เรื่องเล่าของสโมสรที่หายไป : ‘ตลาดหลักทรัพย์’ ต้นตำรับเจ้าบุญทุ่มรายแรกของไทย

ก่อนฟองสบู่แตกในพ.ศ. 2540 นี่ คือ ต้นตำรับทีม “เจ้าบุญทุ่ม” แห่งไทยลีก ที่พร้อมเปย์ค่าเหนื่อยนักเตะทะลุเพดานตลาดสมัยนั้น ก่อนที่ เชียงราย ยูไนเต็ด สถาปนาตัวเองเป็น ‘พ่อเลี้ยงเมืองเหนือ’ เต็มตัวในอีก 20 ปีต่อมา...

ในลีกประเทศไทยจะมีสักกี่ทีมที่เพียงแค่ได้ยินชื่อ พ่อค้าแข้งดีกรีติดธงก็ต่างยอมลดบทบาทมาเล่นให้ แม้จะอยู่ในลีกที่ต่ำศักดินากว่าก็ตามที…
 
หนึ่งในนั้นต้องมีชื่อของทีม ชื่อโก้ๆ ดูภูมิฐานมีระดับอย่าง “ตลาดหลักทรัพย์” ซึ่งมีเงินทุนหนุนมากกว่าชาวบ้านเขาจนนักเตะไม่รีรอที่จะขายวิญญาณให้แก่ทีมนี้อย่างง่ายดาย

ว่ากันว่า สโมสรฟุตบอล ตลาดหลักทรัพย์ เป็นทีมเจ้าบุญทุ่มลำดับแรกๆของลีกไทยที่ผู้บริหารมีใจกล้าบ้าบิ่น จ้างนักเตะต่างชาติค่าตัวไม่ต่ำกว่า 100,000 บาท มาเล่นให้ ส่วนนักเตะไทยก็ได้กันตั้งแต่ 20,000-30,000 บาทขึ้นไป ในสมัยนั้นเรียกได้ว่าเยอะสุดๆ มากกว่าหลายทีมเป็น 10-20 เท่าเลยทีเดียว

องค์ที่ 1 : ‘ถ้าไม่เลื่อนชั้น ก็ยุบทีมไปซะ!’

“4 ปีต้องเลื่อนชั้นทุกถ้วย หากปีใดปีหนึ่งพลาดพลั้งไม่สามารถเลื่อนชั้นได้นั้นหมายความว่าทีมต้องถูกยุบทันที!” นี่คือวาจาประกาศิตของ “เสรี  จินตนเสรี” อดีตนักแบดมินตันทีมชาติไทย ที่ดำรงตำแหน่ง กรรมการผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
 
โดยในขณะนั้นเจ้าตัวอยากส่งทีมฟุตบอลเข้าร่วมการแข่งขันของสมาคมฟุตบอลฯ เนื่องจากมีทรัพยากรนักเตะล้นหลามยามที่จัดแข่งขันฟุตบอลภายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

เขาจึงได้มอบหมายให้ “ชลิต มาเปี่ยม” เป็นผู้จัดการทีมโดยมีนโยบายเดิมพันแบบใจนักเลง

“ผมได้รับนโยบายมาจาก คุณ เสรี จินตนเสรี ตอนนั้นแกดำรงตำแหน่งเป็นกรรมการผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เป็นผู้บริหารองค์กรที่ชื่นชอบกีฬาเป็นทุนเดิมอยู่แล้วเพราะเป็น อดีตนักแบดมินตันทีมชาติไทย”

“ก็เล็งเห็นว่าเวลาที่ ตลาดหลักทรัพย์ จัดการแข่งขันกีฬาภายในเมื่อไหร่ก็จะมีทีมโบรกเกอร์ต่างๆ (Broker คือบริษัทที่ได้รับใบอนุญาตประกอบธุรกิจการเป็นนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ ) ส่งทีมเข้าร่วมแข่งขันกัน 40-50 ทีม เรียกได้ว่ากว่าจะถึงรอบชิงและได้แชมป์นั้นผ่านการคัดกรองนักเตะเป็นอย่างดี จึงทำให้เรามีตัวเลือกนักเตะเยอะมาก” ชลิต อดีต ผจก.ทีม ตลาดหลักทรัพย์ เล่าถึงที่มาของทีม

