เด็กรีดนมวัว / บริกร / แข้งพเนจร : จากวันนั้นถึงวันนี้ของ เคลตัน ซิลวา

"ผมมีความฝันที่อยากจะเป็นนักฟุตบอลตั้งแต่เด็กมากๆ จำไม่ได้หรอกว่าตอนอายุเท่าไหร่… แต่จำได้ว่าที่เริ่มคลั่งไคล้หนักๆ เพราะว่านัดชิงฟุตบอลโลก ปี 1994 ที่สหรัฐอเมริกา ที่บราซิล เจอกับ อิตาลี... นัดชิงแมตช์นั้น เกือบทั้งหมู่บ้าน มาดูโทรทัศน์ที่บ้านผม… บ้านเราเป็นบ้านเดียวของหมู่บ้านที่มีโทรทัศน์สีเก่าๆ อยู่"...

การยิงแฮตทริกใส่เชียงราย ยูไนเต็ด เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2559 ทำให้ เคลตัน ซิลวา กองหน้าบราซิลเลี่ยน วัย 29 ปีของเมืองทองฯ ยูไนเต็ด ถูกจารึกชื่อลงในหน้าประวัติศาสตร์ลูกหนังไทยว่าเป็นชาวต่างชาติคนแรกที่ยิงได้ถึง 100 ประตูในไทยลีก นับตั้งแต่ลงเล่นที่ประเทศไทย ครั้งแรก เมื่อกลางปี 2010 ในนามนักเตะของโอสถสภาฯ

ตลอดเวลา 5 ปีกว่าของเขาที่เมืองไทย มีเรื่องราวเกิดขึ้นมากมาย ทั้งรอยยิ้ม ทั้งความผิดหวัง… เคลตัน ซิลวา ได้เล่าเรื่องราวของเขาแบบครบทุกซอกทุกมุม ตั้งแต่จุดเริ่มต้นของชีวิต...วิถีลูกหนังเขาลำบากเคยเช่นไร? อะไร คือ สิ่งที่ยากลำบากที่สุดเมื่อมาไทย? อะไร คือ สิ่งที่ดีที่สุดในชีวิตการค้าแข้ง? วันที่ถูกเรียกว่า “จูดาส” เขาเป็นอย่างไร? และวันนี้ที่สร้างประวัติศาสตร์เป็นอย่างไร? จนถึงวันนี้ที่ลาดินแดนสยามเป็นครั้งท่ี 2 เรื่องราวเป็นอย่างไร? ติดตามได้ที่นี่

จุดเริ่มต้นเด็กชาย ซิลวา

ตอนเด็กๆ ผมไม่ได้มาจากครอบครัวที่ร่ำรวยอะไร ผมเติบโตมาจากฟาร์มเล็กๆแห่งหนึ่งที่ เซา กีรัลโด้ ดา ปิเอดาเด้

แต่มันก็อาจเป็นสถานที่ที่ดีที่สุดสำหรับเด็กที่ได้ใช้ชีวิตในฐานะมนุษย์...เรามีอิสระ ไม่เคยต้องไปมีปัญหากับพวกแก๊งสเตอร์ข้างถนนเหมือนเด็กๆในเมืองที่บราซิลทั่วไป เรามีสัตว์มากมายรอบๆ บ้าน ทั้งม้า ทั้งวัว เรามีม้าอยู่เยอะเลยแหละ...ผมมีพี่-น้องทั้งหมด 5 คน ผมเป็นคนที่ 4 มีพี่ชาย 3 และน้องชาย 1 บ้านเรามีแต่เด็กผู้ชายทั้งหมด นั่นทำให้แม่ของผมที่เป็นคุณครูสอนเด็กอนุบาล มักตีเราบ่อยๆ เพราะเราทะเลาะกับแทบทุกวัน (ยิ้ม) เธอไม่สนว่าใครกำลังต่อยตีกับใคร แต่เธอจะเข้ามาตีก้นของเราทุกคน อย่างไรก็ตามพอมาคิดๆดูแล้วมันเป็นช่วงเวลาที่ผมมีความสุขมากๆนะ… มากที่สุดเลยก็ว่าได้ แม้ไม่มีเงินกันนัก”

