เฟอร์กี้/เวงเกอร์/รานิเอรี่ : เหตุใดพวกเขาถึงเป็น 'ยอดกุนซือ'? จากปากคำของนักเตะ

รู้หรือไม่ว่าการจะเป็นกุนซือที่ดีได้นั้น คุณต้องทำอย่างไร? ติดตามคำตอบจากอดีตแข้งพรีเมียร์ลีกที่ FFT ได้ไปสอบถามมาเพื่อผู้อ่านทุกท่านได้ที่นี่ 

ทีมงานของ FFT เกิดข้อสงสัยว่าการจะเป็นกุนซือที่ดีได้นั้น คุณต้องเป็นคนอย่างไร ด้วยเหตุนี้ ทำให้เราตัดสินใจไปถามเควิน ฟิลลิปส์ อดีตแข้งซันเดอร์แลนด์ที่ผ่านการค้าแข้งบนเกาะอังกฤษมาอย่างโชคโชน ซึ่งคำตอบคำแรกที่ออกจากปากของเจ้าตัวก็คือ “คุณต้องเป็นคนที่ชัดเจน” จากนั้นเขาก็อธิบายเพิ่มเติมต่อว่า “คุณต้องเป็นคนที่สามารถสื่อสารให้ลูกทีมของคุณเข้าใจสิ่งที่คุณบอกให้ได้โดยง่ายที่สุดเท่าที่คุณจะทำได้”

ความเห็นของฟิลลิปส์นั้นเชื่อถือได้พอสมควรเลยเนื่องจากกเขาผ่านการทำงานร่วมกับกุนซือมาแล้วถึง 22 คนตลอดเส้นทางค้าแข้ง 23 ปี โดยปัจจุบัน เขาเป็น 1 ในทีมงานของทีมดาร์บี้ เคาท์ตี้ แถมก่อนหน้านี้เขายังเคยทำงานภายใต้การคุมทีีมของเคลาดิโอ รานิเอรี่ที่เลสเตอร์อีกด้วย

“การได้ทำงานร่วมกับรานิเอรีเหมือนการเปิดโลกใหม่ขอผมเลย เขาเป็นคนที่สื่อสิ่งที่ต้องการออกมาได้ดีมากๆ” ฟิลลิปส์กล่าวถึงนายเก่า “หลังจากประชุมทีม นักเตะทุกคนจะรู้ว่ารานิเอรี่ต้องการอะไรจากพวกเขา ที่ผ่านมา ผมเคยเจอประเภทที่พูดกับนักเตะแต่สุดท้ายไม่มีใครรู้เลยว่ากุนซือต้องการอะไรจากพวกเขา แต่นั่นไม่ใช่รานิเอรี ต้องยอมรับว่าวิธีการเข้าหา วิธีพูดคุยของเขานั้นมันเข้าใจง่ายมากๆ”

ฟิลิปส์สมัยโด่งดังกับซันเดอร์แลนด์

นอกจากนีั้ FFT ได้ถามอดีตแข้งพรีเมียร์ลีกคนอื่นๆ ด้วยว่าการได้ทำงานร่วมกับกุนซือที่ประสบความสำเร็จมากๆ นั้นเป็นอย่างไร

แมตต์ แยนเซ่น อดีตกองหน้าของแบล็คเบิร์น โรเวอร์ส ผู้ที่ปัจจุบันเป็นกุนซือให้กับทีมชอร์ลีย์ สโมสรในลีกล่างของอังกฤษ ให้คำนิยามของกุนซือที่ดีว่า “กุนซือที่ดีนั้น คือคนที่สามารถรับมือกับทุกๆ ในทีมได้ เพราะว่าคนละคนนั้นมีความแตกต่างกันอยู่”

“แซม อัลลาร์ไดซ์ เป็นกุนซือที่เก่งจริงๆ เขาเป็นคนที่มีจิตวิยาสูงมากๆ เขาสามารถจัดการกับนักเตะทุกๆ คนได้แบบสบายๆ ส่วนอีกคนที่ผมคิดว่าดีมากๆ คือ เทอร์รี่ เวนาเบิ้ล คุณสามารถนั่งดื่มเบียร์และคุยกับเขาได้ทุกเรื่อง”

ขณะเดียวกัน ลุค แชดวิค อดีตเด็กปั้นแมนฯ ยู ผู้ที่ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน หยิบยื่นโอกาสประเดิมสนามในทีมชุดใหญ่ให้ ก็พูดถึงนายใหญ่รายนี้เช่นกัน “เฟอร์กี้จะทำให้คุณรู้สึกว่าตัวเองสำคัญ” เจ้าตัวกล่าวกับ FFT “แม้ว่าจะอยู่ทีมอะไร ยู-8 หรือ ยู-9 เฟอร์กี้ก็จะรู้ชื่อของทุกคน และเขาจะคุยกับคุณ ถามถึงครอบครัวของคุณ เขาจะทำให้คุณรู้สึกดีมากๆ เลยล่ะ”

