เกมลูกหนังไม่เคยแตกแยก : เมื่อแข้งทีมชาติสหรัฐฯรวมตัวต่อต้านนโยบายทรัมป์

เพื่อนร่วมทีมต่างร่วมเห็นพ้องต้องกันกับมุมมองของกัปตันทีมชาติสหรัฐฯที่มีต่อรัฐบาลใหม่ ซึ่งบางคนมาจากครอบครัวที่มีเชื้อสายต่างด้าวและผู้อพยพด้วย

ไมเคิล แบร็ดลี่ย์ ได้ให้ความเห็นต่อต้านประธานาธิบดีทรัมป์และความเคลื่อนไหวต่อต้านมุสลิมของเขา ก่อนที่จะมีคิวเตะทีมชาติภายใต้ยุคของ บรูซ อารีน่า ที่เข้ามาคุมทีมเป็นคำรอบสอง

หลังจากที่เสมอกับเซอร์เบีย 0-0 ที่ควอลคอมม์ สเตเดี้ยม เมื่อวันอาทิตย์ เพื่อนร่วมทีมชาติสหรัฐฯของแบรดลี่ย์ ก็ได้ยกย่องความเห็นของกัปตันทีมของพวกเขา ที่ให้สัมภาษณ์เมื่อวันเสาร์และบนอินสตาแกรม แสดงออกถึงการเย้ยหยันคำสั่งของผู้นำที่ห้ามไม่ให้คนจากประเทศมุสลิม 7 ประเทศเข้าประเทศ

นั่นก็คือประชากรจากประเทศอิหร่าน, อิรัก, ลิเบีย, โซมาเลีย, ซูดาน, ซีเรีย และเยเมน โดยทุกประเทศที่กล่าวมาข้างต้น ถูกห้ามไม่ให้เข้าประเทศเป็นเวลา 90 วัน ส่วนผู้อพยพห้ามเข้าประเทศเป็นเวลา 120 วัน ขณะที่ผู้อพยพชาวซีเรียถูกห้ามเข้าประเทศอย่างไม่มีกำหนด

ผมเคยเป็นผู้อพยพมาก่อน และแม่ของผมก็เป็นผู้อพยพ ผมจึงจิตนาการออก ผมรู้ถึงความเจ็บปวดที่ (ผู้อพยพ) รู้สึกได้ในช่วงเวลานี้

- ดาร์ลิงตัน นักบี

แน่นอนว่าฃ่วงนี้ฟุตบอลชายทีมชาติเข้าสู่ยุคใหม่ ซึ่งดูเหมือนว่าจะเป็นไปในทิศทางบวกสำหรับอารีน่าในการลุ้นเข้าไปเล่นฟุตบอลโลก 2018 รอบสุดท้ายที่รัสเซีย แต่จะเป็นยุคใหม่หรือยุคมืดสำหรับสหรัฐอเมริกานั้น? ยังคงเป็นที่ถกเถียงกันอยู่

"ผมสนับสนุนไมเคิล และเราก็มีกลุ่มก้อนที่ยอดเยี่ยม" อเลฮานโดร เบโดย่า กองกลางของทีมกล่าวกับโฟร์โฟร์ทู "ทีมชุดนี้เป็นตัวอย่างที่ดีที่แสดงออกถึงความหลากหลายทางเชื้อชาติในอเมริกาและในสิ่งที่อเมริกาเป็น ดังนั้นผมจึงอยู่เคียงข้างกัปตันของผม"

ขณะเดียวกัน ซาช่า เคลสตาน ก็ยังเห็นพ้องกับแบร็ดลี่ย์ ส่วน ดาร์ลิงตัน นักบี ก็ได้บรรยายว่าการเป็นผู้อพยพนั้นต้องเจออะไรบ้าง และ เกร็ก การ์ซ่า ก็ยังหวังว่าภรรยาของเขาที่เป็นชาวบราซิเลียนและถือกรีนการ์ดนั้น จะไม่มีปัญหายามมายังสหรัฐฯในเดือนหน้ากับลูกชาย