นอกจากทรัพยากรนักเตะที่เหลือเฟือมีเพียงพอที่จะส่งลงเล่นฟุตบอลชิงถ้วยพระราชทาน ง. แล้ว สิ่งที่ ตลาดหลักทรัพย์มีเหนือทีมอื่นๆคือเงินทุน

“ยุคก่อนเศรษฐกิจฟองสบู่แตกเงินมันล่องลอยอยู่บนอากาศจริงๆ การจะทำทีมฟุตบอลยุคนั้นเราเพียงแค่เดินไปของบสนับสนุนจากโบรเกอร์ต่างๆที่มีอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ 40-50 เจ้า ก็ได้เงินมาทำทีมสบายๆหลัก 6-7 ล้าน ตอนนั้นถือว่าเหลือๆ” ชลิต บอกถึงเงินทุนทำทีมที่หาไม่ยาก

กระนั้นแม้ว่าจะมีผู้บริหารที่พร้อมจ่ายและเงินทุนทำทีมที่หาไม่ยากแต่นักเตะที่จะใช้เล่นหามาจากไหน “ ตอนนั้นผมเรียนปริญญาโท ภาคค่ำ ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ บังเอิญได้เจอกับ สุเทพ นิลสินธพ อดีตนักฟุตบอลทีมชาติไทย ซึ่งเป็นเพื่อนร่วมรุ่นเรียนปริญญาโทด้วยกัน”

“ขณะนั้นเขาทำทีม ธนาคารกรุงเทพ ก็แนะนำ อ.อาจหาญ ทรงงามทรัพย์ หรือฉายา “ขงเบ้งลูกหนัง” ซึ่งเป็นผู้ช่วยโค้ชที่ ธ.กรุงเทพ ให้มาคุยกันก่อน” ชลิต เอ่ยถึงโค้ชคนแรกของตลาดหลักทรัพย์

“ตอนที่ สุเทพ เสนอชื่อ อ.อาจหาญ ทรงงามทรัพย์ ผมไม่รีรอเลยนะ เพราะว่าโปรไฟล์ต่างๆเรารู้จักกันดีในวงการฟุตบอลไทย”

“เคยเป็นผู้ช่วยโค้ช ธนาคารกรุงเทพ รวมถึงช่วยทำทีมชาติกับโค้ชระดับปรมาจารย์อย่าง อ.ประวิทย์ ไชยสาม, อ.ยรรยงค์ ณ หนองคาย ทำทีมชาติไทยชุดซีเกมส์เพิ่งได้แชมป์ที่สิงคโปร์ก็เลยลองเรียกมาคุยกัน”
 
“ตอนแรกก็หวั่นใจว่าแกอาจจะไม่ทำ เพราะเราเพิ่งสร้างทีมใหม่เริ่มส่งตั้งแต่ถ้วย ง. แถมยังมีโจทย์หินคือบันได 4 ขั้น ตกขั้นใดขั้นหนึ่งผลลัพธ์คือยุบทีมทันที!” ผจก.ทีมวัยหนุ่มตลาดหลักทรัพย์เริ่มไม่มั่นใจว่า “ขงเบ้งลูกหนัง” จะรับข้อเสนอทีมโนเนมหรือไม่
 
แต่ผิดคาดหลังจากที่ “ขงเบ้งลูกหนัง” รับฟังนโยบายของสโมสรตลาดหลักทรัพย์ที่ไม่ใช่ทำกันเล่นๆวางแผนกันในระยะยาว โดยเฉพาะโปรเจ็กท์บันได 4 ขั้นนั้นสุดหิน
 
“ถือว่าเราโชคดีมากที่ อ.อาจหาญ รับข้อเสนอของ “ตลาดหลักทรัพย์” มาทำทีมให้ ในส่วนของนักเตะที่คัดกรองมาจากการแข่งขันกีฬาภายในตลาดหลักทรัพย์ที่มีฝีเท้าพอเล่นถ้วย ง.ได้แค่ 4-5 คนเอง”
 
“ทีมยุคเริ่มต้นของเราก็เลยเป็นการรวม 4 สถาบันจาก ม.ธรรมศาสตร์, มศว.ประสานมิตร และพาณิชยการราชดำเนิน ส่งแข่งขันถ้วย ง.”
 
