10 กุนซือเกาะอังกฤษผู้แสวงโชคในลีกสเปนก่อนมอยส์

แม้ซินญอร์มอยส์จะถูกเรอัล โซเซียดาด เขี่ยตกกระป๋องเป็นที่เรียบร้อยแล้ว แต่ก็ยังมีกุนซือจากสหราชอาณาจักรอีกหลายคนที่มาก่อนหน้าเขา โดยแต่ละคนมีผลงานแตกต่างกันออกไป ซึ่งในวันนี้ นิค ฮาร์เปอร์ จะพาผู้อ่านย้อนรำลึกถึง 10 โค้ชชาวบริติชที่ดีที่สุด, แย่ที่สุด และขี้เมาที่สุดในวงการลูกหนังแดนกระทิงว่ามีใครกันบ้าง...

1.วิค บัคกิ้งแฮม (บาร์เซโลนา, 1970)

“ค** เบติส!”

ความทรงจำที่ชัดเจนสุดของเขาที่บาร์เซโลนาคือการเห็นเจ้าตัวสวมแจ็คเก็ตขนสัตว์และผูกเน็คไทผ้าไหม, ดื่มค็อกเทลและพูดคุยเรื่องม้าแข่ง ต้นแบบของสุภาพบุรุษแบบผู้ดีอังกฤษอย่างบัคกิ้งแฮมมาสู่ถิ่นคัมป์ นู เมื่อปี 1970 โดยถูกแต่งตั้งให้ทำหน้าที่โค้ชใหญ่ แม้ก่อนหน้านั้นจะทำผลงานไม่ค่อยดีกับการคุมฟูแล่มก็ตาม

ช่วงเวลาการทำงานของเขาแสนสั้นแต่น่าจดจำ เขาเป็นผู้ที่พยายามต่อสู้อย่างหนักเพื่อให้สหพันธ์ฟุตบอลสเปนยกเลิกข้อห้ามผู้เล่นต่างชาติเข้ามาค้าแข้งในแดนกระทิงดุ และทำได้สำเร็จ แถมยังเป็นผู้เริ่มต้นเจรจาเพื่อดึงตัว โยฮัน ครัฟฟ์ ตำนานลูกหนังดัตช์ ซึ่งถูกปฏิเสธไปในคราวแรก จึงอาจกล่าวได้ว่าเขาเป็นผู้เปลี่ยนแปลงวิถีแห่งฟุตบอลสเปนไปแบบตลอดกาลเลยก็ว่าได้

อย่างไรก็ตามเรารู้สึกว่าช่วงเวลาที่น่าจดจำที่สุดของเขากลับเกิดขึ้นในเกมนัดหนึ่ง หลังจากเขาเขียนชื่อคู่แข่งของบาร์ซ่าในเกมนั้นอย่าง "เบติส" บนกระดานในห้องแต่งตัว จากนั้นจึงคำรามว่า "ค** เบติส" แบบดังลั่นแล้วเตะกระดานจนล้มคว่ำ ชนิดที่ไม่เหลือลายสุภาพบุรุษอีกเลย

ภาพของบัคกิ้งแฮมสมัยคุมฟูแลม นอกจากนี้ยังเคยคุมอาแจ็กซ์และโอลิมเปียกอสด้วย

2.แจ็ค กรีนเวลล์ (บาร์เซโลน่า : 1917-23, 1931-33)

7 ฤดูกาล, 492 เกม

นานมาแล้วก่อนที่บัคกิ้งแฮมจะมาพ่นคำหยาบในแคว้นกาตาลุนญ่า บาร์เซโลน่าได้เคยใช้บริการชาวอังกฤษอีกคน เขาเป็นชายผู้มาจากครูค ทาวน์ ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เมื่อปี 1917 ผู้มีนามว่า แจ็ค กรีนเวลล์ ซึ่งเจ้าตัวกุมบังเหียน “เจ้าบุญทุ่ม” นานกว่าและประสบความสำเร็จมากกว่ารายแรกที่เราพูดถึงเสียอีก

เขาคุมทีม “อาซูลกรานา” 6 ฤดูกาลติดต่อกัน (เป็นจำนวนทั้งสิ้น 492 เกม) อันเป็นสถิติที่อยู่ยั้งยืนยงมานาน ก่อนจะถูกทำลายหลังการมาของครัฟฟ์ ซึ่งในช่วงเวลานั้นเขานำทีมคว้าแชมป์ 7 รายการ จากนั้นจึงย้ายไปทำงานทั่วสเปนกับสโมสรอย่างกาสเตญอน, เอสปันญอล, บาเลนเซีย, สปอร์ติ้ง กิฆอน, มายอร์ก้า และกลับมายังบาร์ซาอีกครั้ง ต่อมาจึงย้ายไปคุมทีมชาติเปรู ซึ่งถือว่าไม่น่าเชื่อเลยจริงๆ

3.เฟร็ด บีคอนสฟิลด์ (แอธเลติก บิลเบา : 1922-25, 1929-33)