"ผมเห็นด้วย 100 เปอร์เซ็นต์กับสิ่งที่ไมเคิลพูด" เคลสตาน ที่พ่อของเขาลักลอบเข้าประเทศจากแคนาดามายังสหรัฐฯ หลังลี้ภัยจากยูโกสลาเวียในยุค ยอซิป บรอซ ติโต้ กล่าว "ผมคิดว่าเขามีจุดยืนที่เข้มแข็งและถูกต้อง"

"ต่อให้วันนี้ ผมจะลงสนามเจอกับเซอร์เบีย ซึ่งเป็นประเทศของพ่อผมที่เข้ามาอยู่สหรัฐฯแบบผิดกฎหมาย และสร้างชีวิตใหม่ที่นี่ แต่อเมริกาก็ยังเป็นดินแดนแห่งโอกาส และผมไม่คิดว่าเราจะปิดประเทศเพื่อปิดกั้นคนอื่น ผมคิดว่าเราน่าจะต้อนรับทุกคนที่เข้ามาที่นี่ เพื่อให้ได้ใช้ชีวิตอย่างความฝันแบบอเมริกัน"

ซึ่งแบร็ดลี่ย์เองก็คิดไม่ต่างกัน เมื่อเขาออกโรงวิจารณ์ทรัมป์อย่างรุนแรง โดยในครั้งแรกเขาให้สัมภาษณ์กับ Sports Illustrated จากนั้นก็เป็นอินสตาแกรม หลังจากที่รัฐบาลสั่งห้ามไม่ให้ประชาการจากประเทศอิหร่าน, อิรัก, ลิเบีย, โซมาเลีย, ซีเรีย, ซูดาน และเยเมน เข้าประเทศชั่วคราว

"ผมคิดว่าตอนนี้คงมีหลายคนคิดว่าเรา ในฐานะประเทศ จำเป็นต้องคิดถึงตัวเองและความปลอดภัยของประเทศก่อนเป็นอันดับแรก ซึ่งในฐานะที่เป็นพ่อของเด็ก 2 คน ผมก็เข้าใจได้นะ" แบร็ดลี่ย์กล่าวกับ Sports Illustrated "แต่ท้ายที่สุดแล้ว ผมก็เชื่อมั่นจริงจังว่าสหรัฐฯควรจะเป็นประเทศที่ต้อนรับคนจากทั่วโลก และให้โอกาสพวกเขาได้มีชีวิตที่ดีขึ้น เป็นชีวิตที่พวกเขาไม่เคยมีมาก่อน"

หลังจากนั้นแบร็ดลี่ย์ก็ให้ความเห็นเพิ่มเติมเมื่อถูกถามถึงนโยบายแบนมุสลิมของทรัมป์ว่า "ผมได้ให้คำตอบที่ผมพยายามจะทำให้มันชัดเจนว่า ผมเข้าใจถึงความจำเป็นในด้านความปลอดภัยก็จริง แต่ประเทศของเราก็ไม่ควรจะสูญเสียคุณค่าและความเป็นอุดมคติของตัวเองไป ผมเชื่อในสิ่งที่ผมพูด อย่างไรก็ตามความเห็นของผมก็คงจะแผ่วเบาเกินไป"

 "ผมขอแสดงความรู้สึกออกมาว่าผมรู้สึกแย่และละอายแค่ไหน" เขาระบายผ่านอินสตาแกรม "ตอนที่ทรัมป์ได้รับเลือกตั้ง ผมได้แต่หวังว่า... ประธานาธิบดีทรัมป์จะทำอะไรแตกต่างจากตอนที่หาเสียง ความหวาดกลัวชาวต่างชาติ, เกลียดชังผู้หญิง และคำพูดที่หลงตัวเอง ควรจะถูกแทนที่ด้วยความถ่อมตนและวุฒิภาวะในการนำประเทศ ผมผิดเอง และการแบนชาวมุสลิมก็เป็นแค่ตัวอย่างล่าสุดของคนที่ไม่เข้าถึงความเป็นชาติของเราและเดินหน้าไปในทิศทางที่ไม่ถูกต้อง"