อย่างไรก็ตามน่าเสียดายที่ใช่ว่ากุนซือทุกคนจะสื่อสารออกมาได้ดี โดย โนเอล-วิลเลี่ยมส์ อดีตแข้งวัตฟอร์ดที่หลังจากย้ายออกจากทัพแตนอาละวาด เขาก็ย้ายไปร่วมทีมต่างๆ ถึง 10 สโมสร แถมยังโดนอาการบาดเจ็บเล่นงานด้วย ครึ่งหนึ่งเขาเคยร่วมงานกับ จานลูก้า วิอัลลี สมัยอยู่วัตฟอร์ด

“ตอนผม 19 ผมมีปัญหาที่ข้อเท้า พวกเขาบอกผมว่าผมให้ผมเลิกเล่น” เจ้าตัวเริ่มเล่า “ผมลงเล่นได้ 90 นาทีเต็มนะ แต่หลังจากนั้นผมซ้อมไม่ได้เลยตลอดทั้งอาทิตย์ แต่กลายเป็นวิอัลลีคิดว่าผมอู้ เขาว่าผมขี้เกียดและกลัว ไม่มีแรงกระหาย เขาบอกผมว่าถ้าผมไม่ซ้อม เขาจะไม่ส่งผมลงเล่น”

การดีลกับนักเตะแต่ละคนที่มีความคิด มุมมอง ทัศนคติ ที่ต่างกันนั้นเป็นเรื่องที่ต้องใช้จิตวิทยาสูงมากๆ ซึ่งในส่วนนี้มันคือเรื่องที่แยนเซ่นน่าจะเข้าใจดีทีเดียว

ย้อนกลับไปเมื่อปี 1999 สมัยที่เขาเพิ่งอายุ 23 เขาโชว์ฟอร์มได้ดีมากๆ กับคริสตัล พาเลซ และแบล็คเบิร์น จนแมนฯ ยูหันมาให้ความสนใจดึงตัวเขาไปร่วมทัพ ทว่าสุดท้ายเจ้าตัวก็ปฏิเสธไป อย่างไรก็ตามหลังจากนั้นเขาก็ประสบอุบัติเหตุทางมอเตอร์ไซค์จนได้รับบาดที่สมอง ซึ่งอุบัติเหตุครั้งนั้นทำให้เขาไม่สามารถเรียกฟอร์มเก่งได้อีกเลย

แม้ว่าเขาจะรักษาตัวจนหายเป็นปลิดทิ้ง แต่อุบัติเหตุครั้งนั้นก็ทิ้งรอยแผลเป็นไว้ในใจของเขา “ความมั่นใจของผมหายไปหมดเลย” เจ้าตัวเปิดใจ “ผมไปหาผู้เชี่ยวชาญด้านสมองบ่อยมาก ผมบอกพวกเขาว่าผมรู้สึกไม่ปกติ ทว่าก็ไม่มีใครบอกผมได้ว่าผมเป็นอะไร”

ด้วยเหตุนี้ ทำให้ แกรม ซูเนสส์ กุนซือของทีมในเวลานั้นต้องส่งเขาไปพบจิตแพทย์ด้วยความหวังว่าจะแก้ปัญหาให้ดาวเตะรายนี้ได้ “แกรมเป็นคนที่สนับสนุนผมเสมอ เขาเป็นพวกหัวโบราณหน่อยๆ เขาไม่อยากให้ใครหยุดซ้อม และต้องการให้ลูกทีมทุกคนทำงานหนัก แต่กระนั้นเขาก็เต็มใจให้ผมไปพบแพทย์ ผมคิดว่าถ้าผมไม่ต้องไปหาหมอ ผมคงได้ร่วมงานกับเขามากกว่านี้อีกเยอะเลยล่ะ”

ด้านโนเอล วิลเลี่ยมก็ให้เครดิต โทนี พูลิส ว่าเป็นกุนซือที่เข้าใจนักเตะอีกคนหนึ่ง “เขาจะเข้าไปในหัวคุณ เขาบอกผมว่าผมจะโดนกองหลังคู่หลังของคู่แข่งเล่นงาน แล้วเขาก็หันไปบอก อะเด อคินบียี่ ว่าคู่แข่งคิดว่าคุณวิ่งไม่ไหวแล้ว เพื่อให้อคินบิยี่วิ่งให้มากขึ้น”

สำหรับปัจจุบัน ค่าเฉลี่ยระยะเวลาที่กุนซือคนหนึ่งจะอยู่กับทีมคือ 17 เดือน ซึ่งมันสะท้อนให้เห็นถึงแรงกดดันบนตัวผู้จัดการทีม ทว่าในสายตาของ ควินตัน ฟอร์จูน อดีตกองกลางของแมนฯ ยู ก็พูดถึงเรื่องนี้ว่ามันช่วยเพิ่มความสนุกให้กับการทำงาน

