หนีซ้อมกระโดดไกล/ติ่งพรใส/เทพปลาทู : ณัฐชัย ศรีสุวรรณ - “แรบบิตพันธุ์จี๊ด”

อดีตนักกระโดดไกลที่เคยไปแข่งระดับประเทศ ดื้อหนีซ้อมจนมาได้ดีกับฟุตบอล… ดาวรุ่งที่ใช้ชีวิต 5 ปีในลีกล่าง ไม่เคยผ่านประสบการณ์ไทยลีกมาก่อน แต่ตอนนี้ เขากลายเป็นปีกเบอร์ต้นๆของบางกอกกล๊าส เอฟซี  

ณัฐชัย ศรีสุวรรณ ปีกซ้ายวัย 22 ปี ของ บางกอกกล๊าส เอฟซี สร้างเซอร์ไพรส์ไม่น้อย เมื่อเขาถูก ออเรลิโอ วิดมาร์ กุนซือใหญ่ส่งลงเป็นตัวจริง 2 เกมติดต่อกันแบบเต็มแมตช์ในช่วงต้นซีซั่น ก่อนมีอาการบาดเจ็บจนหายหน้าไป แต่เขากลับมาอีกครั้ง พร้อมกับฟอร์มการเล่นอันยอดเยี่ยม จนแนวรับชลบุรี เอฟซี ปั่นป่วนไปหมด ก่อนพา "เดอะ แรบบิต" ชนะ 3 - 0...เขาเป็นใคร มาจากไหน และมีดีอย่างไร? โฟร์โฟร์ทู ไทยแลนด์ มีคำตอบ

เรื่องเล่า 60 วินาที

“หมู” ณัฐชัย ศรีสุวรรณ เด็กชาวอำเภอหนองแค จังหวัดสระบุรี มีพี่น้อง 3 คน เขาเป็นลูกคนกลาง มีพี่ชายและน้องสาว แม้จะชอบเตะฟุตบอลกับเพื่อนๆตั้งแต่เด็ก แต่เส้นทางนักกีฬาของเขากลับเริ่มต้นจากกรีฑาประเภท วิ่งและกระโดดไกล โดยเฉพาะรายการหลังที่ถูกปลุกปั้น จนได้เป็นตัวแทนภาค ไปแข่ง กีฬานักเรียนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแห่งประเทศไทย

ความจริงเขาไม่ได้ชอบกีฬากระโดดไกลเลยแม้แต่น้อย เขาจำเป็นต้องเล่นเพราะเป็นกีฬาที่โรงเรียนเทศบาล 5 วัดเกาะกลาง รับผิดชอบสำหรับแข่งระดับภาค 

เมื่อไม่ได้รักกีฬานี้ เขาจึงมักหนีซ้อมกระโดดไกล ไปซ้อมบอลกับทีมโรงเรียนเทศบาล 4 วัดบำรุงธรรม ที่ดูแลเรื่องฟุตบอล แต่ทุกครั้งที่เขาหนีไป ก็จะถูกอาจารย์ตามกลับมา ตลอดอย่างนี้ 1 ปี จนเข้าสู่ปีที่สอง ณัฐชัยยังไม่ละทิ้งความพยายามที่จะเข้าไปซ้อมกับทีมฟุตบอล และเช่นเคยเขาถูกอาจารย์ที่คุมกรีฑา ตามตัวกลับ แต่คราวนี้เขาดื้อและยืนยันว่าไม่กลับ ท้ายที่สุด อาจารย์จึงใจอ่อนให้เล่นฟุตบอล และนั่นกลายเป็นบันไดก้าวแรกของฟุตบอลระดับนักเรียน ตั้งแต่อายุ 14 เป็นต้นมา

