7 หนทางถลกหนังจิ้งจอกฟอร์มร้อน

ถึงจะมีแค่ 2 ทีมเท่านั้นที่สามารถปราบเลสเตอร์ ซิตี้ ได้ในฤดูกาลนี้ อย่างไรก็ตาม พอล ไวลค์ส ก็ค้นพบ 7 วิธีที่จะดับซ่าส์พวกเขาได้...

แม้ในลีกท็อป 5 ของยุโรปจะมีเพียงบาเยิร์น มิวนิค กับปารีส แซงต์ แชร์กแมง ที่แพ้น้อยกว่า “เดอะ ฟ็อกซ์” แต่ทีมจากมิดแลนด์ตะวันออกก็ไม่มีงบประมาณก้อนโตหรือสตาร์มากแชมป์อย่าง 2 ทีมที่กล่าวมาข้างต้น จึงทำให้ความสำเร็จของพวกเขาดูน่าประทับใจยิ่งกว่า

โดยแผนโต้กลับเร็วของ เคลาดิโอ รานิเอรี ในระบบ 4-4-2 ได้เขย่าวงการลีกหนังเมืองผู้ดี และมีเพียงอาร์เซนอลและลิเวอร์พูลที่สามารถเอาชนะพวกเขาได้ในพรีเมียร์ลีก ดังนั้นคุณจะทำอย่างไรเพื่อที่จะเล่นได้เหนือกว่าจ่าฝูงม้ามืดทีมนี้ล่ะ?

1. เล่นหลัง 3 คน

มาร์เซโล บิเอลซา กุนซือจอมแทคติกอดีตนายใหญ่ทีมชาติชิลีเผยว่าการใช้แนวรับ 3 คนต่อกรกับกองหน้า 2 คน จะทำให้มีเซ็นเตอร์ฮาล์ฟ 1 คนไว้คอยเก็บกวาดลูกอันตรายและยังสามารถตั้งเกมจากแผงหลังได้ด้วย

และจากการที่ เจมี วาร์ดี้ กับ ชินจิ โอคาซากิ ชอบวิ่งฉีกหนีเซ็นเตอร์แบ็ค การเล่นระบบนี้จะทำให้พวกเขาพบกับงานยากยิ่งขึ้น “ที่เราเล่นกองหลัง 3 ตัวเพราะวาร์ดี้กับโอคาซากิมีคุณภาพในการวิ่งหาช่อง” หลุยส์ ฟาน กัล เผยหลังจบเกมที่แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เสมอกับ “จิ้งจอกสยาม” 1-1 เมื่อเดือนพฤศจิกายน ซึ่งเป็นทีมเดียวที่เริ่มต้นด้วยการใช้หลัง 3 คนในการเจอกับเลสเตอร์ในเกมลีกฤดูกาลนี้

Blind

การแย่งบอลของบลินด์ (ซ้าย) และการตัดบอลของสมอลลิงในเกมกับเลสเตอร์

ขณะเดียวกัน เมาริซิโอ โปเช็ตติโน ก็ให้สเปอร์สเล่นเซ็นเตอร์ฮาล์ฟ 3 คนในนัดที่ชนะวัตฟอร์ด 1-0 เนื่องจาก กิเก้ ซานเชซ ฟลอเรส ใช้แทคติกที่คล้ายกับเลสเตอร์ และแมตช์สุดท้ายของ โชเซ มูรินโญ กับเชลซี เขาก็ทำให้ลูกทีมของรานิเอรีได้ยิงเพียง 3 ครั้งซึ่งไม่ตรงกรอบทั้งหมดหลังจากที่ปรับหมากในช่วง 38 นาทีสุดท้าย