ใครจะเชื่อว่ายุคเริ่มต้นของ “ตลาดหลักทรัพย์” กลายเป็นว่าพวกเขาได้เพชรเม็ดงามมาอยู่ในมือตั้งแต่ก่อตั้งสโมสร เนื่องจากเวลาต่อมา พ่อค้าแข้งที่ดึงมาเล่นกลายมาเป็นสุดยอดนักเตะ
 

องค์ที่ 2 : กำเนิดดาวรุ่ง เทิดศักดิ์ ใจมั่น และผองเพื่อน

“แทบไม่น่าเชื่อว่ายุคนับหนึ่งของเราได้นักเตะวัยรุ่นจากพาณิชยการราชดำเนินทั้ง เทิดศักดิ์ ใจมั่น ,ธร สอระภูมิ, สุรศักดิ์  ใจมั่น, วิมล จันทร์คำ” ชลิต พูดถึงนักเตะยุคเริ่มต้น
 
“เพราะยุคเริ่มตั้งไข่เราค่อนข้างที่จะซีเรียสเหมือนกันเพราะโจทย์ที่เราได้มานั้นมันหินจริงๆ แถมนักเตะก็ต้องดึงพวกเยาวชนมาเล่นก่อนจะมีเพียงแค่ ศิริศักดิ์ แย้มแสง ประตูจอมเก๋าของ ธ.กรุงเทพ ที่อยู่ในช่วงใกล้แขวนถุงมือแล้วมาเล่นให้”

“และนักเตะพวกนั้นน่ะแหละกลายมาเป็นกำลังหลักของในไทยลีก ปัจจุบันแต่ละคนเป็นโค้ชมีชื่อเสียงไปแล้ว”

แม้ปัญหาและอุปสรรค ในการส่งเข้าร่วมทำการแข่งขันในศึกชิงถ้วยพระราชทาน ง.ปี 2535 จะไม่มากนักเพราะสมาคมฟุตบอลฯเอา 16 ทีมที่จะได้สิทธิ์เลื่อนชั้นสู่ถ้วย ค. แต่น้องใหม่อย่าง “ตลาดหลักทรัพย์” ก็โดนลองของเสียแล้ว

“แค่ปีแรกถือว่าเราประสบความสำเร็จได้เข้าชิงแชมป์ถ้วย ง. กับทีม พนักงานยาสูบ ซึ่งถือว่าเป็นทีมใหญ่ที่ใช้นักเตะเก๋าเล่น เราโดนออกนำไปก่อน 1-0 แต่ก็ได้ประตูตีเสมอ 1-1 ถ้าสกอร์เสมอก็จะมีการยิงจุดโทษ ทว่านาทีสุดท้ายของช่วงทดเวลาเจ็บ ยาสูบ มาได้ประตูแซงนำ2-1 ซึ่งจังหวะนั้นล้ำหน้าชัดเจน”

“คนเห็นกันทั้งสนามแฟนบอลโห่ ผมวิ่งไปถามผู้ตัดสินว่ามันล้ำหน้า ท้าสาบานกันเลยทีเดียว แต่เหตุการณ์มันไม่รุนแรงมากเนื่องจากต่างก็เลื่อนชั้นไปแล้ว เพียงแต่มาเสียอารมรณ์ตรงที่เราโดนโกงไม่ได้แชมป์เท่านั้นเอง” ผจก.ทีมตลาดหลักทรัพย์ กล่าวถึงเหตุการณ์แรกที่ทำให้ไม่ได้แชมป์

