เทพพิทักษ์ พูลจวง : ขี่มอเตอร์ไซค์ส่งพี่ชายเปลี่ยนชีวิต

เขาใช้เวลาเพียงปีเดียวเปลี่ยนจากเด็กธรรมดาสู่ยอดดาวรุ่งแห่งทัพ “ม้านิลมังกร” พร้อมช่วยทีมลุยศึกลีกพระรองได้อย่างแข็งแกร่งด้วยวัยเพียง 18 ปี เท่านั้น 

“เอิร์ธ” เทพพิทักษ์ พูลจวง จอมทัพร่างเล็กของ ระยอง เอฟซี ผู้กลายเป็นขวัญใจแฟนบอลตั้งแต่ลงประเดิมลีกอาชีพครั้งแรกมาจนถึงทุกวันนี้ และกลายเ็นดาวรุ่งที่น่าจับตามองคนหนึ่งแห่งศึกM-150 แชมเปี้ยนส์ชิพ  ...เขาเป็นใคร? ผลงาน และฝีเท้าร้ายกาจแค่ไหน? ไปทำความรู้จักกับเขาได้ที่นี่

เรื่องเล่า 60 วิ

เด็กหนุ่มชาวระยอง เกิดในครอบครัวฐานะปานกลาง พ่อและแม่ของเขาประกอบอาชีพเป็นพนักงานในโรงงานผลิตเฟอร์นิเจอร์ โดยมีพี่ชายอีกคนที่อายุห่างกัน 4 ปี อย่าง จักรพงศ์ พูลจวง ที่ชื่นชอบฟุตบอลเช่นกัน ยามว่างในวัยเด็ก “เอิร์ธ” เทพพิทักษ์ พูลจวง มักออกไปเล่นฟุตบอลกับเพื่อนๆแถวบ้านอยู่เสมอ แต่เขาก็ยังไม่เคยคิดฝันอยากจะเป็นนักเตะอาชีพจริงๆจังๆในตอนนั้น

ในวัยย่างเข้า 12 ขวบ เทพพิทักษ์ เริ่มเล่นฟุตบอลอย่างจริงจัง เขาเดินสายแข่งขันฟุตบอลระดับเยาวชนรุ่นอายุไม่เกิน 12 ปี กับหลายๆรายการในจังหวัดอยู่เสมอ ช่วงชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 เจ้าตัวย้ายไปศึกษาต่อที่โรงเรียนอนุบาลระยอง สถาบันที่ขึ้นชื่อเรื่องฟุตบอลแห่งหนึ่งในจังหวัด ที่นี่เองเขาได้พัฒนาฝีเท้ามากขึ้น และประสบความสำเร็จในรายการใหญ่ๆอย่าง อีส วอเตอร์ คัพ ซึ่งเป็นทัวร์นาเม้นต์ที่นำทีมฟุตบอลทั่วทั้งจังหวัดระยองมาประชันกันเพื่อหาผู้ชนะ โดยผลปรากฏว่า เทพพิทักษ์ สามารถช่วยให้โรงเรียนอนุบาลระยองคว้าแชมป์มาครองได้สำเร็จ และเขายังคงพัฒนาฝีเท้าเรื่อยมา

หลังจากนั้นจุดเปลี่ยนในชีวิตการเล่นฟุตบอลก็มาถึง เมื่อเขาขี่รถจักรยานยนต์มาส่งพี่ชายซึ่งขณะนั้นได้เป็นนักเตะอาชีพของ ระยอง เอฟซี มาซ้อมฟุตบอลที่สนามกีฬากลางจังหวัดระยอง โดย “แอ้ม” ศิริศักดิ์ ฟูฟุ้ง กองหน้าของทีมชักชวนให้มาลองคัดตัว ซึ่งมันทำให้เขาสนใจอย่างมาก ก่อนจะตัดสินใจตกปากรับคำมาคัดตัวในเวลาต่อมาจนท้ายที่สุด เทพพิทักษ์ กลายเป็นหนึ่งในขุนพล “ม้านิลมังกร” ได้สำเร็จด้วยวัยเพียง 18 ปี

เหตุผลที่ต้องรู้จักเขา

เส้นทางลูกหนังของเขาเรียกว่าก้าวกระโดดไม่น้อย เพราะเขาไม่เคยผ่านรายการแข่งขันใหญ่อย่าง ศึกโค้ก คัพ หรือกระทั่ง ฟุตบอล 7 สี ที่มีชื่อเสียงระดับประเทศ แต่กลับทะยานขึ้นมาเล่นชุดใหญ่กับสโมสรและเป็นนักเตะอาชีพเต็มตัวทั้งที่เพิ่งเข้ามาคัดตัวกับทีมช่วงก่อนเปิดซีซั่น 2016 ที่ผ่านมา

ยิ่งไปกว่านั้น เพียงแมตช์ที่ 4 ของเลกแรก  เทพพิทักษ์ พูลจวง วาดลวดลายพลิ้วไหวในสนามได้อย่างยอดเยี่ยมอีกทั้งยังสามารถเบิกสกอร์ในลีกอาชีพครั้งแรกให้ตัวเองได้สำเร็จและเป็นประตูที่พาทีมออกนำ สงขลา ยูไนเต็ด ในศึกยามาฮ่า ดิวิชั่น 1 เมื่อฤดูกาล 2016 ก่อนที่เกมดังกล่าวจะจบลงด้วยผลเสมอ อย่างไรก็ตามแม้ ระยอง เอฟซี จะพลาดเก็บชัยชนะ แต่ชื่อของเจ้าหนูดาวรุ่งรายนี้ก็เข้าไปอยู่ในใจของแฟนบอลเป็นที่เรียบร้อย พร้อมๆกับตั้งฉายาให้เขาว่า “เมสซี่เอิร์ธ”