2. แผงหลังต้องเช็คไลน์ให้ดี

ถึงตำแหน่งการยืนจะถูกตัดสินใจโดยผู้จัดการทีม แต่ก็สามารถมีการเปลี่ยนแปลงระหว่างเกมได้ขึ้นอยู่กับสถานการณ์และสัญชาตญาณของกองหลัง ถ้าแผงหลังดันขึ้นสูงเกินไป ก็จะมีช่องว่างให้วาร์ดี้และพวกวิ่งตัดหลังแบ็คได้ อย่างไรก็ตามถ้าตั้งรับลึกเกินไปก็เป็นการเสี่ยงที่จะปล่อยให้ ริยาด มาห์เรซ มีพื้นที่ให้ใช้เท้าซ้ายข้างถนัดเลี้ยงตัดเข้าในเช่นกัน

Vardy Mahrez

การรับบอลของวาร์ดี้ในเกมกับแมนฯซิตี้ (ซ้าย) และการยิงของมาห์เรซในเกมกับลิเวอร์พูล (ขวา)

โดยเซ็นเตอร์ฮาล์ฟต้องมีหน้าที่สั่งการและคุมเกมรับให้ดีเพื่อทำให้แน่ใจว่ากองหลังสอดประสานกันอย่างไหลลื่น เพราะหลายๆทีมดูเหมือนจะพลาดตรงจุดนี้เมื่อมีกองหลังคนหนึ่งเกิดหลุดขึ้นมาหรือคู่ขาเป็นนักเตะที่ย้ายมาใหม่

ซึ่งฟาน กัล ได้บ่นอุบถึงประตูที่วาร์ดี้ทำได้ในการเจอกับทีมของเขาเมื่อช่วงต้นซีซั่น อันเป็นลูกที่ทำลายสถิติยิงในลีกติดต่อกันสูงสุด 10 นัดของ รุด ฟาน นิสเตลรอย ลงว่าเป็นลูกโต้กลับแบบขนานแท้และดั้งเดิม “ประตูนั้นเกิดขึ้นจากความผิดพลาดในการจัดระเบียบแนวรับจากบริเวณมุมสนาม ดังนั้นเราต้องโทษตัวเองเพราะเราได้ให้นักเตะดูภาพแล้ว และก็ต้องยกเครดิตให้กับคาแรคเตอร์ของทีมนี้ (เลสเตอร์) ด้วย”

3. ครองบอลให้ดีขึ้น...

กลายเป็นเรื่องล้าสมัยไปแล้วในพรีเมียร์ลีกสำหรับปรัชญาการเล่นแบบเน้นครองบอล เมื่อฟาน กัล ถูกวิพากษ์วิจารณ์ในเรื่องของการขึ้นเกมอันเชื่องช้าจนเกิดภาวะฝืดเคืองในการทำประตู ขณะที่ อาร์แซน เวงกอร์ กับ เบรนแดน ร็อดเจอร์ส ก็หันมาปรับแทคติกเล่นแบบโยนยาวมากขึ้น

นอกจากนี้การมาของ สลาเวน บีลิช และ เจอร์เก้น คล็อปป์ บวกกับความสำเร็จของวัตฟอร์ดและเลสเตอร์ก็ทำให้เทรนด์การเล่นเปลี่ยนไป จนตอนนี้กลายเป็นว่าหลายๆทีมหันมาเล่นเกมโต้กลับเร็วเป็นหลักแล้ว

ดังนั้นจึงต้องอย่าเล่นช้าและคาดเดาง่ายเวลาได้บอล และนั่นจะถูกพิสูจน์ให้เห็นเมื่อ เป๊บ กวาร์ดิโอลา เข้ามาคุมแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ฤดูกาลหน้า ถึงแม้ว่าเทรนเนอร์ชาวคาตาลันจะชอบให้ครองเกม แต่ลูกทีมของเขาก็ต้องเล่นกับบอลเร็วเป็นด้วย

Possession

การผ่านบอลของบาเยิร์น (ซ้าย) เมื่อเทียบกับดอร์ทมุนด์ (ขวา)

ซึ่งบาร์เซโลนายุคของกวาร์ดิโอลาคือตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนถึงวิธีที่ฆ่าคู่ต่อสู้โดยใช้ลูกบอล อย่างไรก็ตามแนวทางหลักก็คือเน้นการดึงคู่แข่งให้หลุดจากตำแหน่งด้วยการประสานงาน และการเคลื่อนที่ๆฝึกฝนมาเป็นอย่างดีของผู้เล่นเป็นสำคัญ