จากถ้วย ง. สู่ ถ้วย ค. ทีมงานสต๊าฟโค้ช ตลาดหลักทรัพย์ ได้รับนโยบายจากผู้บริหารอีกหนึ่งอย่างนั่นก็คือ ต้องหานักเตะที่ฝีเท้าเหนือกว่าถ้วย ค. มาเล่นเป็นโจทย์ที่ยากขึ้นระคนกับอันแรกที่เลื่อนชั้นปีต่อปีเป็นบันได 4 ขั้น

“นโยบายของผู้บริหารในปีต่อมาที่เราอยู่ถ้วย ค. ถือว่ายากเหมือนกันเพราะฟุตบอลระดับถ้วย ค. สโมสรอื่นๆนั้นไม่มีปัญหาอยู่แล่วเนื่องจากเป็นทีมใหญ่มีทรัพยากรนักเตะใช้งานเหลือเฟือ โดยเฉพาะพวกทีมสารบบทหาร, ตำรวจ, รัฐวิสาหกิจ ส่งแข่งได้ครบทุกถ้วย”

“เราเองทำแบบนั้นไม่ได้จำเป็นต้องใช้การไต่เต้าโดยดันนักเตะขึ้นมา ตอนเลื่อนชั้น สู่ถ้วย ค. นั้นก็ต้องการนักเตะมาเสริม ยิ่งผู้บริหารให้หานักเตะที่มีฝีเท้าเหนือกว่าถ้วย.ค มาเล่นนั้นยิ่งยากใหญ่”

“ทว่าเราก็ได้มีการทาบทาม “ง้วน” สุรชัย จตุภัทรพงศ์ กองกลาง กสิกรไทย ดีกรีทีมชาติไทย อีกรายคือ “แต๊ก” อรรถพล บุษปาคม ดีกรีทีมชาติไทยจาก การท่าเรือ ช่วงนั้นถือข่าวถือว่าฮือฮามาก เพราะเราเป็นทีมน้องใหม่เล่นถ้วย ค. แต่หาญกล้าขอซื้อพวกดีกรีทีมชาติมาเล่น”
 
“แต่สุดท้ายนักเตะมีดีกรีเหล่านี้ก็ยังไม่มาร่วมทีมกับเราเพราะยังเล่นถ้วย ค.” ชลิต ว่า

อย่างไรก็ตามการลงเล่นถ้วย ค.ในปี 2536 ของ “ตลาดหลักทรัพย์” ถือว่าเป็นปีทองของทีมเลยทีเดียวใช้บริการนักเตะจากชุดถ้วย ง. ผสมผสานกับตัวเก๋าไม่กี่ราย ทว่าก็สามารถพาทีม เข้าชิงชนะเลิศกับ ธนาคารกรุงเทพพาณิชยการ ที่มียอดมิดฟิลด์อย่าง ธชตวัน (ตะวัน) ศรีปาน ได้สำเร็จ

“ถ้วย ค. เราได้ตัวเก๋าอย่าง ศิริศักดิ์  แย้มแสง มาช่วยประคองน้องๆนอกนั้นก็จะเป็นพวกดาวรุ่งทั้งทีม ไม่ว่าจะเป็น เทิดศักดิ์  ใจมั่น, ธร สอระภูมิ ศักยภาพถือว่าด้อยกว่าทุกทีม แต่ก็สามารถเข้าชิงชนะเลิศกับ ธนาคารกรุงเทพพาณิชยการ ที่มี ตะวัน​​ ศรีปาน นำทัพ โดยเราเอาชนะไปถึง 3-1 ครองแชมป์ถ้วย ค.ในปีนั้นได้สำเร็จ”

ยุคแห่งการเปลี่ยนแปลงของสโมสรเจ้าบุญทุ่มรายแรกของประเทศไทยอย่าง “ตลาดหลักทรัพย์” เกิดขึ้นเมื่อเลื่อนชั้นมาสู่ถ้วย ข.ในปีที่ 3 ของการทำทีม ห้วงเวลานั้นถือว่ามีการดึงนักเตะฝีเท้าดีมาอยู่กับทีมคับคั่ง