีมเป็นแชมป์”

เหตุการณ์ครั้งนั้น ทำให้ อาร์ม-ศุภวุฒิ ฝังใจกับเลข 9 มันทำให้เขารู้สึกว่ามันเป็นหมายเลขของคนที่เก่งที่สุด และไม่ว่าเขาจะเล่นทีมไหน เขาต้องขอใส่เลข 9 เสมอ...

“มันเป็นจุดเริ่มต้นที่ผมชอบใส่หมายเลข 9 และเพื่อนๆต่างรู้ว่าผมต้องการเบอร์ 9 ไม่ว่าไปเล่นทีมไหน เขาก็โอเคกับเรา พร้อมให้เราใส่ เหมือนรู้กันนั่นแหละ”  ศุภวุฒิ เผยเรื่องราวการเริ่มต้นใส่เสื้อบนหลังของตัวเองที่ใส่มาตลอด  

เด็กน้อยจากจังหวัดราชบุรี สานต่อพรสวรรค์ของตัวเองด้วยการเข้าร่วมแข่งขันกีฬาระดับเทศบาลเรื่อยมา และมักข้ามรุ่น แบกน้ำหนักไปเล่นกับรุ่นพี่ที่โตกว่าเสมอ จนกระทั่งตอนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 อาจารย์สากล งามขำ ดึงตัวเขาเข้าสู่โรงเรียนโพธาวัฒนาเสนี สถานศึกษาประจำอำเภอโพธาราม

“ช่วงนั้นผมก็ได้เล่นฟุตบอลเดินสายไปทั่วมากขึ้น เริ่มเจอ ต็อบ (เจษฎา ชูเดช) แต่ช่วงนั้นเราไปเล่นฟุตบอลใหญ่ 11 คน ส่วนใหญ่ก็แพ้ตลอด แต่เวลาเราส่งทีมเล่นฟุตบอล 5 คนแถวบ้าน เราได้เข้าชิง เราก็รู้สึกว่าเราถนัดเล่นฟุตซอลมากกว่า อาจารย์สากล เริ่มเห็นก็เลยลองส่งแข่งฟุตซอลบ้าง เป็นรายการเอฟเอคัพ ต้านยาเสพติด แต่ปรากฏว่าทีมแรกที่เราจับสลากเจอ คือ เทพศิรินทร์ ทีมดังของกรุงเทพฯ”

“ตอนนั้น อาจารย์บอกจะถอนตัวเพราะคิดว่าแพ้แน่เปลืองค่ารถค่ากินเปล่าๆ แต่ผมคิดไปคิดมา ผมอยากไม่มากๆ ก็ไปขอตื้ออาจารย์ บอกผมอยากเข้ากรุงเทพฯ​ ผมไม่เคยเข้ากรุงเทพฯ เลย คือ ตอนนั้นเรารู้ว่าสถานที่แข่งขัน คือ นิมิบุตร ด้วย เราติดตามดูข่าวมาตั้งแต่เด็กก็อยากจะสัมผัส อยากจะลงเล่นที่นั่นสักครั้ง”

อาจารย์ สากล อดรนทนเสียงตื้อของเด็กหนุ่มไม่ไหว ตัดใจพาเหล่าแข้งน้อยจากจังหวัดราชบุรี สู่เมืองกรุง… ก่อนที่พวกเขาสร้างความประหลาดใจต่อวงการโต๊ะเล็กระดับมัธยมศึกษา

เปิดตัวพ่อมดน้อยในเมืองหลวง

นิมิบุตร สังเวียนแข้งอันศักดิ์สิทธิ์ของเหล่าแข้งโต๊ะเล็กย่านปทุมวัน...นี่ คือ สถานที่ที่ ศุภวุฒิ เถื่อนกลาง ในสมัยมัธยมศึกษาตอนต้นต้องการได้รับโอกาสสัมผัส… ไม่ว่าทีมโรงเรียนโพธาวัฒนาเสนี จะแพ้เท่าไหร่ก็ไม่หวั่น....เทพศิรินทร์ ขณะนั้นนับเป็นทีมดัง พวกเขานำโดยนักเตะอย่าง ณัฐวุฒิ หมัดยะลาน

“ตอนนั้น (ดอน) เป็นตัวเด่นของเทพศิรินทร์เลย ผมดูเขาเล่นแล้วแบบ… ชอบอ่า มันเหมือนมันพลิ้ว มันเลี้ยงบอลแบบดูมีเบสิคกว่าเรา คือ ผมกับเพื่อนๆ ในทีมก็ทำได้นะ แต่มันไม่พลิ้วเท่าน่ะ…” ศุภวุฒิ เล่าถึงตอนเห็น ดอน-ณัฐวุฒิ ในสนามครั้งแรก
 
