ร้อน / ฝน / ลม / หนาว : 1 ปีแห่งความเปลี่ยนแปลงของ… พรรษา เหมวิบูลย์

“ผมไม่มีกระทั่งเงินจ่ายค่าเช่าหอพัก กิน-อยู่อย่างประหยัด แย่สุดๆ คือ ตอนต้องเอ่ยปากยืมเงินแฟน”

นี่ คือ เรื่องราวครั้งหนึ่งในชีวิตลูกหนังที่แทบไร้แสงสว่างย้อนหลังกลับไปเมื่อปลายปี 2015 ของ โย่ง-พรรษา เหมวิบูลย์... ปราการหลังทีมชาติไทยวัย 26 ปีจากบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด เขาเคยคิดว่า ได้เลือกเดินเส้นทางชีวิต ที่ผิดพลาดไปเสียแล้ว แต่วันนี้เขาได้รับการตอบแทบทุกอย่าง จากความพยายามที่เคยได้สร้างมา…

ชีวิตที่เต็มไปด้วยเรื่องราวเหนือความคาดคิด กลายมาเป็นกองหลังเบอร์ 1 ของทีมชาติไทย ในระยะเวลาไม่ถึง 1 ปี ได้อย่างไร? ติดตามได้ที่นี่  

เด็กเมืองจันท์

“บ้านเราค่อนข้างฐานะยากจน และลำบากมาก...คุณพ่อ - คุณแม่ ผมรับจ้างเจียระไนพลอย” พรรษา เริ่มเท้าความเกี่ยวกับชีวิตในวัยเด็กที่ อ.เมือง จ.จันทบุรี… เขาเกิดในครอบครัวที่มีพี่-น้อง 3 คน โดยเขาเป็นคนสุดท้อง

“พี่ชายของผมโตกว่าผมประมาณสัก 10 ปี ได้ ถ้าจำไม่ผิด...ตอนผมประมาณ ป. 1 พี่ชายของผมบอกคุณพ่อ-แม่ ว่าขอลาออกมาช่วยทำงานหาเงินจุนเจือครอบครัว เขาก็ไปรับจ้างขัดพลอยเหมือนๆกันนี่แหละ แล้วบอกให้ผมกับพี่สาวได้เรียนหนังสือต่อ…” 

พรรษา เหมวิบูลย์ กับ พี่ชาย และพี่สาวในวัยเด็ก

“ผมเริ่มเล่นฟุตบอลตอนเรียนชั้นประถมกับโรงเรียนวัดโบสถ์บางกระจัก เป็นโรงเรียนแถวบ้าน ผมค่อนข้างตัวสูงกว่าเพื่อนๆ ตั้งแต่เด็กแล้ว คือ สมัยก่อนที่โรงเรียนจะมีแจกนม แล้วเด็กๆ ไม่ชอบกินนมกันไง แต่ผมชอบ...ผมก็จะขอกินเอง  (ฮา)”   

“พอโตขึ้นหน่อยผมก็ย้ายมาอยู่ที่โรงเรียนเบญจมานุสรณ์ จันทบุรี ตอนนั้นผมเริ่มเล่นฟุตบอลจริงจังขึ้น และก็มีคัดบอลกีฬาไพร์มมินิสเตอร์”

อิทธิกร เหมหงษ์ อดีตนักฟุตบอลทีมธนาคารกรุงเทพ ผู้บ้าบอล และมีใจรักเด็ก...เด็กๆ แถมเมืองจันท์ มักเรียกเขาว่า “พ่อไข่” ทำทีมเยาวชนส่งแข่งขันภายในจังหวัด... และหลังจบทัวร์นาเม้นต์แรก ชายคนนั้น ก็กลายมามีบทบาทต่อความเปลี่ยนแปลงในชีวิตของพรรษา เหมวิบูลย์ วัย 13 ปี

“เราเรียกเขากันว่า ‘พ่อไข่’ พอจบไพร์มมินิสเตอร์ปีนั้น ผมขอพ่อ-แม่ ไปอยู่กับเขา ผมอยากเก่งขึ้น จริงๆ มันไม่ใช่แค่ผมหรอก แต่ก็มีเด็กๆ คนอื่นๆ ด้วย แกก็เปิดบ้านรับเลี้ยงดู อาหารการกิน พ่อ-แม่ ผู้ปกครองของทุกๆ คนก็จะทำมาให้แชร์รวมกินกันทุกๆวัน”