จากนั้นในเกมดาร์บี้แมตช์เมืองระยองกับ “พลังเพลิง” พีทีที ระยอง เอฟซี เทพพิทักษ์ งัดทีเด็ดออกมาให้แฟนบอลได้ชมอีกครั้ง เมื่อเขาโชว์ทักษะการเลี้ยง การจ่าย ความคล่องตัว และความเร็วที่ไม่ธรรมดาตลอด 90 นาทีเต็ม จนช่วยให้ทีมเสมอกับยักษ์ใหญ่ประจำลีกได้สำเร็จ ซึ่งมันตอกย้ำให้เห็นว่า แม้จะเป็นปีแรกในการเล่นฟุตบอลอาชีพ แต่เขาก็ทำผลงานได้น่าประทับเลยทีเดียว

จุดแข็ง

ความเร็วของเขาสร้างประโยชน์ให้ทีมมานักต่อนัก และเมื่อบวกกับความคล่องตัวที่มียิ่งทำให้ดาวเตะผู้นี้จัดเป็นแนวรุกตัวอันตรายที่คู่ต่อสู้ต้องระวังอย่างมาก ที่สำคัญการจ่ายลูกคิลเลอร์พาสของเขาก็น่ากลัวไม่แพ้ใคร

จุดอ่อน

เป็นเรื่องธรรมดาที่ผู้เล่นรูปร่างเล็กจะเสียเปรียบเรื่องความแข็งแกร่งของร่างกาย เทพพิทักษ์ ก็เช่นกัน หลายครั้งเขาไม่สามารถสู้แรงปะทะของแนวรับคู่แข่งได้ดีพออีกทั้งวัยที่ยังน้อยอยู่ทำให้เขาต้องพัฒนาตัวเองให้แกร่งขึ้น และรักษาบาลานซ์ของร่างกายเพื่อการทรงตัวยามครอบครองบอลนั่นเอง

รู้หรือไม่

ความจริง เทพพิทักษ์ เคยเดินทางเข้าเมืองหลวงเพื่อไปคัดตัวกับสถาบันลูกหนังชื่อดังอย่างโรงเรียนปทุมคงคามาแล้วถึง 2 ครั้ง และก็ติดโควต้านักฟุตบอลทั้ง 2 ครั้ง เสียด้วย ทว่าด้วยความเป็นเด็กทำให้ไม่สามารถควบคุมตัวเองกับการดำเนินชีวิตในต่างเมืองได้ เขาติดเพื่อน ไม่ยอมไปเรียน แต่สิ่งเดียวที่เขาทำอยู่เสมอคือการไปซ้อมฟุตบอลทุกๆเย็น อย่างไรก็ตามชีวิตของ เทพพิทักษ์ ในรั้วปทุมคงจบลงเพียงเทอมเดียวก่อนที่ต้องย้ายกลับไปศึกษาต่อที่ระยอง แม้เขาจะกลับมาคัดตัวจนได้เข้าเรียนอีกครั้ง แต่สุดท้ายก็ต้องลงเอยแบบเดิม

เทพพิทักษ์ มี ปิยะวัฒน์ ทองแม้น กองหน้าดีกรีอดีตทีมชาติไทยเป็นไอดอล เขาชื่นชอบในการเล่นของหัวหอกจอมเก๋าผู้นี้ตั้งแต่สมัยที่ตัวเองยังเป็นเพียงแฟนบอล ระยอง เอฟซี คนหนึ่งเท่านั้น แต่แล้ววันหนึ่งโชคชะตานำพาให้เขาได้มีโอกาสลงเล่นร่วมกันกับไอดอลของตัวเองในเวลาต่อมา และได้รับคำสอนทั้งการเล่น การใช้ชีวิตนอกสนามจากกองหน้ารุ่นพี่จนทำให้เขาพัฒนาตัวเองจนแข็งแกร่งขึ้น

นอกจากนี้เจ้าตัวยังชื่นชอบสโมสร เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด อย่างมาก และหวังว่าสักวันหนึ่งอยากจะลองไปเล่นด้วยสักครั้งในชีวิต แต่เวลานี้เขายังยอมรับว่าฝีเท้ายังไม่ถึงและยังต้องพัฒนาค่อไปอีกมากเพื่อทำตามความฝันให้สำเร็จ

โปรดติดตามตอนต่อไป

ฤดูกาล 2017 การเข้ามาของ “โค้ชแดง” ทรงยศ กลิ่นศรีสุข ที่รับบทกุนซือแทน ชูศักดิ์ ศรีภูมิ ที่ลาออกไป ส่งผลให้โอกาสลงสนามของเขาอาจน้อยลงจากซีซั่นที่ผ่านมา แต่เจ้าตัวก็ทำไปแล้ว 2 ประตู และยืนยันว่าจะไม่ย่อท้อ โดยหวังจะพิสูจน์ และพัฒนาตัวเองต่อไปเพื่อพาทีมประสบความสำเร็จคว้าตั๋วไปเล่นบนลีกสูงสุดของไทยให้ได้