ช่วง ม.4 ณัฐชัย ย้ายมาเรียนที่ ร.ร.หนองแคสรกิจวิทยา ที่นี่ทำให้เขามีโอกาสได้เข้ามาแข่งฟุตบอลในเมืองกรุง จนวันหนึ่ง อ.สกล เกลี้ยงประเสริฐ คุณครูนักสร้างเด็กแห่งร.ร.สุรศักดิ์มนตรี แว๊นซ์มอไซด์มาชมเกมดังกล่าว และได้ชักชวน ณัฐชัย ให้ลองมาคัดตัว ก่อนได้มาเรียนที่นี่ พร้อมกับเพื่อนอีกคน โดยมี ศศลักษณ์ ไหประโคน และ ศรายุทธ สมพิมพ์ เป็นสองรุ่นน้องที่กินนอนมาด้วยกัน

ศรายุทธ สมพิมพ์ อดีตรุ่นน้องที่เคยกินนอนพักร่วมกันสมัยเรียนที่สุรศักดิ์มนตรี

จุดเปลี่ยนของชีวิตเกิดขึ้น ในรายการโค้กคัพ 2012 รอบชิงแชมป์ภาค เพชรบุรี เอฟซี ได้ขนนักฟุตบอลและทีมงานโค้ชจาก สุรศักดิ์มนตรี ยกชุดมาลงเล่นในนามสโมสร แถมยังผ่านด่านอย่าง เมืองทองฯ จนได้เข้าชิงชนะเลิศ ก่อนจะพ่าย สุพรรณบุรี เอฟซี ในรอบชิงแชมป์ภาค (2 ปีติดต่อกัน) 

ซึ่งฟอร์มของณัฐชัย ในปีแรกที่ลงเล่น รายการโค้ก คัพ ดันไปเข้าตา “บิ๊กป้อม” จเร บุญส่ง ประธานสโมสรในเวลานั้น ถึงกลับเรียกตัวไปคุยแล้วบอกว่า “เอ็งมาอยู่ที่นี่นะ” พร้อมยื่นสัญญาอาชีพฉบับแรกให้รับปากว่าจะเลี้ยงดู ส่งเรียนมหาวิทยาลัยเสร็จสรรพ 

ช่วงนั้น ณัฐชัย เพิ่งเรียนจบ ม.6 พอดี  และโรงเรียนสุรศักดิ์มนตรีเวลานั้น ยังไม่ได้เป็นพันธมิตรกับ แบงค็อกฯ (เซ็น MOU กันปีต่อมา) หรือสโมสรใดๆ) ดังนั้นนักบอลโรงเรียนทุกคนที่เรียนจบ ต้องแยกย้ายกันหาที่เรียนหรือเล่นฟุตบอลด้วยตัวเอง เขาจึงเซ็นสัญญากับเพชรบุรี เอฟซี ซึ่งช่วง 2 ปีที่ค้าแข้งให้กับ “วัวทโมน” เขาเปลี่ยนตำแหน่งจากกองหน้าเป้า มาเล่นเป็น ปีก และมีโอกาสลงทีมอุ่นเครื่องกับ สมุทรสงคราม เอฟซี ทีมระดับไทยลีกบ่อยครั้ง จนถูกปลาทูคะนองยุคน้าฉ่วย ทาบทามตัวไปร่วมทีมในฤดูกาล 2014

ซีซั่นดังกล่าว เขาได้ฝึกซ้อมช่วงปรีซีซั่นกับสมุทรสงคราม ก่อนจะถูก สมุทรปราการ ยูไนเต็ด ทีมในลีกดิวิชั่น 2 ยืมตัว 1 ฤดูกาล โดยได้หวนร่วมงานกับ “โก๊ะเบื๊อก” ธนบูรณ์ คณะโต กุนซือคนแรกที่ส่งเขาลงเล่นฟุตบอลอาชีพครั้งแรก หลังหมดสัญญายืมตัว ณัฐชัย ได้กลับมาค้าแข้งให้กับต้นสังกัดที่แท้จริง แต่ต้องพบกับข่าวเศร้าเมื่อ สมุทรสงคราม เอฟซี ร่วงตกชั้นสู่ดิวิชั่น 1