ภายใต้การทำทีมฟุตบอลเด็กของ ‘พ่อไข่’ ส่งให้ พรรษา ได้โอกาสครั้งใหญ่ที่คาดไม่ถึง เมื่อวันหนึ่งที่ทีมฟุตบอลของกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัยมาอุ่นเครื่องที่เมืองจันท์ เด็กผมร่างโย่ง ในตำแหน่งกองกลาง ก็ทำให้อาจารย์ของทีมสถาบันลูกหนังขาสั้นดังถูกใจ…    

เริ่มเล่น และฝึกฝนอย่างจริงจังกับอดีตนักฟุตบอลทีมธนาคารกรุงเทพ - "พ่อไข่"

เติบใหญ่ในเมืองกรุง

“วันนั้นด้วยเหตุผลอะไรบางอย่าง ทีมโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียน มาอุ่นเครื่องกับทีมของเรา” พรรษา เริ่มเล่าถึงจุดเปลี่ยนที่ทำให้ตัวเองได้เข้ามาอยู่ในเมืองหลวงหลังอยู่กับชายที่เขาเรียกว่า ‘พ่อไข่’ ได้ประมาณ 2 ปี …

จะมีก็แค่ครั้งเดียวที่หนีออกนอกโรงเรียนไปแล้วถูกจับได้ อาจารย์สุวิทย์ ทุ่มโมง บอกจะเรียกผู้ปกครอง ครั้งนั้นผมกลัวมาก ผมเดินเข้าไปไหว้อาจารย์ บอกสัญญาว่าจะไม่ทำอีกแล้ว

“ระหว่างที่เราเล่นๆ อยู่อาจารย์ของโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนก็ตะโกนเรียกเราบอกให้ออกมาแล้ว เปิดเสื้อดูเนื้อตัว คงจะดูว่าผมมีรอยสักรึเปล่า ตอนนั้นผมอยู่ ม. 3 เอง แล้วเขาก็บอกให้เรา เข้าไปคัดตัวโครงการช้างเผือกของโรงเรียน”

พรรษา ผ่านการคัดตัว ท้ายที่สุดได้เข้าไปอยู่ในโครงการช้างเผือกของสถาบันชื่อดัง ย่านถนนสาทร  เมื่อตอนขึ้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ชีวิตของเด็กต่างจังหวัดที่เมืองกรุงของเขาได้เริ่มต้นขึ้นแบบเหงาๆ พร้อมกับเส้นทางลูกหนังที่รอคอยอยู่ที่อนาคต 

“คนที่ดีใจมากๆ คงเป็นพ่อ-แม่ เพราะพอเราเข้าไปอยู่โครงการช้างเผือกเขาก็มีข้าว มีที่พักให้ ...เมื่อก่อนตอนเด็กๆ ผมไม่ได้คิดถึงการเล่นฟุตบอลอาชีพหรอก แต่ที่ฝันไว้ก็ คือ อยากติดทีมชาติไทย ก็แค่นั้น”

“สมัยผมเข้าไปที่โรงเรียนใหม่ๆ ผมก็เจออาจารย์เคี่ยวเข็นเยอะเป็นพิเศษ คือ เราเป็นเด็กบ้านนอก เบสิค ทักษะ ไม่ค่อยมี แถมโดนจับไปเล่นเซนเตอร์ฮาล์ฟอีก (ฮา) จริงๆ โดนจับไปเล่นเซนเตอร์ตั้งแต่ตอนคัดตัวแล้ว เพราะไม่มีตำแหน่งนั้นพอดี ก็เลยมีอาจารย์ท่านหนึ่งบอกให้เราไปเล่นกองหลัง… พอเข้ามาเรียนก็เลยเล่นตำแหน่งนี้มาตลอด อ.จักรราช โทนหงษา คือ คนที่คอยปั้นผมให้เล่นเซนเตอร์ฮาล์ฟ เขาคอยสอนวิธีเอาชนะกองหน้าแบบแปลกๆ และก็ช่วยพัฒนาผมได้” 

