Analysis

เจ 4.0 : ทำไม “ชนาธิป” ถึงมีส่วนกับประตูของซัปโปโรเยอะขึ้นผิดหูผิดตาปีนี้?

ฟุตบอลเจลีกของ ญี่ปุ่น กลายเป็นหนึ่งในโปรเเกรมวันหยุดของแฟนฟุตบอลไทยไปเสียเเล้วนับตั้งแต่วันที่ ชนาธิป สรงกระสินธ์ ตัดสินใจออกจากคอมฟอร์ตโซน (Comfort Zone) ไปพิสูจน์ตัวเองกับลีกที่ว่ากันว่า… “เเข็งแกร่งที่สุดในเอเชีย” กับสโมสรฟุตบอลคอนซาโดเล ซัปโปโร เมื่อปีที่เเล้ว

We are part of The Trust Project What is it?

ไม่ใช่แค่ตัวของ ชนาธิป เองเท่านั้นที่พาตัวเองก้าวไปสู่ฟุตบอลอีกระดับที่ไม่เคยได้สัมผัส เพราะทุกเกมที่ลงเล่นที่จังหวะที่ได้บอลเขาได้พาแฟนฟุตบอลไปรู้จักกับอีกมาตรฐานหนึ่งที่ไม่เคยเจอเช่นกัน

สำหรับคนไทยทุกคน ชนาธิป ถือว่าเป็นนักเตะที่เก่งโดยไร้ข้อโต้แต้ง และขึ้นหิ้งเป็นนักเตะเบอร์ 1 ของประเทศ ดังนั้นจึงไม่แปลกเลยที่สายตาที่มองโดย "อคติแง่บวก" อย่างเราๆจะเอนเอียงจนมองไม่เห็นข้อผิดพลาดของ "เมสซี่เจ" เพราะ ชนาธิป คือจุดสูงสุดของนักเตะไทยแล้วเท่าที่แฟนบอลสยามประเทศเคยเห็นมา

แต่ว่าตัวของ ชนาธิป ได้ทำสิ่งที่แตกต่าง เขาเปลี่ยนประโยคที่ว่า "คนไทย...ได้แค่นี้ก็ดีแล้ว" ด้วยการยกระดับตัวเองให้เห็นกันไปแบบชัดๆว่า “ชนาธิป นักเตะไทยเป้าหมายการตลาดคนเดิม” ที่เคยโดนปรามาส...ไม่มีอีกแล้ว

เขากลายเป็นเฟืองชิ้นใหญ่ของเกมรุกทีมเค้าแมวเมืองเหนือ ใช่ เรากล้าๆ พูดได้เต็มปากแบบไม่เคอะเขิน ผลงาน 3 ประตู 2 แอสซิสต์ จากการลงเล่นเกมลีก 10 นัดแรกฤดูกาลนี้ คือสิ่งที่เป็น "ข้อมูล" ที่เอามาหักล้างคำว่า "อวยเกินไป" ได้อย่างชัดเจน  

ว่าแต่เขาเปลี่ยนไปจากปีแรกอย่างไรในส่วนของรูปแบบการเล่น? และอะไรที่ทำให้เขาเปลี่ยนไปได้ขนาดนั้น ภายในระยะเวลาอันสั้นล่ะ?  

ปีแรกที่ ซัปโปโร

ณ นาทีนี้ผ่านมาแล้ว 1 ปีที่ ชนาธิป เป็นนักเตะของ คอนซาโดเล ซัปโปโร่ มีหลายสิ่งหลายอย่างที่เปลี่ยนไปมากสำหรับเขา สิ่งหนึ่งที่เห็นได้ชัดคือ "เจ" ยิ่งเล่นยิ่งตัวใหญ่ ยิ่งเล่นยิ่งเห็นยักษ์เป็นมด

หากยังจำกันได้ฟอร์มการเล่นของ ชนาธิป ในฤดูกาล 2017 ภายใต้โค้ช ชูเฮ โยโมดะ ทำให้มีประเด็นเกิดขึ้นหลังเกมทุกครั้งไป เล่นแต่บอลโด่งบ้างล่ะ, เพื่อนไม่จ่ายให้บ้างล่ะ, กองหน้าเก็บบอลไม่ได้ หรือบางครั้งหนักข้อจนถึงขั้นการวิจารณ์ว่า คอนซาโดเล มีมาตฐานต่ำกว่าทีมระดับหัวตารางของไทยลีกเลยก็มี

นั่นอาจจะเป็นความรู้สึกที่เราได้เห็นกันจากเหล่าแฟนบอลไทย ที่หวังไว้ว่านักเตะที่อยู่เมืองไทยเเล้ว "ไร้จุดอ่อน" อย่าง ชนาธิป จะต้องโชว์ลีลาครบเครื่องทั้งบู๊และบุ๋น ทั้งสร้างสรรค์และยิงประตู ... ซึ่งความจริงมันไม่ใช่แบบนั้นเลย