จริงๆ จะว่าไปที่ที่เราอยู่มันไม่ใช่ที่ดินของเราหรอก… พ่อผมทำงานให้กับเจ้าของฟาร์มนั้น และมันก็มีที่ดินเล็กๆ ที่เป็นที่พักของเรา ตอนเด็กๆ ชีวิตในชนบทของผมตอนเด็กๆก็ขี่ม้า ดูพ่อและพี่ชายรีดนมวัว เคยรีดเองบ้างแต่ไม่บ่อย เพราะเรายังเด็ก ซึ่งส่วนใหญ่นอกเหนือจากนั้น ผมก็เล่นฟุตบอลนั่นแหละ  ถามว่าเล่นกับใคร? ก็เล่นกับพี่น้องของผมไง และก็เพื่อนๆบ้าน ตรงหน้าบ้านเรา จะมีเสาอยู่คู่หนึ่ง เราถือว่านั่นคือประตูฟุตบอลของเรา สลับหมุนเวียนกันเป็นโกล ที่เหลือก็แย่งกันยิงประตู

ผมมีความฝันที่อยากจะเป็นนักฟุตบอลตั้งแต่เด็กมากๆ จำไม่ได้หรอกว่าตอนอายุเท่าไหร่… แต่จำได้ว่าที่เริ่มคลั่งไคล้หนักๆ เพราะว่านัดชิงฟุตบอลโลก ปี 1994 ที่สหรัฐอเมริกา ที่บราซิล เจอกับ อิตาลี... นัดชิงแมตช์นั้น เกือบทั้งหมู่บ้าน มาดูโทรทัศน์ที่บ้านผม… บ้านเราเป็นบ้านเดียวของหมู่บ้านที่มีโทรทัศน์สีเก่าๆ อยู่เครื่องหนึ่ง ส่วนบ้านอื่นใช้ทีวีขาว-ดำ กันหมด ผมจดจำวันนั้นได้ดีเลย และคุณเชื่อมั๊ย? คนที่ผมชอบที่สุดตอนนั้นไม่ใช่ โรมาริโอ หรือ เบเบโต แม้พวกเขาจะยิงประตูในทัวร์นาเม้นต์นั้นได้มากมาย แต่คนที่ติดตาผมที่สุด คือ (เคลาดิโอ) ทัฟฟาเรล เขาเซฟได้มากมายจนน่าเหลือเชื่อในวันนั้น ผมจำฝังหัวเลยล่ะ และทุกๆคนที่มาที่บ้านผมตอนนั้น เราต่างมีความสุขกันมากจริงๆ”

เคลตัน (ผมทอง, ตรงกลาง) สมัยเป็นเด็กน้อยวิ่งเล่นในชนบทที่ เซา กีรัลโด

ชายผู้เป็นตำนานแห่งโกแวร์นาดอร์

ชีวิตผมไม่เคยเล่นในอะคาเดมี่ชื่อดังของบราซิลหรอก…

ผมใช้ชีวิตชนบท พร้อมกับความฝันว่าอยากจะเป็นนักฟุตบอลอาชีพที่ เซา กีรัลโด้ ดา ปิเอดาเด้ จนถีงอายุ 11 ปี ก่อนย้ายไปอยู่ที่ โกแวร์นาดอร์ วาลาดาเรส มันเป็นเมืองที่ใหญ่กว่า แต่มันก็ยังเป็นเมืองเล็กๆนะ มีประชากรอยู่เพียง 300,000 คนเท่านั้น น่าอยู่ ไม่วุ่นวาย รถไม่ติด...ที่นั่นชีวิตฟุตบอลผมใหญ่ขึ้นมานิดหน่อย เพราะได้เข้าร่วมทีมเยาวชนชื่อ “เดโมกราตา” มันเป็นอะคาเดมี่เล็กๆ แต่ก็ถือว่าใหญ่และดีที่สุดใน โกแวร์นาดอร์ วาลาดาเรส แล้วล่ะ เพราะฉะนั้นมันจึงไม่ใช่เรื่องที่ยากเย็นอะไรที่ผมจะเข้าไปอยู่อะคาเดมี่นั่นได้ เด็กในเมืองไม่ได้เยอะแยะ จนทำให้เกิดการแข่งขันมากมายขนาดนั้น