4. ให้เลสเตอร์ได้บอลมากกว่า

พวกเขามีเปอร์เซ็นต์การครองบอลที่น้อยที่สุดในพรีเมียร์ลีก และมีน้อยทีมที่ปล่อยให้พวกเขาครองเกมมากกว่า โดยมีเพียงบอร์นมัธเท่านั้นที่ครองบอลน้อยกว่าเลสเตอร์ซึ่งเกมนั้นเกิดขึ้นตอนต้นเดือนมกราคมและผลจบลงด้วยการเสมอ 0-0

attacking passes

การจ่ายบอลเข้าไปในพื้นที่สุดท้ายของเลสเตอร์ (ซ้าย) เทียบกับบอร์นมัธ (ขวา)

การเน้นรับแน่นจะทำให้เป็นเรื่องยากสำหรับเลสเตอร์ที่จะเจาะเข้าไป เพราะเลสเตอร์ผ่านบอลสั้นกันน้อยมากโดยมีเวสต์บรอมทีมเดียวเท่านั้นในลีกที่น้อยกว่าพวกเขา ขณะเดียวกัน “จิ้งจอกสยาม” ก็มีอัตราการผ่านบอลสำเร็จน้อยเหลือเชื่อที่ 69.3% นั่นเป็นเพราะต้องการให้บอลไปถึงวาร์ดี้กับโอคาซากิให้ได้เร็วที่สุดนั่นเอง

5. ปีกต้องไล่บอล

ทั้งบอร์นมัธและเวสต์แฮมต่างทำได้ดีในการเจอกับเลสเตอร์ฤดูกาลนี้ เมื่อใช้ปีกกดดันฟูลแบ็คเพื่อหยุดทางลำเลียงบอลไปยังมาห์เรซและ มาร์ค อัลไบรท์ตัน แต่ถ้ามีโอกาสบุกขึ้นไปแล้วปล่อยให้ คริสเตียน ฟุคส์ กับ แดนนี ซิมป์สัน วิ่งเข้าไปในพื้นที่สุดท้ายได้ล่ะก็ คุณต้องมีตัวริมเส้นที่เร็วพอที่จะลงมาช่วยเกมรับด้วย

โดยร็อดเจอร์สอดีตกุนซือลิเวอร์พูลเคยพูดในรายการ Monday Night Football ของสกายสปอร์ตส์เมื่อช่วงต้นฤดูกาลเกี่ยวกับการที่เคยใช้ หลุยส์ ซัวเรซ กับ ดาเนียล สเตอร์ริดจ์ ถ่างออกไปริมเส้น ซึ่งเจ้าตัวได้บอกกับซัวเรซก่อนจะชนะอาร์เซนอล 5-1 ว่า “เมื่อพวกเขาบุกเข้ามา ผมอยากให้คุณเป็นเหมือนกองหลังอีกคนหนึ่ง”

Ritchie Suarez

การแย่งบอลของริทชีในเกมกับเลสเตอร์ (ซ้าย) การรับบอลของซัวเรซในเกมกับอาร์เซนอล (ขวา)

เขาบอกให้ทั้งคู่อยู่ใกล้กับฟูลแบ็คแต่อย่าถ่างออกไปมากนัก เพื่อที่ว่าจะได้วิ่งเข้ามาในพื้นที่ว่างได้ ซึ่งการที่ฟูลแบ็คมีอิสระในการเติมเกมขึ้นไปข้างหน้าถือเป็นเรื่องเสี่ยงอย่างมาก (แม้ซิมป์สันจะไม่ค่อยทำอย่างนั้นก็ตาม) เพราะพวกเขาต้องคิดให้ดีๆเลยทีเดียวหากจะทิ้งศูนย์หน้าระดับคุณภาพให้ไม่มีตัวประกบตอนที่เปลี่ยนจากรับเป็นรุก