ในช่วงแรกกับลีกญี่ปุ่นถือว่าเป็นอะไรที่หนักหน่วงพอสมควรเลยทีเดียว ดาวเตะชาวไทยถูกโค้ชชูเฮ จับไปเล่นเป็นนักเตะริมเส้นฝั่งซ้าย ซึ่งถึงแม้เป็นตำแหน่งที่เจ เล่นได้ แต่ก็ต้องยอมรับว่า ไม่ใช่ตำแหน่งที่ดีที่สุดของเขาเท่าไหร่นัก

ชนาธิป เป็นนักเตะประเภทมีความคล่องตัวสูง และเอาตัวรอดในจังหวะโดนกดดันด้วยการแกะเพรสซิ่งและเอาบอลไปฝากที่เพื่อนได้ดีจากสเต็ปเท้าที่ว่องไว

อย่างไรก็ตาม สำหรับตำแหน่งปีกที่ต้องใช้การลากบอลเข้าใส่และเอาชนะคู่แข่งในการดวลแบบ 1 ต่อ 1 ในพื้นที่ที่เหลือน้อยบริเวณริมเส้นนั้น ต้องใช้ทั้งความเร็วเพื่อวิ่งแข่ง และความเเข็งแกร่งในการชิงเหลี่ยมเข้าไปผสมด้วย ถือว่าเป็นเรื่องที่ยากลำบากสำหรับ ชนาธิป ที่มีรูปร่างเล็กไม่ถึง 160 เซ็นติเมตร

นั่นจึงเป็นสิ่งที่ทำให้ ชนาธิป เอาชนะในการดวลตัวต่อตัวได้เพียง 40% เท่านั้นจากการลงเล่น 16 เกม เจลีก ในฤดูกาล 2017 และการได้เล่นด้านกว้างห่างกรอบเขตโทษมากเท่าไหร่ยิ่งทำให้เขามีบทบาทในพื้นที่สุดท้ายน้อยลงเท่านั้น

ต้องยอมรับกันว่า 1 แอสซิสต์ที่ทำได้ จาก 16 เกมที่ลงสนามในฤดูกาล 2017 และสร้างโอกาสการเข้าทำให้กับเพื่อนร่วมทีมได้ 16 ครั้ง ซึ่งหากเทียบกับจำนวนเกมที่ลงเล่นแล้วจะเท่ากับว่า ชนาคุง สร้างโอกาสได้เพียง 1 ครั้งต่อ 1 เกมเท่านั้นเอง

...นี่เป็นจำนวนที่ชวนให้ค้างคาในใจกับนักเตะอย่าง ชนาธิป ที่ถือว่าเรื่องลูกสายตานั้นไม่เป็นรองใคร ไม่น้อยเลยทีเดียว

อย่างไรก็ตาม ตามได้กล่าวไปในข้างต้น เพราะตำแหน่งที่ไม่ใช่ตำแหน่งที่ดีที่สุดสำหรับตัวเขา, สิ่งแวดล้อมใหม่, สไตล์การเล่นของเพื่อนร่วมทีมใหม่ๆ และการยืนบนพื้นที่ที่เหมือนถูกบังคับให้ทำอะไรไม่ได้มากไปกว่าการเลี้ยงบอลกดดันแนวรับจึงทำให้ ชนาธิป ยิงไม่ได้เลยแม้แต่ลูกเดียว เขามีโอกาส "ง้างยิง" เพียง 10 ครั้ง และเข้ากรอบเพียง 4 ครั้งเท่านั้นใน 6 เดือนแรกกับคอนซาโดเล

ชนาธิป เอาชนะในการดวลตัวต่อตัวได้เพียง 40% เท่านั้นจากการลงเล่น 16 เกม เจลีก ในฤดูกาล 2017 และการได้เล่นด้านกว้างห่างกรอบเขตโทษมากเท่าไหร่ยิ่งทำให้เขามีบทบาทในพื้นที่สุดท้ายน้อยลงเท่านั้น

และหากจะถามว่าสิ่งที่เป็นไฮไลท์ของชนาธิป ในปีแรกที่ญี่ปุ่น คืออะไร? คงหนีไม่พ้นจังหวะการใช้เทคนิคพลิกบอลสวยๆที่เรียกเสียงฮือฮา

รวมถึงการเรียกฟาวล์ในพื้นที่หวังผลได้ ชนาธิป มีสถิติเรียกฟาวล์ 24 ครั้ง ซึ่งจากลูกตั้งเตะนี้เป็น 1 ในเหตุผลสำคัญที่ทีมีกองหน้าตัวใหญ่อย่าง คอนซาโดเล ใช้ประโยชน์จากจุดนี้ได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย  