ขณะเดียวกันเบโดย่าที่พ่อแม่ของเขามาจากโคลอมเบีย ก็กล่าวถึงความเสียใจเช่นกัน "การได้ยินคำพูดอย่างนั้น มันทำให้ประเทศนี้แตกแยก"

"สำหรับผมแล้วมันเป็นความผิดหวังที่ได้เห็นสิ่งที่เกิดขึ้น มันเป็นความโอหังทางการเมืองทั้งนั้น" เบโดย่าที่เคยเล่นในยุโรปมา 7 ปีกล่าว "ขอโทษด้วยที่ใช้ภาษาแบบนี้ ผมหมายความว่าชายคนนี้พูดถึงแต่การแบน (ผู้อพยพ) การแบน 'ชั่วคราว' งั้นหรอ ไม่ว่าคุณจะเรียกว่าอะไร คุณก็กำลังจะทำให้ครอบครัวแตกแยก มันเป็นเรืองของมนุษยธรรม"

ฟอร์มของเกมอุ่นเครื่อง ผมคิดว่ามันเป็นประเด็นรองไปแล้วในตอนนี้

- ซูนิล กูลาติ สหพันธ์ฟุตบอลสหรัฐฯ

"ผมมีเพื่อนร่วมทีมคนนึงชื่อ ดาร์ลิงตัน นักบี ที่พ่อแม่ของเขาอพยพมาจากไลบีเรียเพราะสงครามกลางเมือง ปีแรกของผมที่สวีเดน ผมก็อาศัยกับผู้อพยพชาวโซมาเลีย การได้ยินเรื่องราวของพวกเขา เมื่อผมได้คุณถึงเกี่ยวกับเรืองนี้ มันจึงเป็นเรื่องอันตรายเมื่อคุณไปตราหน้าพวกเขาว่าเป็นผู้ก่อการร้ายหรือคนที่เป็นภัย จะเกิดอะไรขึ้นถ้ามีการแยกโบสถ์ออกจากรัฐ? คุณคงเห็นแล้ววันนี้ ที่เขาพูดว่าคริสเตียนจะได้ต้องมาก่อน (ในการรับผู้อพยพ) หรืออะไรทำนองนั้น มันเป็นคำพูดที่แบ่งแยกจริงๆ"

ขณะที่นักบีเองก็มีความกังวลเช่นกัน

"ผมเคยเป็นผู้อพยพมาก่อน และแม่ของผมก็เป็นผู้อพยพ" เขากล่าว "ดังนั้นผมจึงจิตนาการออก ผมรู้ถึงความเจ็บปวดที่ (ผู้อพยพ) รู้สึกได้ในช่วงเวลานี้ ตอนที่เราย้ายมาประเทศนี้ (โดยใช้วีซ่าหลังหลบหนีมาจากเซียร์ร่า ลีโอน) มันคือหนึ่งในสิ่งที่ดีที่สุดที่เกิดขึ้นกับเราเลยทีเดียว และการที่ผมได้อยู่ที่นี่ ได้ติดทีมชาติก็เหมือนกับฝันเป็นจริงสำหรับผม สำหรับแม่ของผม และครอบครัวของผมทุกคนด้วย"

"ผมรู้ หวังว่าทุกอย่างจะชัดเจนขึ้น เพื่อที่ทุกคนสามารถมีวันเป็นของตัวเอง และตามหาอิสรภาพสำหรับความฝันของตัวเองได้ เหมือนอย่างที่ผมทำ"

From refugee to national team. (Jake Roth-USA TODAY Sports)