6. เล่นเกมสวนกลับตลบหลัง

อาร์เซนอลเอาชนะเลสเตอร์ในช่วงต้นฤดูกาลด้วยรูปเกมที่เปิดแลกกันสนุก ทั้งนี้ทีมจะต้องมีคุณภาพในการเล่นเกมรุกที่เปี่ยมไปด้วยความเร็วเพื่อจะแลกหมัดได้ทันที ซึ่งเป็นเรื่องน่าสนใจอย่างมากว่าจะเกิดอะไรขึ้นถ้าเลสเตอร์ชุดนี้เจอกับลิเวอร์พูลตอนฤดูกาล 2013/14 หรือแม้แต่นิวคาสเซิลยุค เควิน คีแกน

นี่ไม่ได้หมายความว่าจะต้องพยายามวิ่งให้เยอะกว่า “จิ้งจอกสยาม” แต่ต้องเล่นให้ฉลาดขึ้นเมื่อเลือกที่จะบุกอย่างซึ่งๆหน้า “ปัญหาของเราในวันนี้ก็คือเราไม่ได้วิ่งเยอะหรือวิ่งให้เกิดประโยชน์มากเท่าที่ควร” คล็อปป์กล่าวหลังจากพ่าย “เดอะ ฟ็อกซ์” 2-0 เมื่อต้นเดือนกุมภาพันธ์ “เมื่อเราได้บอลในตำแหน่งที่เหมาะสมแล้ว เราก็ต้องตัดสินใจให้ถูกต้องด้วย”

Walcott Sanchez

การรับบอลของวัลค็อตต์ (ซ้าย) และซานเชซ (ขวา) ในเกมกับเลสเตอร์

เลสเตอร์โดนส่องเฉลี่ยแล้ว 13.5 ครั้งต่อเกม แต่ในความพ่ายแพ้ทั้ง 2 นัดของพวกเขาถือว่าเป็นเกมที่ปล่อยให้คู่ต่อสู้มีโอกาสยิงมากสุดในฤดูกาลนี้ โดยอาร์เซนอลได้ยิงไป 27 ครั้งส่วนลิเวอร์พูล 26

7. ทำฟาวล์ให้มากขึ้น

อาจเป็นการดูถูกตัวเองอย่างมากที่จะทำฟาวล์เพื่อหยุดเกมรุกของเลสเตอร์ แต่มันก็ได้ผลชะงัดนัก จากการที่มีเพียงนอริชและลิเวอร์พูลเท่านั้นที่ถูกทำฟาวล์น้อยกว่าขุนพล “เดอะ ฟ็อกซ์” ทำให้มันไม่ใช่วิธีที่บรรดาโค้ชนิยมใช้ในการหยุดความอันตรายของพวกเขา จึงทำให้ลูกทีมของรานิเอรีอาจทำอะไรไม่ถูกเมื่อใช้หมากนี้ก็เป็นได้

โดยเรอัล มาดริด ทำมันบ่อยตอนมูรินโญกุมบังเหียนในการหยุดโมเมนตัมของทีม “เจ้าบุญทุ่ม” ซึ่งต้องอย่าทำฟาวล์ใกล้กรอบเขตโทษมากเพื่อที่ไม่ให้เลสเตอร์ใช้ประโยชน์จากลูกตั้งเตะได้

Fouls

การทำฟาวล์ของเลสเตอร์ (ซ้าย) เมื่อเทียบกับอาร์เซนอล (ขวา)

และในนัดที่อาร์เซนอลบุกมาเก็บชัยชนะถึงถิ่นคิง เพาเวอร์นั้น ขุนพล “ปืนใหญ่” ก็ทำฟาวล์ไป 12 ครั้ง แต่มีเพียง 3 ครั้งเท่านั้นที่เกิดขึ้นในแดนตัวเอง โดยเป็นการหยุดมาห์เรซไม่ให้สร้างสรรค์เกมรุกซึ่งทำให้เกมหยุดชะงักเป็นพักๆเพื่อไม่ให้เล่นได้ต่อเนื่อง