2 ฤดูกาลที่ค้าแข้งให้ สมุทรสงคราม เอฟซี ในลีกพระรอง เขาพัฒนาตัวเองจากปีกในลีกรากหญ้า มาเป็นแข้งตัวหลักที่ปลาทูคะนองขาดไม่ได้ ณัฐชัย ลงสนามมากกว่า 60 เกมในช่วง 2 ฤดูกาล เขากลายเป็น “เทพของทีมปลาทูคะนอง” และแฟนบอลในจังหวัดต่างรู้จักเขาเป็นอย่างดี

ก่อนจะได้รับข้อเสนอจาก บางกอกกล๊าส เอฟซี, สุพรรณบุรี เอฟซี และ อ่างทอง เอฟซี สุดท้ายกลายเป็น เดอะ แรบบิท ที่ได้ลายเซ็น ณัฐชัย ไปแบบเงียบๆ.... แม้ว่าเขาจะพอมีชื่อในจังหวัดสมุทรสงครามฯ และดิวิชั่น 1 อยู่บ้าง แต่สำหรับเวทีไทยลีกแล้ว เขากลับมีสถานะเป็นนักเตะโนเนมที่ไม่เคยมีประสบการณ์บนลีกสูงสุด

เหตุผลที่ต้องรู้จักเขา

วิมล จันทร์คำ อดีตลูกพี่เก่าที่ สมุทรสงคราม เอฟซี ถึงกับอดรนทนไม่ไหวที่ต้องต่อสายไปหา เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง เพื่อแนะนำนักเตะคนนี้ให้เข้าสู่สารบบทีมชาติ…แม้จะไม่ใช่แข้งดาวรุ่งเกรดเอ หรือมีชื่อคุ้นหู แต่นี่คือนักเตะที่ ออเรลิโอ วิดมาร์ กุนซือจอมเฮี้ยบของบางกอกกล๊าส เอฟซี เลือกส่งเขาเป็น 11 ตัวจริง แบบเต็มแมตช์ ใน 2 เกมหลังสุดก่อนช่วงพักเบรกทีมชาติ  

ณัฐชัย ยังจำความรู้สึกวันแรกที่ต้องย้ายมาสู่บ้านหลังใหม่ที่ใหญ่กว่าเดิม ภายในสนามซ้อมของบีจี บรรยากาศลงฝึกซ้อมช่วงปรีซีซั่น ท่ามกลางนักเตะซูเปอร์สตาร์มากมายภายในทีม เขาตื่นเต้นและประหม่าที่ได้เจอกับแข้งดังหลายๆ คน แต่ผู้เล่นที่ทำให้หัวใจเขาเต้นแรงสุดๆ กลับเป็น ดาวเตะร่างเล็ก ผมสีทอง ที่ยืนห่างกับตัวเขาระยะไม่ถึงหลา

“พี่จักรพันธ์ เป็นนักเตะที่ผมชอบมากเป็นพิเศษ ผมเห็นแกในทีวีมาตั้งแต่เด็ก จำได้ตอนแกเล่นทีมชาติ พี่เขาวิ่งไวมาก ก็เลยประทับใจตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา เป็นชื่อที่ติดหูผมมาตลอด วันแรกแค่ได้มาเล่นลิงชิงบอลกับแก ก็หัวใจเต้นแรงแล้ว ตื่นเต้นๆสุด แต่ผมยังไม่เคยบอกแกนะ ว่าผมชื่นชอบแกมาก”

จักรพันธ์ พรใส ไอดอลลูกหนังที่วันนี้เขาต้องมาแย่งชิงตำแหน่งตัวจริงด้วย

นอกจาก จักรพันธ์ พรใส แล้ว “พี่เบนซ์” พีรพงศ์ พิชิตโชติรัตน์ ก็เป็นผู้เล่นอีกคนที่เขาชื่นชอบ รวมถึง “พี่บิ๊ก” ประวีณวัช บุญยงค์ ที่คอยดูแลและเป็นกันเองกับรุ่นน้อง ณัฐชัย เผยว่า ผู้เล่นซีเนียร์มากมายภายในทีม ต่างมีส่วนสำคัญที่ทำให้เขาปรับตัวเข้ากับสโมสรใหม่ได้ไม่ยาก อีกทั้งยังคอยบอกสอนทั้งเรื่องฟุตบอลและการใช้ชีวิตนอกสนาม รวมถึงเป็นกำลังใจให้กับเขาตลอด ในฐานะนักเตะหน้าใหม่ที่อ่อนประสบการณ์