อย่างไรก็ตามความเก่งกาจของเหล่าแข้งทีมโรงเรียนโพธาวัฒนาเสนีไม่ใช่ของปลอม แม้เคยมีแต่ประสบการณ์ภายในจังหวัด แต่เมื่อเข้าสู่เวทีในเมืองกรุง พวกเขากลับสามารถพลิกล็อคชนะ เทพศิรินทร์ ได้หน้าตาเฉย 5 - 3 “ตอนนั้นคือจุดเริ่มต้นของผมเลยว่าเราก็สู้ได้นี่หว่า  ไม่ใช่ส่งไปแล้วก็แพ้ เพราะจริงๆ โรงเรียนผมมันเป็นโรงเรียนในอำเภอเล็กๆเอง เวลาเล่นบอลใหญ่มันก็ไม่ค่อยดี เพราะมันใช้คนเยอะ แล้วมันก็คละความสามารถกันไป มันก็ไปไม่ได้ไกล เราเลยรู้สึกว่ามันไม่ใช่ทาง แต่ว่าฟุตซอลมันใช้แค่ 5 คนเอง พอจบเกมนั้นโรงเรียนเราดังเลย”

แต่ไม่จบเพียงเท่านี้ เพราะท้ายที่สุดแล้วทัวร์นาเม้นต์ดังกล่าว ทีมโรงเรียนโพธาวัฒนาเสนี ฝ่าด่านโรงเรียนปทุมคงคาในนัดชิงชนะเลิศ คว้าแชมป์รายการนั้นได้แบบเหนือความคาดหมาย ทั้งโรงเรียน และชื่อของศุภวุฒิ เถื่อนกลาง ที่โชว์ผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมโด่งดังขึ้นมาทันที...

หลังจากสร้างชื่อด้วยการคว้าแชมป์ในครั้งนั้น ทีมโรงเรียนโพธาวัฒนาเสนีส่งแข่งขันฟุตซอลเรื่อยมา และตัว ศุภวุฒิ เถื่อนกลาง ก็หันมาเล่นฟุตซอลจริงๆจังๆมากขึ้น เขาเที่ยวเดินสายเตะทั้งในนามทีมโรงเรียน และทีมจังหวัด พร้อมคว้ารางวัลให้ทีมโรงเรียนมากมาย

“ตอนนั้นผมเล่นหมด ทั้งทีมโรงเรียน และตัวแทนจังหวัด สักประมาณ ม. 2-3 ผมก็เริ่มเจอกับช้าง (กฤษฎา วงษ์แก้ว) เป็นครั้งแรก ช้างอยู่อำเภอบ้านโป่ง ส่วนผมอยู่โพธารามมันใกล้ๆกัน อาจารย์สากล เขาดึงตัวช้างมาแข่งในนามทีมจังหวัดด้วย เราไปแข่งด้วยกันทุกที่ และก็สนิทกันตั้งแต่ตอนนั้น ยกเว้นแข่งในนามทีมโรงเรียนนะ เพราะช้างไม่ได้เรียนโรงเรียนเดียวกันผม”

เมื่ออยู่บนถนนสายลูกหนังโต๊ะเล็กจนเจนจัด…วันหนึ่งระหว่างอยู่มัธยมศึกษาปีที่ 6 เสียงโทรศัพท์ของเขาดังขึ้น พร้อมเสียงชายจากปลายสายเชิญชวนให้เขาไปร่วมทีมฟุตซอลดังในกรุงเทพ…

ประตูสู่ชีวิตใหม่

ศุภวุฒิ เถื่อนกลาง เข้าใจว่าเสียงของชายที่ปลายสายที่ได้โทรศัพท์เรียกเขาเข้าไปซ้อม คือ “โค้ชยุทธ” ยุทธนา พลศักดิ์ ซึ่งขณะนั้นทำทีม ม.ศรีปทุม… เขาไม่รีรอมุ่งหน้าไปยังสนามซ้อมจากจังหวัดราชบุรีทันที…เหตุการณ์ครั้งนั้นนำตัวเขาเข้าไปอยู่อีกโลกหนึ่ง...โลกลูกหนังโต๊ะเล็กอาชีพของไทย

“ตอนนั้นผมปรึกษากับพ่อ พ่อผมเขาก็ยิมยอมพาเราขับรถไปซ้อมที่กรุงเทพฯทุกวัน”

“แล้ววันแรกที่ไปถึงผมต้องตกใจ...เพราะผมเจอกับนักเตะทีมชาติชื่อดังอย่าง ภานุวัฒน์ จันทา, เลิศชาย อิสราสุวิภากร, คู่แฝด เอกพงษ์-เอกพันธ์ และโค้ชไม่ใช่ “โค้ชยุทธ” (ยุทธนา พลศักดิ์) แต่เป็นพี่เอ๋ พัทยา เปี่ยมคุ้ม ซึ่งเป็นผู้ฝึกสอนของชลบุรี คือ ตอนนั้นพี่เขาหน้าตาคล้ายๆกัน ผมยอมรับเลยว่า ผมจำสับสน ทีแรกผมคิดว่าไปผิดที่ ปรากฏเขาบอกว่าถูกแล้ว (ฮา)”