อย่างที่ผมบอกว่า มันไม่ใช่อะคาเดมี่ชื่อดัง หรือยิ่งใหญ่อะไรในบราซิล จึงไม่ได้มีนักเตะที่มีชื่อเสียงโด่งดังระดับประเทศ...แต่มีอยู่คนหนึ่งนะ เขาเก่งจนเด็กๆในเมืองรู้จักกันหมด เขาชื่อ ฟาบิโอ บาร์โบซ่า เป็นกองหน้าที่เล่นสไตล์คล้ายๆ ผมเลย ตอนอายุประมาณ 14 - 15 ปี ผมได้ใกล้ชิดเขามากขึ้น เพราะว่า เขาลงมาซ้อมเรียกความฟิตกับทีมชุดเยาวชน เราพูดคุยกันบ่อย ยิ่งผมเห็นเขาในสนามก็ยิ่งตื่นเต้นแล้วอยากจะเก่งให้ได้เหมือนเขา คุณรู้ไหมว่าพวกเราพอเห็นเขามาซ้อมด้วยเราต่างก็คิดว่า โอ้โห เราอยากโชว์ของดีให้เขาเห็นจัง...ต่อมา ฟาบิโอ ได้ย้ายไปเล่นให้กับ บราก้า ในโปรตุเกส มันเป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่ของพวกเรา เพราะเมืองนี้เป็นเมืองเล็กๆเท่านั้น มันไม่ง่ายที่จะมีใครสักคนได้ไปค้าแข้งที่ยุโรป เขาถือว่าเป็นตำนานของเมืองเราเลยล่ะ...

ฟาบิโอ บาร์โบซ่า (ที่ 2 จากขวา) ตำนานนักเตะของเมืองที่เคลตัน เคยอาศัยอยู่

ผมเล่นกับ เดโมกราตา ถึงอายุ 17 ปี แต่ก็ไม่เคยมีโอกาสได้ใกล้เคียงที่จะได้ย้ายไปเล่นกับอะคาเดมี่ใหญ่ๆของบราซิลหรอกนะ อืม...จะว่าไปก็มีครั้งหนึ่งที่ฟลาเมงโก ส่งแมวมองคนหนึ่งมาดู เดโมกราตา แล้วเขาก็ถูกใจผมเข้า จึงส่งผมไปที่นครริโอ เดอ จาเนโร เพื่อทดสอบฝีเท้า ตอนนั้นผมอายุประมาณ 15 ปี มันเป็นความใกล้เคียงในชีวิตมากที่สุดแล้ว แต่สุดท้ายมันก็ไม่เกิดอะไรขึ้น ไม่มีการเซ็นสัญญาใดๆ

เคลตัน ซิลวา ในสีเสื้อของ เดโมกราตา ทีมที่เขาอยู่ตั้งแต่เยาวชน

พออายุ 17 ปี ผมยังอยู่กับ เดโมกราตา แต่ยังไม่ได้ก้าวขึ้นมาเล่นชุดใหญ่ ความยากมันก็เริ่มบังเกิดขึ้นกับตัวผมแล้ว ส่วนใหญ่พออายุ 17 ปี คนอื่นๆ ที่เก่งๆ ก็มักจะก้าวขึ้นไปเล่นอาชีพกันแล้ว แต่ที่บราซิล มันยากมากจริงๆ นักฟุตบอลมันเยอะแยะมากมายไปหมด แต่ผมไม่เคยคิดว่าฝันของผมจะหมดไปแม้แต่น้อย

ปฐมบทที่ 1 ของชีวิตล่าฝัน

...ผมยังมีความเชื่อมั่นอยู่เสมอ ผมมั่นใจในตัวเองว่า ผมสามารถเป็นนักฟุตบอลอาชีพได้ ไม่ว่าทางใดก็ทางหนึ่ง ไม่ว่าที่ใดก็ที่หนึ่ง หลังจากผมไม่ได้มีโอกาสที่ เดโมกราตา มากนัก อื้ม...ความจริงพวกเขาไม่เคยส่งผมลงสนามด้วยซ้ำ พออายุได้ 19 ปี ผมจึงย้ายไปเล่นให้กับที่ เอสปิริโต เดอ ซานโต กับสโมสร เอสเตรลล่า (Estrella) นั่น คือ สโมสรอาชีพสโมสรแรกของผม ผมได้เงินแค่ 300 เหรียญสหรัฐฯ (10,500 บาท) เท่านั้นเองในขณะนั้น แต่ผมบอกไว้ก่อนว่ามันไม่ใช่เรื่องแปลกกับทีมล่างๆของบราซิล