จากผู้อพยพสู่ทีมชาติ (Jake Roth-USA TODAY Sports)

ส่วนการ์ซ่าที่ใช้ชีวิตส่วนใหญ่ในการค้าแข้งระดับอาชีพที่เม็กซิโก ถึงแม้ว่าเขาไม่อยากจะยุ่งเรื่องการเมืองมากจนเกินไป แต่ก็มีความกังวลอยู่บ้างเช่นกัน

"ภรรยาของผมเป็นชาวบราซิเลียน เธอมีผมที่เข้มกว่าคนอื่น" เขากล่าว "ตอนนี้เธออยู่ที่บราซิลและเธอก็มีลูกเล็กผิวขาวที่อยู่กับเธอ ผมหวังว่าเธอจะสามารถเข้าประเทศได้อย่างปลอดภัย (ในเดือนหน้า) นี่คือสิ่งเดียวที่ผมคิดถึงในตอนนี้ หวังว่าพวกเขาคงไม่ทำความยุ่งยากให้เธอ และสามารถเข้าประเทศได้อย่างปลอดภัย"

ขณะเดียวกัน ซูนิล กูลาติ ประธานลูกหนังสหรัฐฯ ก็สนับสนุนความคิดของแบร็ดลี่ย์ และเผยว่าการเคลื่อนไหวของทรัมป์จะมีผลต่องานของเขา รวมถึงความเป็นไปได้ในการเสนอตัวเป็นเจ้าภาพฟุตบอล 2026 ด้วย

"ผมได้เห็นความเห็นของไมเคิลแล้วเมื่อวานนี้ และแน่นอนว่ามันก็มาจากใจจริงล้วนๆ" เขากล่าวตอนพักครึ่ง "ฟอร์มของเกมอุ่นเครื่อง ผมคิดว่ามันเป็นประเด็นรองไปแล้วในตอนนี้ เพราะเรื่องที่เกี่ยวข้องกับนโยบายรัฐมันไปไกลกว่าแล้ว ผมมีความคิดหลายอย่าง แต่วันนี้ต้องอยู่กับเกมกีฬาก่อน"

โดยเขากล่าวว่าลูกหนังสหรัฐฯ "ไม่มีปัญหาอะไรทั้งนั้น" กับความเห็นของแบร็ดลี่ย์

ส่วนทางฝั่งอารีน่าเผยว่าเขายังไม่เห็นความคิดเห็นของแบร็ดลี่ย์ แต่ก็เปรยเป็นนัยๆเช่นกัน "ถ้าผมจำไม่ผิด คุณสามารถออกเสียงได้อย่างเสรีในประเทศนี้ไม่ใช่หรอ?"

มันเป็นเรื่องยากที่จะมองในแง่ดี ที่ทุกๆวันมีแต่ปัญหาใหม่ๆ

"มันไม่ใช่เรื่องง่ายในบางครั้ง" เบโดย่ากล่าว "ด้วยคำพูดที่แตกแยกและเป็นไปในแง่ลบ มันก็เหมือนกับว่าเราอยู่ในยุคมือยังไงยังงั้น"

ส่วนเคลสตานกล่าวว่า "ถึงจะเป็นเรื่องยาก แต่ผมก็ยังเป็นคนที่มองในแง่ดีและหวังว่าประธานาธิบดีทรัมป์จะทำงานได้ดี มันไม่มีทางเลือกอื่น ผมไม่เคยเป็นคนมองโลกในแง่ลบ ผมแค่หวัง ผมหวังไว้เพื่ออนาคต ผมหวังถึงสิ่งที่ดีที่สุด และผมก็หวังว่าความดีจะเอาชนะทุกสิ่ง"

 สก็อตต์ เฟรนช์ คือนักข่าวของโฟร์โฟร์ทูในสหรัฐอเมริกา ติดตามเขาได้ที่ทวิตเตอร์ @ScottJFrench.