เพียงแค่นัดที่ 2 ของฤดูกาล 2017 โอกาสในการเล่นไทยลีกครั้งแรกของเจ้าตัวก็มาถึง  ในเกมที่พบกับ ซุปเปอร์พาวเวอร์ ขณะที่ ณัฐชัย กำลังวอร์มอยู่ข้างสนาม เขากลายเป็นโควต้าเปลี่ยนตัวคนสุดท้ายที่ ออเรลิโอ วิดมาร์ เลือกส่งแทน จักรพันธ์ พรใส นักเตะขวัญใจของเขา ในช่วง 5 นาทีสุดท้ายของเกม เขายอมรับว่าตกใจมากและไม่คาดคิดว่าจะถูกเลือกให้ลงไปเปลี่ยนเกม ในสถานการณ์ที่ทีมขับคัน เขาคิดอย่างเดียวคือต้องลงไปวิ่ง ไปบ้า และมีโอกาสโหม่งเกือบพังประตูได้ แต่บอลเจ้ากรรมดันข้ามคานออกไป ก่อนจะจบเกมด้วยผลเสมอที่สกอร์ 0-0  

จากนั้นเขายังมีชื่อและถูกส่งลงไปท้ายเกมอยู่บ้าง กระทั่งแมตช์ที่ 5 บางกอกกล๊าส เอฟซี ต้องบุกไปเยือน สุพรรณบุรี เอฟซี นัดนี้ จักรพันธ์ พรใส หมดสิทธิ์ลงสนามเนื่องจากได้รับบาดเจ็บ ก่อนเกมจะเริ่มขึ้น ช่วงบ่ายสาม ออเรลิโอ วิดมาร์ เรียกประชุมทีม พร้อมกางแผนระบบการเล่น และผู้เล่นที่จะลงสนามเป็น 11 ตัวจริง ปรากฏว่า วิดมาร์ใส่ชื่อของ ณัฐชัย แล้วบอกว่า “เดี๋ยววันนี้ยูเล่นปีกขวานะ” ซึ่งเขาไม่ได้เตรียมใจและคิดมาก่อนว่าโค้ชชาวออสซี่จะกล้าใช้งานเขาเป็นตัวจริง เพราะตำแหน่งที่แท้จริงของเขาคือ ปีกซ้าย

เขาตอบแทนความเชื่อมั่นด้วยผลงานในสนาม และยืนครบ 90 นาที พาทีมบุกเสมอ ช้างศึกยุทธหัตถี 1-1 และได้รับความไว้วางใจให้เป็นตัวจริงต่อเนื่องอีกนัด ในเกมบิ๊กแมตช์ที่ ชนะ แบงค็อก ยูไนเต็ด 3-2  ซึ่งก็เป็นอีกครั้งที่เขาได้ลงเล่นเต็มเกม โดยที่ไม่ถูกเปลี่ยนออก

ออเรลิโอ วิดมาร์ บ่มวิชาและมอบความไว้วางใจให้แข้งโนเนมรายนี้

จุดแข็ง

ข้อได้เปรียบจากการเล่นกรีฑามาก่อน ทำให้เขาเป็นนักเตะที่ความเร็ว รูปร่างดี มีแรงปะทะเบียดชนกองหลังได้ดี ต่างจากปีกชาวไทยทั่วไป ที่มักจะมีรูปร่างเล็กแต่อาศัยความคล่องตัวแทน 

นอกจากนี้เขายังได้เรื่องของการสปรินท์และการเทคตัว ติดมาด้วย จากการที่เคยเป็นนักกระโดดไกลมาก่อน แถมยังมีเทคนิคที่ดี และจัดว่าเป็น ปีกสมัยใหม่ที่สามารถขยับขึ้นไปเล่น กองหน้ากึ่งปีก ได้อย่างไม่่มีปัญหา เพราะเขาสร้างชื่อมาจากบอลเยาวชน ในตำแหน่งตำแหน่งศูนย์หน้า