ที่บราซิลมีหลายรัฐ (27 รัฐ) แต่ละรัฐก็จะมีลีกเป็นของตัวเอง ซึ่ง เอสเตรลล่า ที่ผมย้ายไปอยู่เล่นอยู่ดิวิชั่น 2 ของรัฐเอสปิริโต เดอ ซานโต ผมเริ่มต้นได้ดีทีเดียว มีผลงานใช้ได้ อาจได้ลงบ้าง ไม่ได้ลงบ้าง แต่มันก็เป็นจุดเริ่มต้นในการสร้างประสบการณ์ที่ดี… ความจริงถ้าขยายความลงไปสักหน่อย เจ้าของของเอสเตรลล่านั้นเป็นเอเย่นต์นักฟุตบอล… เขาซื้อทีมมาและกว้านเซ็นสัญญาเด็กเข้ามาอยู่ในทีมและสังกัดของเขาเพื่อให้โอกาสลงเล่น ถ้าใครเล่นดี ก็ขายต่อให้ทีมใหญ่ ที่บราซิล มีแบบนี้กันเยอะนะ มันเป็นวิธีที่ชาญฉลาด แต่ก็มีความเสี่ยงอยู่เหมือนกัน  

เคลตัน สมัยเล่นให้กับ เอสเตรลลา

ผมเล่นที่นั่นอยู่ 4-5 เดือน ก็หมดฤดูกาล การแข่งขันภายในรัฐมันกินเวลาแค่ประมาณ 6 เดือนเท่านั้น พอจบซีซั่นผมก็ต้องหาทีมใหม่ ผมก็ย้ายไปเล่นกับโซซิอัล (Social) อีกหนึ่งสโมสรที่อยู่กับ แต่ที่นั่นผมไม่ได้เล่นมากมายเท่าไหร่นัก ทำให้ฤดูกาลถัดมาต้องย้ายไปเล่นให้กับ วาเลริโอ (Valerio) ผมทำได้ดีเลยล่ะกับ วาเลริโอ ฤดูกาลแรกได้ลงสนามบ่อยครั้ง ผมยิงประตูไป 5-6 ลูกนะ ถ้าจำไม่ผิด แต่ตอนนั้นผมเล่นเหมือนกับกองหน้าตัวต่ำมากกว่า ที่บราซิล ยุคนั้นเราเล่นระบบ 4 - 4 - 2 กันซะมากกว่า แต่พอจบปีนั้นผมก็ย้ายทีมอีก (ฮา)

ผมจำไม่ได้นะว่าอีกทีมชื่ออะไร ความจริงผมเป็นคนจำชื่อคนหรือชื่ออะไรก็ตามแต่ได้ไม่ดีเท่าไหร่หรอก แต่เอาเป็นว่า ผมไม่มีโอกาสลงเล่นมากนัก ทำให้อีกปีถัดมาผมต้องกลับไปที่วาเลริโอ…คุณสงสัยไหมว่า ระหว่างช่องว่าง 6 เดือนที่บอลพักแข่ง ผมไปทำอะไร? ผมก็ต้องไปทำงานหาเงินนะซิ มีเพื่อนสนิทของผมคนหนึ่ง พ่อของเขาเป็นเจ้าของร้านอาหาร ผมก็ไปช่วยทำงาน เป็นคนเสิร์ฟ, ล้างจาน, ถูพื้น, ทำความสะอาดสารพัด เอาเป็นว่าทำทุกอย่างในร้านอาหารนั่นแหละ แต่ผมบอกเอาไว้อย่าง… ที่บราซิลมีนักฟุตบอลที่ต้องมีชีวิตแบบผมกันอีกเยอะมาก   

วาเลริโอ ทีมที่เคลตัน ค้าแข้งก่อนย้ายมาเมืองไทย

และจากนั้นผมก็มาเมืองไทย เมื่อประมาณเดือนพฤษภาคมปี 2010…

-ติดตามประสบการณ์ "ไทยแลนด์เฟิร์สไทม์" ของเคลตัน รวมถึงช่วงเวลาที่ย่ำแย่ที่สุดในชีวิตการค้าแข้งในหน้าถัดไป-

Pages