“เอาจริงๆ ตอนไปอยู่ใหม่ๆ ผมโทรศัพท์คุยกับแม่เกือบทุกวัน คุยไปน้ำตาจะคลอไป คือ มันคิดถึงอ่า… เราอาจจะไม่เคยอยู่ห่างบ้านด้วย แต่อยู่ๆไปเราก็เริ่มปรับตัวได้ เข้ากับเพื่อนได้ แต่ผมเป็นคนไม่ค่อยทำผิดกฎระเบียบนะ เราเป็นเหมือนพวกขี้กลัว… จะมีก็แค่ครั้งเดียวที่หนีออกนอกโรงเรียนไปแล้วถูกจับได้  อาจารย์สุวิทย์ ทุ่มโมง บอกจะเรียกผู้ปกครอง ครั้งนั้นผมกลัวมาก ผมเดินเข้าไปไหว้อาจารย์ บอกสัญญาว่าจะไม่ทำอีกแล้ว” 

“แล้วจากนั้นเหรอ? ผมก็ไม่กล้าหนีไปไหนอีกไง (ยิ้มเขินๆ)”

การตัดสินใจครั้งใหญ่  

พรรษา โดดเด่นในตำแหน่งเซนเตอร์ฮาล์ฟของโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียน แม้ไม่ได้มีถ้วยติดมือ มากมาย เหมือนกวินทร์ ธรรมสัจจานันท์หรือธีราทร บุญมาทัน 2 ผู้เล่นดังรุ่นเดียวกัน จากโรงเรียนอัสสัมชัญ ธนบุรี แต่มันก็มากพอที่จะทำให้เขาได้มีทางเลือกเดินต่อในชีวิต

“รุ่นผมตอนนั้นนักฟุตบอลที่ดังสุดๆ ก็พวก ตอง-กวินทร์ ธรรมสัจจานันท์ ยุคนั้นอัสสัมชัญ ธนบุรี เก่งมาก ส่วนคริสเตียน ก็มี ณัฐพล บานไม่รู้โรย และ พัทเตอร์ - เตชธร จามิกรณ์ (น้องแพนเค้ก)...”

“เราไม่ได้คว้าแชมป์กันเยอะแบบอัสสัมชัญ ธนบุรี แต่ก็พอมีผลงานกันบ้าง และตอนนั้นผมก็ติดทีมชุดนักเรียนไทย 18 ปี ไปแข่งที่จีน ได้อันดับ 3 กลับมา ผมได้โควต้าเข้าเรียนคณะวิทยาศาสตร์การกีฬา ที่จุฬาฯ แต่เอาจริงๆ ตอนนั้นเราก็สองจิตสองใจ มันเป็นช่วงที่ผมต้องตัดสินใจว่าจะเอายังไงกับชีวิต จะเรียนต่อ ควบคู่กับเตะฟุตบอลไปด้วย หรือ เลือกเตะฟุตบอลอย่างเดียว… ตอนนั้นฟุตบอลอาชีพในไทยก็เริ่มเป็นรูปเป็นร่าง ผมก็เห็นว่า เพื่อนร่วมรุ่นจากโรงเรียนอื่นๆ หลายคนก็ได้เงินเดือน และไปได้ไกล” 

เกียรติสูงสุดสมัยเป็นเยาวชน คือ การติดทีม นร.ไทย 18 ปี ไปคว้าอันดับ 3 ที่จีน

“ผมปรึกษาครอบครัว กับคุณแม่ และทุกคนก็มีความคิดเหมือนกันว่าอย่างน้อยเลือกเรียน พร้อมๆ เตะฟุตบอลไปก็ไม่มีอะไรเสียหาย” 

เขาเลือกศึกษาต่อที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย...พรรษา เหมวิบูลย์ เลือกฝากตัวเป็นลูกของเสด็จพ่อ ร.5 ปีแรก เขายังไม่ได้เล่นให้กับทีมอาชีพใดๆ มีแค่ทีมมหาวิทยาลัยเท่านั้น และที่รั้วจามจุรีนี้เอง… พรรษา ได้พบกับชายผู้ที่ก้าวเข้ามาเป็นไอดอลในชีวิต

-ติดตามเรื่องราวในรั้วมหา'ลัย และช่วงเวลาที่เลวร้ายที่สุดในชีวิตนักฟุตบอลของพรรษา ในหน้าถัดไป-