จุดอ่อน

คงเป็นเรื่องจังหวะ การจบสกอร์ ความเข้าใจเกม และประสบการณ์ เพราะเขาเพิ่งเคยผ่านเกมระดับเกมไทยลีกมาไม่กี่นัด เซนส์ฟุตบอลที่ต้องตามบรรดาตัวรุกต่างชาติทั้ง โตติ, คัมโปส และอาเรียล ให้ทัน รวมถึงต้องเพิ่มเรื่องของความหลากหลายในการเล่นกว่าเก่า เพื่อให้คู่แข่งจับทางได้ยากขึ้น เพราะมีความเร็วและความแข็งแกร่งเป็นทุนอยู่แล้ว  

รู้หรือไม่

หลังเรียนจบชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 6 ณัฐชัย ถูก สมชาย ชวยบุญชุม กุนซือทีมชาติไทย รุ่นอายุไม่เกิน 19 ปี ในเวลานั้นเรียกเข้าไปเก็บตัวทีมชาติ ร่วมกับบรรดาแข้งรุ่นราวคราวเดียวกันอย่าง นฤบดินทร์ วีรวัฒโนดม, ชนาธิป สรงกระสินธ์, ธนบูรณ์ เกษารัตน์, ปกรณ์ เปรมภักดิ์ฯ พร้อมกับได้ลงทีมอุ่นเครื่องไปแล้ว 4-5 เกม เพื่อเตรียมแข่งขันรายการพิเศษ แถบประเทศตะวันกลาง แต่จู่ๆก็เกิดมีปัญหาภายใน ทำให้ สมาคมฯ ไม่ได้ส่งทีมชาติเข้าแข่งรายการนั้น ณัฐชัย ศรีสุวรรณ ที่ทำพาสสปอร์ตรอไว้แล้ว จึงชวดโอกาสครั้งเดียวในนามทีมชาติ ไปอย่างน่าเสียดาย 

2 ปีต่อมา สมชาย ชวยบุญชุม คนเดิมโทรมาชักชวนให้ ณัฐชัย ย้ายไปเล่นให้ สมุทรสงคราม เอฟซี เวลาเดียวกันกับที่ โกลเบล็ก เอฟซี ทีมในลีกรากหญ้า ยื่่นข้อเสนอพร้อมเงินเดือน 25,000 บาท ซึ่งถือว่าสูงมากสำหรับเด็กอายุ 19 อย่างเขา

ณัฐชัย นั่งเรือไปซ้อมที่สนามน้ำแก้จนกับ โกลเบล็ก ได้ 3 สัปดาห์ ระหว่างนั้นเขาถามบรรดานักเตะในทีมว่าได้เงินเดือนกันเท่าไหร่ ปรากฏว่า เพื่อนๆได้เพียงคนละ 5,000-6000 บาทเท่านั้น พอช่วงกำลังจะถูกเรียกเข้าไปเซ็นสัญญา เขากลับเปลี่ยนใจและนึกถึงน้าฉ่วย จึงตัดสินใจ นั่งรถจากกรุงเทพฯ ไปแม่กลอง เพื่อเซ็นสัญญากับ สมุทรสงคราม เอฟซี ในช่วงที่ตลาดซื้อขายใกล้จะปิดตัวลง แม้จะได้รับค่าเหนื่อยน้อยกว่าก็ตาม ซึ่งเจ้าตัวเล่าถึงเหตุการณ์ครั้งนี้ว่า “ผมก็ไม่รู้เหมือนกันทำไมตอนแรกถึงไม่ยอมเซ็นกับปลาทู ถ้าผมไม่เปลี่ยนใจกลับมาเซ็นกับสมุทรสงคราม ป่านนี้ก็ไม่รู้ว่าชีวิตตัวเองจะไปอยู่ตรงไหนเหมือนกัน (หัวเราะ)”