เอล บอมบิน

ฉายา "เอล บอมบิน" มีที่มาจากหมวกกลมทรงสูงของเขา โดยบีคอนสฟิลด์ผู้ถือกำเนิดที่เมืองวูล์ฟแฮมป์ตัน ยังคงเป็นกุนซือที่ประสบความสำเร็จสูงสุดตลอดกาลของแอธเลติก บิลเบา มาจนถึงตอนนี้ หลังย้ายมาจากราซิง ซานตานเดร์ เมื่อปี 1922 เขาก็ช่วยพาบิลเบาคว้าแชมป์ลีก 2 สมัย และสแปนิช คัพ 5 สมัย

เพียงเท่านั้นก็น่าประทับใจมากพอแล้ว แต่ที่น่าจดจำกว่านั้นคือตอนที่สามารถคว้าแชมป์ลีกสมัยที่ 2 ได้ในปี 1931 เขาพาบิลเบาไล่ถล่มบาร์เซโลน่า 12-1 และนั่นกลายเป็นความพ่ายแพ้ด้วยสกอร์มโหฬารที่สุดตลอดกาลของบาร์ซาด้วย จากนั้นเพนท์แลนด์ต้องกลับอังกฤษเนื่องจากเกิดสงครามกลางเมืองสเปน แต่ผลงานของเขายังคงเป็นที่จดจำจนถึงวันนี้

4.ฟรานซิส คักกี้ (เซลต้า บีโก้ : 1923-26)

วอลล์เซนด์, เซลต้า บีโก้, อู่ต่อเรือ

เขาถือกำเนิดเมื่อปี 1889 และเล่นให้ซันเดอร์แลนด์รวมถึงทีมชาติอังกฤษในตำแหน่งฮาล์ฟขวา (ตำแหน่งนี้คืออะไร ลองถามคนรุ่นปู่ดูนะเด็กๆ) จากนั้นคักกี้จึงก้าวเข้าสู่การคุมทีมด้วยการเป็นผู้เล่น-ผู้จัดการทีมวอลล์เซนด์ ในลีกภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เมื่อช่วงต้นยุค 1920

จากจุดนั้นเองทำให้เขาได้รับการทาบทามจากทีมในลีกสเปน ที่กำลังต้องการผู้จัดการทีมและไม่ต้องคิดซ้ำซ้อนถึงการยื่นข้อเสนอให้คักกี้ด้วยสัญญานานถึง 5 ปี และเขาก็นำแชมป์แห่งแคว้นกาลิเซียนมาสู่ทีมได้สำเร็จ แต่เมื่อสัญญาของเขากับทีมหมดลง เจ้าตัวกลับตัดสินใจหวนคืนบ้านเกิดเพื่อไปทำงานในอู่ซ่อมเรือย่านแวร์ไซด์แทน ซึ่งเป็นสิ่งที่แตกต่างออกไปโดยสิ้นเชิง

การทำงานในอู่ต่อเรือคือสิ่งที่คักกี้ถวิลหา

5.จ็อค วัลเลซ (เซบีญา : 1986-87)

โอเปิลแห่งเซบีญา

กุนซือชาวสก็อตผู้เข้ามาคุมเซบีญ่าเมื่อปี 1986 วัลเลซผู้เลือดร้อนกลับประสบความสำเร็จเพียงน้อยนิด เขาคุมทีมไป 44 นัด พบกับชัยชนะแค่ 14 นัดเท่านั้น และเมื่อเขาหวนคืนสู่อาชีพคุมทีมอีกรอบ สถานีต่อไปดันเป็นยอดทีมแห่งยุโรปอย่าง "โคลเชสเตอร์ ยูไนเต็ด" (ประชด)

แต่เมื่อมองเรื่องภาพรวมของเกมการเล่นเมื่อ 25 ปีที่แล้ว วันที่เขาเซ็นสัญญาคว้าตัว เท็ดด์ แม็คมินน์ นักเตะบ้านเดียวกันนับเป็นผลงานที่ดีมาก

 โดยแม็คมินน์เดินทางมาถึงสนามบินมาลาก้าแบบเงียบเชียบเมื่อเดือน ม.ค. 1987 เขาพบกับวัลเลซผู้มีสีหน้าซีดเซียว อยู่ท่ามกลางวงล้อมคนแปลกหน้าผิวสีแทน

ซึ่งหลังจับมือกับนักเตะคนใหม่แล้ว วัลเลซคำรามว่า "ไปกันเลยไอ้ลูกชาย โอเปิลรออยู่ข้างนอก ไปนั่งข้างหลังแล้วห่มผ้าห่มนั่นซะ วันนี้จะยังไม่มีใครเห็นนายหรอก"

จากนั้นก็เหมือนกับฉากในหนัง The Sweeney แม็คมินน์อยู่ในท่าดังกล่าวตลอดเส้นทางเข้าเมืองเซบีญา โดยซ่อนตัวใต้ผ้าห่มตาหมากรุกที่เบาะหลังของรถ "โอเปิล" คันนั้น

วัลเลซผู้เป็นตำนานกุนซือเรนเจอร์สเสียชีวิตจากโรคพาร์กินสันเมื่อปี 1996 ด้วยอายุเพียง 60 ปี