“พอซ้อมไปสองอาทิตย์ก็เริ่มรู้สึกว่านี่เป็นการซ้อมแบบมืออาชีพจริงๆ เพราะตอนเรียนเราก็ซ้อมแค่ยิงประตูแบ่งข้างกันอยู่แค่นี้ แต่พอมาระดับอาชีพแล้วมันคนละเรื่องเลย ซ้อมหนักด้วย และผมก็ต้องเดินทางจากราชบุรีไป-กลับกรุงเทพฯ ทุกวัน ตอนนั้นผมเริ่มท้อและอยากยอมแพ้ คิดว่าไม่เอาแล้ว เขาให้เงินเราแค่ 6,000 บาท แต่ค่ารถราไปกลับทุกวันมันมากกว่านั้นเยอะ ตอนนั้นผมเข้าใจว่าพ่อผมต้องไปติดหนี้ยืมสินคนอื่นแน่ๆ”

“ชีวิตของผมไม่เหมือนกับวัยรุ่นคนอื่นๆเลย คือ เช้าไปเรียน เลิกเรียนไปซ้อมที่ กทม. กว่าจะกลับบ้านกว่าจะได้นอนดึกทุกวัน แต่สุดท้ายเราตัดสินใจสู้ต่อ เพราะมันคงไม่มีโอกาสง่ายๆ ที่จะได้มาอยู่กับทีมระดับประเทศแบบนี้ ผมอยากเป็นทีมชาติไทยในอนาคตเหมือนพี่ๆเขา รวมถึง พี่บัง (อนุชา มั่นเจริญ)”

พ่อมดรุ่นที่ 1 vs เด็กหนุ่มราชบุรี

ย้อนกลับไปก่อนหน้าที่ ศุภวุฒิ เถื่อนกลาง จะได้เข้าไปฝึกซ้อมกับทีมชลบุรี… อาร์ม-ศุภวุฒิ เถื่อนกลาง ซึ่งเที่ยวตระเวณเล่นฟุตซอลแถวละแวกบ้าน ได้พบกับ “โคตรฟุตซอล” ของจริง… ชายผู้นั้นสร้างแรงบันดาลใจให้กับเขา

บัง-อนุชา มั่นเจริญ ชายผู้ถูกขนานนามว่าเป็นพ่อมดแห่งวงการฟุตซอลไทย การสัมผัสบอลที่เหนือชั้น การเลี้ยงเอาชนะคู่แข่ง และการยิงประตูที่เฉียบขาด ทำให้ เขา คือ ราชาที่อยู่เหนือใครต่อใครในแวดวงโต๊ะเล็ก

ผมรู้สึกว่าเขา (อนุชา มั่นเจริญ) ไม่เหมือนคนอื่น เห็นครั้งแรกแล้วก็รู้ทันทีว่าเหนือกว่าคนอื่น” ศุภวุฒิ เริ่มกล่าวถึงไอดอลของเขา

“ตอนนั้นผมจำไม่ได้แน่ชัดว่าเขามาที่ตัวเมืองจังหวัดราชบุรีเนื่องในโอกาสอะไร… น่าจะเปิดคลีนิคหรือะไรสักอย่างนะ  ผมนั่งมอเตอร์ไซต์ไปดูเขากับเพื่อนผม… ในมุมมองเด็กๆ ส่วนใหญ่ต่างก็มองว่าใครยิงเข้าได้บ่อย คนนั้นต้องเก่ง ซึ่งพี่บัง แกยิงได้ทุกจังหวะทุกท่าทุกลูก ตั้งแต่ตอนนั้นผมเลยศึกษาประวัติ หาเรื่องของเขาอ่านมากขึ้น”  

“ผมไม่เคยเข้าไปขอลายเซ็นพี่เขาหรอกนะ แต่มีครั้งหนึ่งพี่เขามากับ แคมเทเลคอม แล้วผมในฐานะตัวแทนจังหวัดก็ได้เล่นเจอกับพี่เขาด้วย ตอนนั้นผมน่าจะอยู่ประมาณ ม.5”

นั่น คือ เรื่องราวการพบกันครั้งแรกระหว่าง 2 พ่อมดวงการโต๊ะเล็กไทย…

มืออาชีพครั้งแรก

หลังสู้ทนไป-กลับระหว่างราชบุรีกับกรุงเทพฯ ทุกวันพักใหญ่… ในที่สุด ศุภวุฒิ เถื่อนกลาง ก็ฝ่าฟันจนศึกษาจบชั้นมัธยมฯ ได้สำเร็จ ก่อนย้ายเข้าเมือหลวงเพื่อเข้าสู่วิถีแข้งโต๊ะเล็กอาชีพครั้งแรก  