“ที่แมนฯ ยู ทุกอย่างมันเป็นการแข่งขันทั้งหมด เฟอร์กี้เขาสร้างบรรยากาศแปลกๆ ขึ้นมาในทีม เขาปล่อยให้ทุกคนสนุกกับการเล่นฟุตบอลตามแบบของตัวเอง เขาปล่อยให้ลูกทีมลองอะไรใหม่ๆ เสมอ ซึ่งผมชอบมากๆ ผมอยากรู้ว่าเขาทำได้อย่างไร”

ขณะที่เฟอร์กี้ทำงานอยู่ในถิ่นโอลด์ แทร็ฟฟอร์ด ถึง 26 ปี กุนซือที่ทำงานได้ยาวนานพอๆ กับเขาอีกราย ก็คือ อาร์แซน เวงเกอร์ กุนซือของทีมคู่อริอย่างอาร์เซนอล โดยในปีนี้ คือปีที่ 20 ของเขาแล้วกับทีมปืนใหญ่ ฟาบริซ มูอันบ้า อดีตเด็กปั้นอาร์เซนอลก็ได้ให้สัมภาษณ์กับเราถึงกุนซือ 2 รายนี้ด้วยเช่นกัน

“สนามซ้อมคือที่ทำงานของนักฟุตบอลทุกคน แต่ไม่รู้เพราะอะไรทั้งเฟอร์กูสันและเวงเกอร์สามารถทำให้ที่ทำงานของคุณสนุกได้ พวกเขาทำให้คุณเอนจอยกับอยู่ในที่ทำงาน”

“เวงเกอร์รู้วิธีเรียกความสนใจจากนักเตะของตัวเอง เวลาที่มีปัญหา เขาก็จะปล่อยให้เราหาคำตอบเองแทนที่จะบอกกคำตอบตรงๆ ซึ่งนั่นทำให้ลูกทีมเชื่อใจเขาและมั่นใจในตัวเอง”

อย่างไรก็ตาม สำหรับแยนเซ่นแล้ว เขาคิดว่าด้วยคุณสมบัติแค่นี้ ยังไม่สามารถทำให้กุนซือในยุคใหม่นี้กลายเป็นคนที่ประสบความสำเร็จได้ เพราะพวกเขาต้องหัดรับมือกับนักเตะรุ่นใหม่ด้วย

“ผมคิดว่าผู้จัดการทีมต้องเปลี่ยนแปลงแนวทางของตัวเองบ้าง เพราะทุกวันนี้ คนรุ่นใหม่ก็เปลี่ยนความคิดไปจากเดิมเช่นกัน สมัยที่ผมอยู่ในอะคาเดมี่ ผมต้องทำความสะอาดรองเท้าและชุดแข่งของตัวเองเสมอ”

“ผมได้เงินไม่ถึง 27.50 ปอนด์ด้วยซ้ำตอนที่เริ่มเตะบอลใหม่ๆ แต่สำหรับตอนนี้ บางคนเริ่มมาก็ได้ 5,000 ปอนด์แล้ว มันทำให้พวกเขากลายเป็นซูเปอร์สตาร์ตั้งแต่ยังเป็นดาวรุ่งอยู่เลย”

“อย่างที่ผมบอก สภาพแวดล้อมตอนนี้กับตอนรุ่นของผมนั้นมันแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง ผมยอมรับว่าตอนเด็กๆ ผมค่อนข้างกลัวและเกร็งเวลาได้ขึ้นมาชุดใหญ่ แต่สำหรับตอนนี้ มันเหมือนกับว่าพวกเขาอยู่ชุดใหญ่กันอยู่แล้ว เราจะเห็นดาวรุ่งหลายๆ คนได้ซ้อมกับชุดใหญ่เป็นว่าเล่น สมัยนี้มาคุณจะตะโกนข่มขวัญรุ่นน้องอย่างเดียวไม่ได้แล้ว เพราะนั่นไม่ได้ทำให้พวกเขากลัวคุณเลย คุณต้องเข้าบอลหนักๆ เล่นแบบจริงจังกับพวกเขา” แยนเซ่นกล่าวทิ้งท้าย

แชดวิค ยังเพิ่มเติมอีกว่า “สำหรับผม สิ่งแรกที่ผมคิดว่ากุนซือทุกคนควรทำคือพยายามเป็นคนดี ผมคิดว่าคนอื่นๆ คงไม่เคารพคุณหากคุณทำตัวไม่ดี ยกตัวอย่างเช่น คาร์ล โรบินสัน กุนซือหนุ่มของ เอ็มเค ดอนส์ เขาเป็นคนที่อบอุ่นและไฟแรง ซึ่งมันทำให้เขาเข้ากับนักเตะรุ่นใหม่ได้ดีทีเดียวเลย”