จากปากคนใกล้ตัว

สมชาย ชวยบุญชุม หัวหน้าผู้ฝึกสอนราชนาวี กล่าวถึงอดีตลูกศิษย์ว่า “ณัฐชัยเหรอ น้าเจอเขาครั้งแรกตอนอายุ 18 เขาเป็นเด็กที่มีแววนะ แต่ว่าช่วงที่เรียกมาซ้อมกับทีมชาติ เขาอยู่รุ่นเดียวกับพวกเจ้าเจ, เจ้าตั้ม,พีระพัฒน์ มันก็ยากนะที่จะเบียดเด็กชุดนี้ได้ หลังจากนั้นก็ชวนให้เขามาอยู่กับ สมุทรสงคราม เพราะกะว่าจะปั้น แต่ตัวเองดันออกไปซะก่อน”

“เด็กคนนี้เก่งอยู่แล้ว เขามีหน่วยก้านที่ดี มีความเร็ว และตอนนี้ดูแข็งแกร่งขึ้นกว่าแต่ก่อน สมบูรณ์แบบเกือบทุกอย่างแล้ว ขาดแค่ประสบการณ์อย่างเดียว เพราะเขาไม่มีโอกาสเล่นบนลีกสูงสุด ต้องไปเล่นในลีกล่างหลายปี แต่ในที่สุดเขาผลักดันตัวเองขึ้นมาได้ ดีใจกับเขาด้วย หากเขาได้โค้ชดี มีการฝึกซ้อมและพัฒนาที่ดี ได้โอกาสลงเล่นต่อเนื่อง เขาสามารถเป็นผู้เล่นระดับท็อปได้ ก็ดูเพื่อนร่วมรุ่นเขาแต่ละคนสิ บางที ซิโก้ น่าจะลองมองเด็กคนนี้ดูบ้างนะ”

โปรดติดตามตอนต่อไป

“บางทีก็เคยคิดนะเรามาถึงจุดนี้ได้ไง น่าจะหลุดโลกไปแล้ว” ณัฐชัย กล่าวถึงการต่อสู้ตลอด 5 ปีในลีกล่าง

จากเด็กต่างจังหวัดที่มาเผชิญโชคในเมืองกรุง ไต่เต้าเส้นทางฟุตบอลจากดิวิชั่น 2 ล้มลุกคลุกคลาน วันนี้เขากลายเป็นตัวเลือกแรกในตำแหน่ง ปีกขวา ของ ออเรลิโอ วิดมาร์ ในช่วงที่ จักรพันธ์ พรใส ยังได้รับบาดเจ็บอยู่ นั่นแสดงให้เห็นถึงอนาคตที่สดใสในรังลีโอ สเตเดี้ยมของดาวรุ่งวัย 22 ปี

น่าติดตามต่อไปว่า นักเตะโนเนมที่เคยถีบตัวเองจากลีกรากหญ้า ไม่เคยผ่านอคาเดมี่ดังๆ สโมสรใหญ่ๆ อย่าง ณัฐชัย ศรีสุวรรณ จะสามารถยึดตัวจริงถาวรสโมสร, แจ้งเกิดบนไทยลีก และก้าวไปติดธงชาติไทย ได้อย่างที่ วิมล จันทร์คำ และ สมชาย ชวยบุญชุม อดีตสองกุนซือผู้มีพระคุณ เคยกล่าวถึงได้หรือไม่?

“การย้ายมาเล่นให้ บางกอกกล๊าส เอฟซี ทำให้ผมต้องทำงานหนักเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า ผมต้องสู้กับตัวเองมากขึ้น อะไรที่ไม่เคยเจอก็ได้เจอหมดที่นี้ อะไรที่เราไม่เคยรู้ก็ได้จากที่นี้ เมื่อมีโอกาสผมก็จะทำเต็มที่ ไม่ว่าจะฐานะไหนก็ต้องเล่นเต็มที่ ทั้งตอนซ้อมและตอนแข่ง”

จากอดีตนักกระโดดไกลที่ต้องหนีอาจารย์มาซ้อมบอล วันนี้เขาได้เล่นลีกสูงสุดประเทศ