“มาแรกๆ เราก็บ้านนอกอ่าเนอะ…” ศุภวุฒิ เริ่มเล่าถึงชีวิตช่วงแรกในเมืองหลวง

“มันรู้สึกแปลกๆ ตอนแรกก็ปรับตัวไม่ค่อยได้ แต่ว่าก็อยู่ได้เพราะฟุตบอลนั่นแหละ  ชีวิตผมมีฟุตบอลอยู่ที่ไหนก็ได้ จะมีอุปสรรคมากๆก็เรื่องเงิน ตอนนั้นเงินเดือนผม 9,000 บาท มันไม่พออยู่พอกินหรอก ไหนจะค่าเช่าห้อง ผมซ้อมกับชลบุรี วันละ 2 เวลาก็จริง แต่เวลาที่เหลือระหว่างวันก็ไปเตะบอลเดินสาย สมัยนั้นยังไม่มีกฎห้าม ซึ่งค่าเตะบอลเดินสายมันแทบจะมากกว่าเงินเดือนซะอีก”

“กับ ชลบุรี (สมัยนั้น) ปีแรกๆผมยังไม่ค่อยได้ลงเล่นนัก และมันก็เป็นครั้งแรกด้วยที่ผมต้องใส่เสื้อเบอร์อื่นที่ไม่ใช่เบอร์ 9 ตอนนั้นผมใส่เบอร์ 20 เรายังเป็นเด็กใหม่ ภายในทีม ผมไม่ค่อยได้ลงหรอกช่วงแรกๆ… แต่มีแมตช์นึงผมได้รับโอกาส เป็นเกมที่เราเจอกับราชนาวี ทีมเรามีผู้เล่นเจ็บ และโดนใบเหลืองเนอะ พี่เอ๋ (พัทยา เปี่ยมคุ้ม) เลยส่งเราลงไป แล้วปรากฎว่าเราทำได้ดี ทั้งยิงทั้งจ่าย มันทำให้ผมกลายเป็นตัวเลือกในเกมถัดมาที่เราเจอกับ แคมเทเลคอม”

การพบกันของ ชลบุรี กับ แคม เทเลคอม เปรียบเสมือน “ซุเปอร์บิ๊กแมตช์” ไม่ต่างจาก บาร์เซโลน่า พบกับ เรอัล มาดริด แห่งวงการโต๊ะเล็กไทยสมัยนั้น...เกมดังกล่าวมีการถ่ายทอดสด คนทั้งจังหวัดราชบุรี เตรียมชม ศุภวุฒิ เถื่อนกลาง เด็กน้อยวัยขบเผาะที่กำลังจะเผชิญหน้ากับศึกครั้งใหญ่ของชีวิต  

“ผมรู้ตัวตั้งแต่ก่อนแข่งว่าจะได้ลง… ผมนอนไม่หลับเลย มันตื่นเต้น”

“เป็นครั้งแรกในชีวิตที่ผมกำลังจะลงเล่นฟุตซอลแล้วผมตื่นเต้น มันรู้สึกไม่เป็นธรรมชาติ กระสับกระส่าย ผมคิดว่า เฮ้ย! มันเร็วไปไหม ที่จะได้โอกาสแบบนี้ บอกตรงๆว่าขาสั่นไปหมด”

ท่ามกลางผู้เล่นระดับ “บิ๊กเนม” ของเมืองไทย ทำให้จิตใจของเด็กน้อยไม่ปกติ มันเป็นครั้งแรกที่เขาได้ลงสนามในเกมอย่างเป็นทางการพบกับ อนุชา มั่นเจริญ ผู้ที่เขาเคยรู้สึกหลงใหลในกระบวนท่าการยิงประตูด้วย  

“สุดท้ายเกมนั้นผมได้ลงประมาณ 3 ครั้ง ผมทำได้ไม่ดี มันเหมือนมันตื่นเต้น ทำอะไรก็ไม่ดีไปหมด ก็รู้สึกแย่แหละ เพราะคิดว่าตัวเองมีโอกาสแล้ว แต่ทำได้ไม่ดี”

“แต่มันมีเกมที่ผมตื่นเต้นมากกว่านี้อีก” ศุภวุฒิ ทิ้งปริศนาไว้ในคำตอบ

-ติดตามเรื่องราวจุดเริ่มต้นที่ทำให้ ศุภวุฒิ เถื่อนกลาง ถูกตั้งฉายาว่า พ่อมดคนที่ 2 ในหน้าถัดไป-

Topics