แต่นั่นยังไม่ใช่การรีดศักยภาพที่แท้จริงของ ชนาธิป แน่นอน

มีอีกสถิติที่แอบซ่อนอยู่นั่น คือ สถิติการผ่านบอลที่กลับกลายเป็นว่า ชนาธิป ทำได้ดีกว่านักเตะในเเดนกลางเชิงรุกในทีมทุกคน นั่นคือการผ่านบอลเกือบ 500 ครั้ง และประสบความสำเร็จอีก 83.4%

... และนี่คือจุดเริ่มต้นที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงโดยชายผู้มาพร้อมกับการแก้ไขรายละเอียดจุดเล็กๆ จนถึงขั้นถูกเรียกว่าผู้เสพติดความเพอร์เฟ็คต์เลยทีเดียว    

จอมแท็คติกชาวเซอร์เบีย

แม้ โค้ชชูเฮ  พาคอนซาโดเล ชนะถึง 6 จาก 8 เกมสุดท้ายของฤดูกาล (แพ้หนเดียวให้รองแชมป์อย่าง คาชิม่า อันท์เลอร์ส) และพาทีมขึ้นมาจบในอันดับที่ 11 อย่างสง่าผ่าเผยทั้งๆที่ช่วงเลกแรก คอนซาโดเล ยังเป็นทีมรองบ๊วยอยู่เลยด้วยซ้ำ

การอยู่รอดปลอดภัยในลีกสูงสุด และมีแต้มสะสมถึง 43 แต้มมากกว่าโซนตกชั้น 11 คะแนนดูยังไม่ใช่เป้าหมายที่จะทำให้ท่านประธาน โยชิคาซึ โนโนมูระ พึงพอใจเท่าไรนัก

ประธานโยชิ ได้เปิดเผยในภายหลังว่าเรื่องเปลี่ยนกุนซือเพื่อยกระดับทีมนั้นเขามีเป้าหมายที่จะทำให้ทีมมีเกมรุกที่สวยงามและมีรูปแบบการเล่นที่ชัดเจนมากขึ้น แต่ก็ยังทิ้งทายว่าการเลือกกุนซือครั้งนี้จะเลือกจาก “กึ๋น” เป็นอันดับแรก เพราะทีมไม่มีงบประมาณมากมายให้โค้ชใหม่ได้เสริมนักเตะตามใจคิดแน่นอน

ตัวเขาเองคิดเรื่องนี้เอาไว้ตั้งแต่ก่อนที่ฤดูกาล 2017 จะจบลงด้วยซ้ำไป ซึ่งเป้าหมายของเขาคือกุนซือชาวเซอร์เบียวัย 60 ปีที่สัมผัสฟุตบอลญี่ปุ่นมาอย่างคุ้นมือตั้งแต่ปี 2006 และเคยประสบความสำเร็จกับทั้ง ซานเฟรซเซ่ ฮิโรชิม่า และ อูราวะ เร้ด ไดม่อนด์

“ซัปโปโรได้ติดต่อกับเปโตรวิชมาตั้งแต่ 2 เดือนก่อน จนกระทั่งอยู่ในจุดที่สามารถเปิดเผยได้ในตอนนี้” โยชิคาซึ โนโนมูระ พูดถึงชื่อ มิไฮโล เปโตรวิช ที่เพิ่งออกจากตำแหน่งกุนซือของ อูราวะ หลังจากพ่ายต่อ คอนซาโดเล ซัปโปโร 0-2 ต่อหน้าสื่อเป็นครั้งแรก ก่อนที่สุดท้าย มีการเซ็นสัญญาเกิดขึ้นอย่างเป็นทางการ

“เหตุผลที่ผมเลือกเปโตรวิชก็เพราะว่าเราอยากยกระดับตัวเองให้สูงขึ้น และปลูกฝังการเล่นเกมรุกอันสวยงามเข้าไปอยู่ในดีเอ็นเอ และตัวเขาก็ว่างงานพอดี ดังนั้นมันจึงเป็นโอกาสที่ไม่ควรหลุดลอยไป ถึงแม้เราจะไม่มีเงินมากมายพอที่จะซื้อตัวรุกระดับท็อป แต่นักเตะที่เรามีอยู่ก็มีหลายคนที่ไปกับบอลได้ดี"

นี่คือสัญญาณที่ยอดเยี่ยมสำหรับ ชนาธิป และพัฒนาการของเขา

ดูเหมือนว่าเขาจะได้เจอกับสไตล์การเล่นที่ใช่และใกล้ตัวมากขึ้นภายใต้การเข้ามาของโค้ชคนใหม่

หน้าต่อไปคุณจะได้รู้ถึงวิธีการสร้างนิวชนาธิปของกุนซือชาวเซอร์เบียรายนี้!